น่าชื่นชม! ด.ช. 8 ขวบปลูกผักขายจนจ่ายค่าเทอม สร้างรายได้หลักหมื่น!!!

น่าชื่นชม! ด.ช. 8 ขวบปลูกผักขายจนจ่ายค่าเทอมเอง

น้องภูริในวัย 8 ขวบ อยากได้โน้ตบุ๊ค ในฐานะแม่เห็นว่าเป็นของใช้ที่เกินตัว และยังไม่มีความจำเป็นต่อเด็กในวัยนี้ เลยบอกไปว่า ยังเด็กอยู่ แต่หากอยากจะได้จริงๆ ต้องเก็บเงินซื้อเอง เลยเป็นที่มาของการปลูกผักขาย


เด็ก ป.3 อายุ 8 ขวบ โรงเรียนจันทศิริวิทยา ใฝ่ดีช่วยพ่อแม่หารายได้เสริม ด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ข้างบ้านปลูกผักปลอดสารพิษสุดฮิต อาทิ ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง ต้นอ่อนหัวไชเท้า เบบี้คะน้า และผักโตเหมี่ยว ปลูก 7 วัน ตัดไปขายตลาดนัด หารายได้เสริมแต่ละเดือนหนึ่งหมื่นบาท ไว้เป็นทุนซื้อของเล่น และจ่ายค่าเทอม

คุณอัญชลี หิรัณยรัชต์ หรือคุณแอน คุณแม่น้องภูริ ทองป้อง ปัจจุบันเป็นนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนจันทศิริวิทยา


คุณแม่แอน เล่าว่า เมื่อ พ.ศ. 2558 น้องภูริในวัย 8 ขวบ อยากได้โน้ตบุ๊ค ในฐานะแม่เห็นว่าเป็นของใช้ที่เกินตัว และยังไม่มีความจำเป็นต่อเด็กในวัยนี้ เลยบอกไปว่า ยังเด็กอยู่ แต่หากอยากจะได้จริงๆ ต้องเก็บเงินซื้อเอง เลยเป็นที่มาของการปลูกผักขาย

แม้จะเสนอเงื่อนไขให้ลูกชายหาเงินเอง แต่ฐานะคนเป็นแม่ก็อดที่จะช่วยเหลือลูกไม่ได้ คุณแอน เลยบอกให้น้องภูริ ปลูกผักขาย เพราะเห็นว่าไม่ยาก เด็กสามารถปลูกได้ อีกทั้งครอบครัวก็ปลูกผักทานอยู่แล้ว

“ที่บ้านของเรา ปลูกผักง่ายๆ กินกันเองเป็นประจำอยู่แล้ว เลยพอมีพื้นฐาน ประกอบกับค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มว่าผักชนิดไหน ปลูกไม่ยาก โตเร็ว เก็บขายได้ไว หนที่สุดมาเจอต้นอ่อนผักบุ้ง และต้นอ่อนผักต่างๆ”

“ที่บ้านของเรา ปลูกผักง่ายๆ กินกันเองเป็นประจำอยู่แล้ว เลยพอมีพื้นฐาน ประ กอบกับค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มว่าผักชนิดไหน ปลูกไม่ยาก โตเร็ว เก็บขายได้ไวที่สุดมาเจอต้นอ่อนผักบุ้ง และต้นอ่อนผักต่างๆ”

คุณแอน บอกว่า ที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ย่านหนองแขม ขนาดพื้นที่ 50 ตารางวา บริเวณที่ใช้ปลูกผักอยู่ด้านข้างตัวบ้าน พื้นที่ไม่มาก อุปกรณ์ที่ใช้ปลูกมีตะกร้า นอกจากนั้นยังนำไม้ไผ่มาต่อเป็นชั้นวาง 3 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูก

หน้าที่ของคุณแอน เธอเป็นแม่บ้าน ส่วนสามีอาชีพกราฟฟิกดีไซน์ น้องภูริ มีน้องสาว 1คน ชื่อวาริ หลังจากน้องภูริมีความตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะเก็บเงินซื้อโน๊ตบุ๊ค คุณแอนก็ลงมือช่วยปลูกผัก มีต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง ต้นอ่อนหัวไชเท้า เบบี้คะน้า และผักโตหมี่ยว สาเหตุที่หญิงสาวเลือกปลูกผักประเภทนี้ เธอบอกว่า ปลูกง่าย โตเร็ว เด็กสามารถปลูกได้ไม่ยุ่งยาก

คุณแอน ยกตัวอย่างวิธีปลูกต้นผักบุ้งจีนอ่อน

ขั้นตอนการเพาะเมล็ด

1.นำเมล็ดผักบุ้งไปล้างน้ำให้สะอาด จนน้ำใส จากนั้นแช่เมล็ดผักบุ้งในน้ำต่ออีก 12 ชั่วโมง

2. นำเมล็ดผักบุ้งที่ได้แช่น้ำมา 12 ชั่วโมงแล้ว มาเช็ดให้แห้ง และห่อด้วยผ้าเปียกต่ออีก 12 ชั่วโมง

3.เมล็ดผักบุ้งที่ผ่านการแช่น้ำ จะมีรากสีขาวงอกออกมา

ขั้นตอนการเตรียมดิน

1. นำดินละเอียด มาผสมกับแกลบดำ ผสมขุยมะพร้าวละเอียดด้วย ปริมาณ 1 ต่อ 1

2. นำดินเทใส่ภาชนะที่จะปลูก อาทิ ตะกร้า กะละมัง ใส่ดินสูง 1นิ้วครึ่ง

3. นำเมล็ดผักบุ้งโรยลงไปในดิน กะปริมาณให้พอดีกับภาชนะที่จะปลูก รดน้ำให้ชุ่ม หาตะกร้ามาวางทับบนดินอีกที เพื่อให้รากยั่งลึกลงดิน 2 วัน

4. วันที่ 3 เปิดตะกร้าที่วางทับบนดิน เพื่อให้ต้นอ่อนผักบุ้ง โดนแสงแดด รดน้ำ เช้า – เย็น ปลูกต่อไปอีก 7 วัน ก็สามารถตัดไปรัปประทานได้

ราคาเมล็ดผักบุ้ง 1 กิโลกรัม ท้องตลาดขาย 150 บาท เมล็ดผักบุ้ง 1 กิโลกรัม เพาะต้นอ่อน 4 กิโลกรัม

สำหรับหน้าที่ที่น้องภูริจะต้องทำ คุณแม่แอน บอกว่า ทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่เพาะเมล็ด รดน้ำเช้า – เย็น ยกเว้นตอนตัด เพราะต้องใช้ของมีคม

ด้านสถานที่จำหน่ายผัก ปัจจุบันหญิงสาวนำไปขายที่ตลาดนัดในหมู่บ้าน และส่งตามออเดอร์ ราคาขาย เบบี้คะน้า ขีดละ 20 บาท ผักบุ้งอ่อนขีดละ 15 บาท ต้นอ่อนหัวไชเท้าขีดละ 20 บาท รายได้จากการจำหน่ายเฉลี่ย 1 หมื่นบาท

และหลังจากที่น้องภูริปลูกผักขายมาเป็นเวลาเกือบปี คุณแอน บอกว่า มีเงินซื้อโน้ตบุ๊คแล้ว แต่ทว่าลูกชายกลับไม่ต้องการ เพราะเห็นคุณค่าของเงินกว่าจะทำงานหามาได้นั้นยากลำบาก ไม่ซื้อโน๊ตบุ๊ค เก็บเงินไว้เป็นทุนการศึกษา

ขอชื่นชมคุณแม่อัญชลี หิรัณยรัชต์ หรือคุณแอน คุณแม่น้องภูริ ทองป้อง ด้วยนะคะที่เลี้ยงลูกด้วยความรักและปัญญา สร้างให้ลูกเป็นทั้งคนเก่งและดี เชื่อว่ามหาเศรษฐีในอนาคตต้องมีน้องภูริ แน่นอนจริงไหมคะ

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก

http://www.thethainews.net/2017/04/8_27.html?m=1

“เห็ด” ที่แพงยิ่งกว่าทอง ! เตรียมต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 160,000 บาท !

“เห็ด” ที่แพงยิ่งกว่าทอง ! เตรียมต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 160,000 บาท !

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ค้นพบเห็ดทรัฟเฟิล 2 สายพันธุ์ใหม่ของโลก บริเวณทางตอนเหนือสุดของประเทศ นับเป็นการค้นพบเห็ดสายพันธุ์นี้เป็นครั้งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทีมนักวิจัยไทยยืนยันว่า เห็ด 2 ชนิดที่ค้นพบในประเทศไทยคือเห็ดทรัฟเฟิลจริง ทั้งโครงสร้างทางพันธุกรรมและลักษณะภาพรวมภายนอก ซึ่งแทบจะไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะพบเห็ดชนิดนี้ในพื้นที่เขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย เนื่องจากเห็ดทรัฟเฟิลจะขึ้นได้ดีในเขตพื้นที่อบอุ่นและเขตหนาว โดยเฉพาะในทวีปยุโรป โดยเห็ดสายพันธุ์ใหม่นี้ถูกค้นพบบริเวณอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ในจังหวัดเชียงใหม่ของไทย

เห็ดทรัฟเฟิลสีขาวที่ถูกค้นพบนี้ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีว่า ‘เห็ดทรัฟเฟิลขาวเทพสุคนธ์ (Tuber thailandicum)’ ซึ่งหมายถึง ‘เห็ดสีขาวที่มีกลิ่นหอมดุจทวยเทพ’ ในขณะที่เห็ดทรัฟเฟิลอีกสายพันธ์ุหนึ่งที่ถูกค้นพบ ผิวข้างนอกมีสีน้ำตาล ในขณะที่ข้างในมีสีขาว และได้รับการตั้งชื่อว่า ‘เห็ดทรัฟเฟิลล้านนา (Tuber lannaense)’

และล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ค้นพบ เห็ดทรัฟเฟิลที่มีลักษณะคล้ายกับเห็ดทรัฟเฟิลสีขาวที่พบมากในอิตาลี (Tuber magnatum) ซึ่งถือว่า เป็นเห็ดทรัฟเฟิลที่มีราคาแพงที่สุดในโลก มีราคาสูงถึง 150,000-160,000 บาทต่อกิโลกรัมเลยทีเดียว

ศ.ดร. สายสมร ลำยอง หนึ่งในทีมวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ทีมวิจัยนี้ได้เริ่มศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของเห็ด (ฟังไจ) มาตั้งแต่ปี 1999 จนกระทั่งปี 2014 ที่ ดร. นครินทร์ สุวรรณรา ได้ค้นพบเห็ดทรัฟเฟิลสายพันธุ์ใหม่ของโลกในประเทศไทยเป็นครั้งแรก รวมถึงการค้นพบเห็ดสายพันธ์ุใหม่ของโลกโดย ดร. จตุรงค์ คำหล้า หนึ่งในทีมวิจัยในปีต่อ ๆ มา

ตลอดระยะเวลาเกือบสองทศวรรษ ทีมนักวิจัยไทยเก็บข้อมูลตัวอย่างของเห็ดไปมากกว่า 8,000 ชนิด และมากกว่า 60 ชนิด เป็นเห็ดสายพันธ์ุใหม่ของโลก

การค้นพบเห็ดทรัฟเฟิลทั้ง 3 สายพันธ์ุในประเทศไทย โดยเฉพาะในเชียงใหม่ นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของทีมนักวิจัยไทย เพราะนี่คือการค้นพบเห็ดทรัฟเฟิลในเขตพื้นที่ที่อยู่บริเวณเส้นละติจูดที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับรายงานการค้นพบเห็ดทรัฟเฟิลทั่วโลก และประเทศไทยอาจจะกำลังมีการทำฟาร์มเห็ดทรัฟเฟิลขึ้น เพื่อเป็นการต่อยอดทางเศรษฐกิจจากการค้นพบที่เกิดขึ้น สร้างงานสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกรในท้องถิ่นและเป็นการเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศอีกช่องทางหนึ่งในอนาคต

รวมสูตรดินปลูกต้นไม้ สูตรดินสูตรต่างๆ

รวมสูตรดินปลูกต้นไม้ สูตรดินสูตรต่างๆ

เทคนิคการบำรุงดินอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ดินคืนความอุดมสมบูรณ์ สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี โดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก สูตรการบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติมีดังนี้

สูตรที่ 1

นำใบมะขาม ใบกระถิน ใบขี้เหล็ก ใบจามจุรี ใบโสนและใบแค ที่ร่วงแล้วมากองรวมกัน และรดน้ำให้ชื้นภายใน 7-10 วัน จะเปื่อยยุ่ย สามารถนำมาผสมกับดินปลูกในกระถาง หรือนำไปหว่านโรยรอบต้นพืชที่ปลูก ถือเป็นการกำจัดเศษใบไม้ใต้ต้นได้ดี กรณีต้องการให้มีคุณภาพดีขึ้น ให้กองรวมกับปุ๋ยคอก โดยใช้อัตราส่วน เช่น ใบจามจุรี 4 ส่วน : ปุ๋ยคอก 1 ส่วน เป็นต้น

สูตรที่ 2

นำใบมะขาม ใบชมวง ใบมะกอกไทย และใบชมพู่ โดยนำมาหมักให้เน่าเปื่อย หรือเก็บรวมใส่ถุงขยะสีดำปิดปากถุงทิ้งไว้ 7 วันเพื่อให้เน่าเปื่อย ใบไม้หมักเหล่านี้จะมีความเป็นกรด เหมาะสำหรับดินปลูกไม้ประดับหรือใบไม้ที่มีสี เช่น โกสน บอนสี และช่วยให้ใบและดอกสีเข้มขึ้น

สูตรที่ 3

นำต้น ใบ และรากของผักตบชวา มาสับให้เป็นท่อน ๆ กองรวมกันให้เหี่ยวสัก 2-3 วันราดด้วยน้ำปุ๋ยคอก คลุมด้วยกระสอบประมาณ 7-10 วัน ผักตบจะเหี่ยวยุบตัวลงและมีธาตุอาหารที่สมบูรณ์ สามารถนำไปใส่แปลงผัก หรือผสมดินที่ปลูกต้นไม้ได้

สูตรที่ 4


เปลือกถั่วลิสงนำมากองหมักไว้สัก 3 สัปดาห์ จนเปื่อยยุ่ย นำไปรองก้นหลุม เพื่อปลูกไม้ผลหรือผสมดินปลูกต้นไม้ จะช่วยให้ดินร่วนซุยมีความสมบูรณ์

สูตรที่ 5


นำละอองข้าวที่เกิดจากขัดสีข้าวเปลือกจะเป็นส่วนเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว จมูกข้าวและรำ โดยนำละอองข้าวนี้มาแช่น้ำ 1-2 วัน แล้วนำน้ำหมักที่ได้ไปรดต้นไม้ โดยเฉพาะผักกินใบ ซึ่งจะทำให้ใบมีสีเขียวเข้ม ยอดและใบจะอวบน่ารับประทาน

สูตรที่ 6


นำน้ำซาวข้าวไปรดใบสะระแหน่ จะช่วยบำรุงใบให้เจริญงอกงาม

สูตรที่ 7


นำเปลือกกล้วยชนิดใดก็ได้ มาหั่นเป็นท่อน ๆ แล้วตากแดดให้แห้ง นำไปผสมดินปลูก หากนำไปใช้กับกุหลาบจะช่วยให้ออกดอกสีสันสวยงาม

 

สูตรที่ 8 ดินปลูกต้นไม้ทั่วๆ ไป

1. ดินร่วน 1 ส่วน

2. ใบใม้ผุ 1 ส่วน

3. ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยเทศบาล 1 ส่วน

 

สูตรที่ 9 ดินปลูกไม้ดอกกระถาง

1. ดินใบก้ามปู 1 ส่วน

2. ปุ๋ยคอก(ต้องเก่าๆ) 1 ส่วน

3. ดินร่วน 1 ส่วน

4. กาบมะพร้าวสับ 1 ส่วน

สูตรที่ 10 ดินปลูกสำหรับปลูกโป้ยเซียน

1. ดินขุยไผ่ผสมแกลบหรือทรายหยาบ 1 ส่วน

2.ถ่านป่น 1 ส่วน

3.อิฐมอญทุบเล็กๆ 2 ส่วน

4.เปลีอกถั่วและใบทองหลางหรือใบก้ามปูผุๆ 2 ส่วน

สูตรที่ 11 ดินสำหรับปลูกแคคตัส และพืชอวบน้ำ

เช่น กุหลาบหิน โคมญี่ปุ่น พืชเหล่านี้ ไม่ต้องการดินที่มีอาหารสมบูรณ์มากนัก แต่ต้องการ ดินที่ร่วนโปร่งการะบายน้ำได้ดี และอุ้มน้ำได้พอสมควรส่วนผสมของดินมีดังนี้

1. ดินร่วน (ผึ่งแดด 7 วัน) 2 ส่วน

2. ทรายหยาบ 3 ส่วน

3. ถ่านปุ่น 1 ส่วน

4 ใบก้ามปูผุ ๆ 1 ส่วน

5. ปูนขาวเล็กน้อย

 

สูตรที่ 12 ดินสำหรับปลูกเบญจมาศ โกสน ปาล์ม

1. ดินร่วน

2. ทรายหยาบ

3. ปุ๋ยคอกเก่า ๆ

4. ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยเทศบาล

5. กระดูกป่นเล็กน้อย

 

สูตรที่ 13 ดินสำหรับปลูกเฟิร์น

1. ดินเผาหรือร่วน 1 ส่วน

2. ทรายละเอียด 1 ส่วน

3. เศษอิฐหักป่น 1 ส่วน

4. ใบก้ามปูผุ ๆ 1 ส่วน

5. ปุ๋ยคอกเก่า 1/2 ส่วน

6. ปูนขาว 1/4 ส่วนถ้าเป็นเฟิร์นที่ชอบขึ้นตามโขดหิน ก็ควรจะผสมเศษหินปูนลงไปบ้าง

สูตรที่ 14 ดินสำหรับปลูกบอน ว่านต่าง ๆ ดาดตะกั่ว

1. ดินร่วน 6 ส่วน

2. ทราย 4 ส่วน

3. ปุ๋ยคอก 1 ส่วน

4. ใบมะขามผุ ๆ 1 ส่วน

 

สูตรที่ 15 ดินสำหรับปลูกคล้า และมารานต้า

1. ดินร่วน 2 ส่วน

2. ทราย 2 ส่วน

3. ขุยมะพร้าว 2 ส่วน

4. แกลบ 1 ส่วน

5. ปุ๋ยคอก 1 ส่วน

หมายเหตุ ปุ๋ยคอกควรทุบละเอียดและแช่น้ำประมาณ 3-4 ชั่วโมงก่อนนำไปคลุกเคล้าครับ

ขอบคุณบทความจาก bughumnoy

ครีเอทีฟสาว ทำสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ ขายผลสด-แปรรูป ปลูก 300 ต้น สร้างรายได้งาม

ครีเอทีฟสาว ทำสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ ขายผลสด-แปรรูป ปลูก 300 ต้น สร้างรายได้งาม


มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นพืชสมุนไพรไทยชื่อแปลกที่มีประโยชน์และสรรพคุณที่หลากหลาย มะม่วงหาวมะนาวโห่ จัดเป็นผลไม้ประเภทกินผลสุก มีรสชาติเปรี้ยวเฉพาะตัว ผลสุกสีแดงขนาดเล็ก เป็นแหล่งสำคัญของธาตุเหล็ก วิตามินซี และยังมีปริมาณเพกติน ซึ่งเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ในปริมาณสูง (Pal et al,19751) พบว่า ผลของพืชสกุล Carissa caradas มีสารกลุ่มฟินอลิกปริมาณมาก โดยสารประกอบฟินอลิกได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ สารฆ่าเชื้อ

มะม่วงหาวมะนาวโห่จะอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน เป็นสารสีม่วงแดงซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าวิตามินซีหลายพันเท่า

คุณภัทรฤทัย พรมนิล (ปุ๊) อยู่บ้านเลขที่ 182 หมู่ที่ 3 บ้านสมบูรณ์ ตำบลบ้านค้อ อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม อดีตครีเอทีฟรายการทีวีชื่อดัง ผันตัวเองเป็นเกษตรกรเพื่อสานต่อความฝันของพ่อ ก่อนหน้านี้คุณปุ๊ทำงานในกรุงเทพฯ นานกว่า 5 ปี เริ่มมีปัญหาสุขภาพ ด้วยลักษณะของงานที่ต้องใช้ความคิดเยอะ เครียด “ปุ๊จึงตัดสินใจลาออกจากงานและช่วงนั้นคุณพ่อเสียชีวิตพอดี จึงทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะกลับมาสานต่อความฝันของคุณพ่อให้สำเร็จ ซึ่งคุณพ่อของปุ๊ได้ปูทางอาชีพเกษตรกรรม ด้วยการปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่ทิ้งไว้ แต่ช่วงนั้นปุ๊และพี่น้องอีก 2 คน ไม่มีใครสนใจอยากเป็นเกษตรกรเลย”


ผ่านไป 3 ปี ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ที่คุณพ่อปลูกไว้ออกลูกแต่ไม่มีใครเก็บ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ปุ๊จึงเริ่มมองเห็นโอกาสทำเงินจากสวนนี้ และด้วยความที่ปุ๊เป็นครีเอทีฟมาก่อน จึงคิดอยากสร้างแบรนด์สร้างทุกอย่างใหม่ จึงเริ่มคิดว่ามะม่วงหาวมะนาวโห่ทำอะไรได้บ้าง หลายคนถ้าพูดถึงผลไม้ชื่อนี้ต้องคิดไปถึงคนป่วย ต้องป่วยถึงจะกินได้ แต่ปุ๊ไม่ได้คิดแบบนั้น

“ปุ๊คิดว่า คนทุกเพศ ทุกวัย เด็ก ผู้ใหญ่ ต้องสามารถกินได้ทุกคน เราจึงเริ่มต้นจากการทำโลโก้ ซึ่งโลโก้เราไม่เหมือนใครแน่นอน โลโก้ของเรามีเรื่องราว เราเอาคุณพ่อมาทำ คือคุณพ่อชื่อนพรัตน์ เราจึงตั้งชื่อเป็นนพรัตน์ฟาร์ม โลโก้ก็เป็นรูปคุณพ่อ ส่วนเด็ก 3 คน ที่เกาะหลังคือพวกเรา 3 คน พี่น้อง ปิ๋ว ป๋อง ปุ๊” คุณปุ๊ กล่าว

ปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่ 1 ไร่ครึ่ง ทำอะไรได้บ้าง?

ที่สวนคุณปุ๊ปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่ไว้ประมาณ 1 ไร่ครึ่ง คิดเป็นจำนวนต้น คือปลูกได้ 300 ต้น

ถามว่า ปลูกได้ 300 ต้น เยอะไหม เยอะมาก และปลูก 300 ต้น เราสามารถนำมาแปรรูปเป็นอะไรได้บ้าง ได้มากขนาดไหน คุณปุ๊ บอกว่า “ถ้าคิดอยากทำเยอะๆ ต้องหาลูกสวน ซึ่งตอนนี้ที่จังหวัดนครพนมได้มีการสนับสนุนให้คนในจังหวัดหันมาปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่ โดยมี ธ.ก.ส. เข้ามาช่วย โครงการในหมู่บ้าน มีการจัดการให้หมู่ บ้านต่างๆ เอาต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ไปปลูก โดยจำกัดให้คนละ 100 ต้น”

มะม่วงหาวมะนาวโห่ ที่นพรัตน์ฟาร์ม

วิธีการปลูก

คุณปุ๊ อธิบายถึงขั้นตอนการปลูกแบบไม่ยุ่งยาก ปลูกแบบเดียวกับมะนาว ขุดหลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ระยะห่าง 3×3 เมตร ทำไมต้องขุดห่างขนาดนั้น ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่มีทรงพุ่มใหญ่ มีหนาม เมื่อต้นโตมีผลผลิต ต้องเก็บ เพราะฉะนั้นถ้าปลูกถี่ และปล่อยให้ต้นสูงมากจะเก็บลำบาก ต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งเพื่อให้สวยและแตกยอด

ต้นพันธุ์มะม่วงหาวมะนาวโห่ ก่อนปลูกนำดิน แกลบดำ คลุกใส่ที่ก้นหลุม หลังจากนั้นลงต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่

ฤดูที่เหมาะในการปลูกคือ ฤดูฝน ไม่ต้องรดน้ำมาก ถ้าปลูกหน้าแล้งมีปัญหาเรื่องน้ำ

ต้องปลูกหน้าฝน ให้น้ำลงหาต้น ให้ต้นเก็บน้ำ หลังจากนั้นต้นจะค่อยๆ โต พอช่วงหน้าร้อนให้สังเกตว่าต้นโตหรือไม่โต ถ้าไม่โตให้พิจารณาว่าต้องใส่ปุ๋ยคอกไหม ถ้าไม่ใส่เรื่องของการแตกยอดจะลำบากหน่อย ระยะเวลาในการปลูก ถ้าเป็นกล้าเล็ก ใช้ระยะเวลา 3 ปี ถึงจะโตมีลูกเต็มที่

การดูแลรักษา

“ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นต้นไม้ที่ไม่ชอบแฉะถ้าแฉะแล้วตาย ให้รดน้ำแบบวันเว้นวัน หรือชื้นหน่อยก็ได้ แต่อย่าเปียกจนทำให้รากเน่า ไม่งั้นจะดูแลยาก ส่วนเรื่องแมลง จริงๆ มีปัญหาคือเรื่องหนอน หนอนอย่างเดียวเท่านั้น หนอนที่เป็นปัญ หาคือ หนอนผีเสื้อ หนอนตัวใหญ่ๆ หนอนจะมาทำลายต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ กินใบซะเรียบ” เจ้าของบอก

ที่สวนคุณปุ๊ไม่ได้กำจัดหนอนด้วยยาฆ่าแมลง หรือวิธีที่พิสดารอะไร แต่ใช้วิธีการไปจับออก เพราะว่าอยากทำเป็นเกษตรอินทรีย์ อีกอย่างสรรพคุณของมะม่วงหาวมะนาวโห่มีเยอะ เพราะฉะนั้นการเอาสารเคมีเข้าไปใส่ไม่ใช่เรื่องดี

คิดต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม

มะม่วงหาวมะนาวโห่ผลสดช่วงหนึ่งไม่มีใครรู้จัก คุณปุ๊จึงมานั่งคิดว่าในเมื่อมีผลสดอยู่แล้ว เสียดาย และถ้าขายลูกสดอย่างเดียว เวลาออกบู๊ธก็น่าเบื่อ ขายได้อย่างเดียว คุณปุ๊จึงคิดต่อยอดขายทั้งผลสดและแปรรูป อีกอย่างคือคนส่วนใหญ่กินผลสดไม่ไหว พอกินลูกสดไม่ไหว ทำยังไง ก็แปรรูปเป็นน้ำ พอต่อยอดได้หนึ่งอย่าง เริ่มมีกำลังใจ จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ตัวที่สองออกมา คือเมื่อสกัดน้ำจนหมดก็จะเหลือกากของมะม่วงหาวมะนาวโห่ จึงลองเอามาถูแขน เมื่อนำมาถูแขนปรากฏว่าขี้ไคลออก จึงคิดนำกากมาทำเป็นสบู่ ผลิตภัณฑ์เริ่มต้นของฟาร์มคือสองชิ้นนี้

ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ที่นพรัตน์ฟาร์ม

ยังไม่จบแค่นั้น คุณปุ๊ ยังเสริมอีกว่าตนได้คิดสร้างผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ขึ้นมาด้วยความคิดที่อยากให้เด็กกินสมุนไพรที่มีประโยชน์ได้ด้วย เพราะในหลายๆ ที่เขาทำขมมาก แต่คิดว่าจะทำไงเอาเมล็ดออก พอเอาเมล็ดออกแล้วไม่ขม จึงลองทำแยม เมื่อทำแยมได้ก็ต่อยอด เป็นวุ้น เยลลี่ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มะม่วงหาวมะนาวโห่ที่นี่จะไม่สร้างความจำเจให้กับคนกิน ต้องรู้จักปรับปรุง ในอนาคตจะทำเป็นคุกกี้มะม่วงหาวมะนาวโห่มาแน่ๆ

หาวิธีการแปรรูป

คุณปุ๊ เล่าว่า “ความรู้มี ใช้วิธีดูจากยูทูบและจดจำไปเรื่อยๆ แต่เขาโชคดีมีแฟนเป็นเชฟอยู่ที่กรุงเทพฯ เวลาอยากทำเมนูไหน ก็โทร.ถามสูตรแฟนว่าทำอย่างไร ผสมอะไรบ้าง แล้วแฟนก็บอกสูตร และขั้นตอนการทำมา ครั้งแรกลองผิดลองถูกเริ่มชิม จำความหวาน ความเปรี้ยวขนาดไหน อยากทำให้คนที่ป่วยสามารถกินได้ด้วย อย่างถ้าผู้ป่วยโรคเบาหวานถามว่าอยากกินวุ้นกินได้ไหม กินได้ เพราะไม่ได้ทำหวานมาก ต้องคิดถึงสุขภาพคนกินด้วย และมีคณะทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยมหาสารคามติดต่อปุ๊ 2 คณะ คณะวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมฯ เขาจะขอวิจัยสารแอนโทไซยานิน สารนี้จะค่อนข้างมีสูงในผลไม้ที่มีสีม่วง และรสเปรี้ยว เพราะฉะนั้นสารตัวนี้จะมีผลช่วยรักษาโรค เขาจะทำการวิจัย นอกจากนี้ อยากทำผงสกัดพร้อมชงดื่ม ซึ่งยังไม่มีใครทำ ในอนาคตจะมีน้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่สูตรเข้มข้น ดีต่อสุขภาพ และสามารถส่งขายได้ทั่วประเทศ”

แปรรูปแล้วขายดีมาก ผลิตไม่ทัน

ผลสดมะม่วงหาวมะนาวโห่ที่สวนคุณปุ๊ ราคาขายในสวน กิโลกรัมละ 200 บาท แต่เมื่อนำไปออกบู๊ธขายข้างนอก จะขาย กิโลกรัมละ 300 บาท และยิ่งช่วงนอกฤดู มีราคาขายถึงกิโลกรัมละ 500 บาท ฟังราคาผลสดเราก็สะดุ้งแล้ว แต่รู้หรือไม่เมื่อนำมะม่วงหาวมะนาวโห่มาแปรรูปแล้วสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เกือบสิบเท่าตัว ที่สำคัญเมื่อแปรรูปออกมาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม แยม สบู่ เยลลี่ ผลตอบรับดีมาก ดีจนทำขายไม่ทัน ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการนำมาแปรรูป ด้วยความที่เมื่อแปรรูปออกมาแล้ว ผู้บริโภคสามารถบริโภคของดีมีประโยชน์ได้ง่ายขึ้น สินค้าเหล่านี้จึงกำลังเป็นที่นิยม

สำหรับท่านที่สนใจอยากเรียนรู้วิธีการปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่ หรืออยากเยี่ยมชม ลงสวนเก็บผลสดมะม่วงหาวมะนาวโห่กินเองกับมือ เชิญได้ที่นพรัตน์ฟาร์ม คุณปุ๊ ยินดีต้อนรับ โทร. (081) 888-7131

ขอบคุณข้อมูลจาก เส้นทางเศรษฐี

“มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา จากญี่ปุ่น ปลูกได้ดี สร้างรายได้งาม กิโลละ 100 บาท

“มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา จากญี่ปุ่น ปลูกได้ดี สร้างรายได้งาม กิโลละ 100 บาท

“สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (056) 613-021 ได้นำพันธุ์ “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา มาปลูกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร นานประมาณ 2 ปี พบว่า มีการเจริญเติบโตดีมาก สามารถออกดอกติดผลดกมาก และมะระมีรสชาติดีเหมือนที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาทีเดียว อายุการเก็บเกี่ยวเร็ว คือ ประมาณ 2 เดือน หลังย้ายกล้าปลูกลงแปลง และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 1-2 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับการบำรุงดูแลรักษา โดยจุดเด่นของมะระโอกินาวาคือ รสชาติไม่ขมมาก นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเช่นเดียวกับมะระทั่วไป

ปัจจุบัน “สวนคุณลี” สามารถผลิตและจำหน่ายผลมะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา ส่งขายร้านอาหารในกรุงเทพฯ และขายปลีกที่สวน ได้กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งได้รับการยอมรับจากคนรับประทานเป็นอย่างดี ซึ่งมีการวางแผนการปลูกให้มีผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี และยังคัดเลือกพันธุ์มะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา เพื่อผลิตเมล็ดจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจนำไปปลูกต่อ

ต้นมะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา อายุได้ประมาณ 60 วัน มะระรุ่นแรกที่ออกดอกก่อนจะเริ่มแก่ทยอยเก็บผลได้ ซึ่งหลังมะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา ติดผลอ่อนขนาดเล็ก จากนั้นอีกประ มาณ 12-18 วัน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวขายหรือรับประทานได้ มะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา สามารถเก็บเกี่ยวได้นาน ประมาณ 5-10 รุ่นนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับสภาพต้น การดูแลรักษา ฤดูกาลปลูก

มะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา จำหน่ายออกจากสวนได้ กิโลกรัมละ 100 บาท

โรค และแมลงศัตรู

ก็จะเหมือนพืชตระกูลมะระหรือแตงทั่วไปในบ้านเรา ซึ่งจะมีการทำลายหรือระบาดก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมหรือช่วงฤดูกาลปลูก ซึ่งจากที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร ปลูกมาประมาณ 2 ปี และปลูกตลอดทั้งปี ก็สามารถสรุปโรคและแมลงศัตรูที่พบกับมะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา ในเบื้องต้น ดังนี้

เพลี้ยไฟ ช่วงอากาศร้อนอบอ้าว แห้งแล้ง ให้เฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ แต่อย่างไรก็ตาม ในสภาพบ้านเรา การขยายพันธุ์หรือการระบาดของเพลี้ยไฟมีได้ตลอดปี แต่อาจจะรุนแรงเป็นระยะๆ เพลี้ยไฟทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยง สังเกตจากยอดอ่อนหรือใบอ่อน ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สังเกตดูที่ใบจะหงิกก็ต้องฉีดยากำจัดเพลี้ยไฟ ซึ่งบางท่านอาจจะเลือกฉีดพ่นด้วยน้ำหมักสมุนไพร เชื้อชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อบิวเวอเรีย ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถเข้าทำลายเพลี้ยไฟได้ การใช้ห้ามผสมสารเคมีและควรฉีดในช่วงเวลาเย็น

แต่ถ้าเห็นว่าระบาดมาก ควรใช้สารเคมีสกัดยับยั้งเสียก่อน ซึ่งเพลี้ยไฟมีการระบาดที่เร็ว ยกตัวอย่าง สารที่มีความปลอดภัยสูง อย่าง กลุ่มอิมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, สลิง เอ็กซ์, โคฮีนอร์, เสือพรีอุส) ฉีดสลับด้วยสารกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันการดื้อสารเคมี เช่น สารกลุ่มคาร์โบซัลแฟน (เช่น โกลไฟท์), กลุ่มฟิโฟนิล (เช่น เฟอร์แบน), กลุ่มคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน, เอส-85) เป็นต้น เนื่องจากเพลี้ยไฟบินในเวลากลางวัน ในช่วงเช้าจนถึงบ่าย คือเริ่มพบเพลี้ยไฟมาก ในช่วงเวลา 08.00-13.00 น. สูงสุดในเวลา 09.00-10.00 น. หลังจากนี้ จะพบเพลี้ยไฟน้อยลง โดยเฉพาะในเวลา 18.00-06.00 น. จะพบน้อยมาก ก็ต้องเลือกเวลาฉีดที่เหมาะสม

 

มะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา ผักเพื่อสุขภาพ
แมลงหวี่ขาว เป็นแมลงประเภทปากดูดขนาดเล็ก มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใต้ใบพืช หนึ่งในแมลงศัตรูพืชสำคัญมีการระบาดและทำความเสียหายให้กับพืชผักเกือบทุกชนิด ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะฤดูร้อนจะมากเป็นพิเศษ แมลงหวี่ขาวสามารถเข้าทำลายได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช โดยทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและยอดอ่อนของพืช การทำลายของตัวอ่อนทำให้เกิดเป็นจุดสีเหลืองบนใบพืช ใบพืชหงิกงอ ขอบใบม้วนลงด้านล่าง ต้นแคระแกร็น และเหี่ยว หากพบทำลายในปริมาณมากอาจทำให้พืชตายได้ นอกจากนี้ ยังเป็นแมลงพาหะนำเชื้อไวรัส สาเหตุโรคใบด่างในพืชต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลผลิตลดลง

 

การป้องกันและกำจัด

การจัดการแปลงปลูกพืช หากพบแมลงหวี่ขาวใต้ใบพืชจำนวนมาก ให้ตัด-เก็บ ส่วนของพืชเผาทำลาย เพื่อป้องกันการระบาด หรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เก็บเศษซากพืชออกนอกแปลงปลูก และทำความสะอาดแปลงปลูกและพื้นที่รอบๆ

การใช้กับดักกาวเหนียว โดยอาศัยพฤติกรรมของแมลง ซึ่งชอบบินเข้าหาวัตถุสีเหลือง การติดกับดักกาวเหนียวนอกจากสามารถลดจำนวนแมลงได้ระดับหนึ่งแล้ว ยังสามารถใช้ในการตัดสินใจการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงต่อไป

ในบางพื้นที่หรือบางช่วงฤดูกาลที่มีแมลงวันทองระบาด ก็ใช้ถุงห่อเพื่อป้องกันการทำลาย
การควบคุมโดยชีวภัณฑ์ การใช้เชื้อราบิวเวอเรีย เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคกับแมลงเข้าทำลายแมลงในสภาพความชื้นที่เหมาะสม เส้นใยจะเข้าตามช่องว่างของแมลง เจริญเติบโตโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร จนแมลงตาย จากนั้นจะสร้างเส้นใยและสปอร์สีขาวปกคลุมตัวแมลง ส่วนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาว หากพบแมลงหวี่ขาวจำนวนมาก หรือเกิดการระบาด ควรพ่นสารกลุ่มออกฤทธิ์ที่แนะนำให้ใช้สำหรับป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาวโดยเฉพาะ ควรพ่นสารจากกลุ่มที่ออกฤทธิ์น้อยก่อน หรือสลับกับกลุ่มที่มีสารออกฤทธิ์เพิ่มขึ้น เช่น พ่นสารกลุ่มที่มีกลไกการออกฤทธิ์แบบสัมผัสก่อนพ่นสารกลุ่มที่มีกลไกการออกฤทธิ์แบบดูดซึม เป็นต้น

ขนาดผลมะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา ที่พร้อมเก็บจำหน่ายได้
และควรใช้สารเคมีตามอัตราที่แนะนำ เช่น กลุ่มอิมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, สลิง เอ็กซ์, โคฮีนอร์, เสือพรีอุส) ฉีดสลับด้วยสารกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันการดื้อสารเคมี เช่น สารกลุ่มคาร์โบซัลแฟน (เช่น โกลไฟท์), กลุ่มคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน, เอส-85), อะเซทามิพริด (เช่น โมแลน) เป็นต้น

หนอน ก็จะคอยทำลายกัดกินใบ ยอด และส่วนต่างๆ ของต้นมะระ ระบาดทุกช่วงอายุ กรณีใช้สารชีวภัณฑ์ เชื้อแบคทีเรียบาซิลัส ทูริงเยนซิส หรือ บีที เป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งในธรรมชาติที่มีฤทธิ์ในการทำลายแมลง โดยเฉพาะหนอนผีเสื้อ ที่เป็นศัตรูของพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด เมื่อหนอนกินเชื้อ บีที เข้าไป สารพิษที่ บีที สร้างขึ้นจะไปมีผลทำให้ระบบย่อยอาหารของแมลงล้มเหลว กระเพาะบวมเต่งและแตก ส่งผลให้แมลงหยุดกินอาหาร เคลื่อนไหวช้า ชักกระตุก เป็นอัมพาต และตายภายใน 1-2 วัน เชื้อ บีที จึงสามารถใช้ในการควบคุมหนอนผีเสื้อศัตรูพืชหลายชนิดที่ดื้อต่อสารเคมีได้ดี ในขณะเดียวกัน เชื้อ บีที ยังเป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ สัตว์ และไม่มีพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม ควรใช้เชื้อ บีที ในขณะที่หนอนยังเล็กอยู่

ควรพ่นในตอนเย็นเพื่อเลี่ยงแสงแดด และการฉีดพ่นในขณะมีความชื้นในแปลงสูง จะได้ผลดียิ่งขึ้น ควรฉีดพ่น ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง และควรผสมสารจับใบทุกครั้ง

มะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา นำมาปลูกติดผลดกมาก ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร
ถ้ามีการระบาดมาก ก็เลือกใช้สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น กลุ่มอะบาเม็กติด (เช่น โกลแจ็กซ์), กลุ่มไซเพอร์เมทริน (เช่น โกลน็อค-35, เมกก้า 50)

โรคราน้ำค้าง ระบาดและพบมากช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว ความชื้นสูง น้ำค้างมาก มักพบมีแผลเหลี่ยมเล็กสีเหลืองบนใบ และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาดำ กรณีที่มีความชื้นสูงในตอนเช้า จะพบเส้นใยเชื้อราเป็นขุยสีเทาดำตรงแผลใต้ใบ หากสภาพแวดล้อมเหมาะสมโรคจะระบาดรวดเร็ว ทำให้ใบเหลืองและแห้งตายทั้งต้น

วิธีแก้ไข หากพบเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น แมนโคเซบ+เมทาแลกซิล หรือสารไดเมโทมอร์ฟ หรือสารอีทาบ็อกแซม ผสมกับสารโพรพิเนบ (เช่น แอนทราโคล) ฉีดพ่น ได้ผลดีและไม่เป็นอันตรายต่อดอกและผล

ที่มา เส้นทางเศรษฐี

มะม่วงดองในโอ่งสูตรอากง ทายาทรุ่น 3 พัฒนาคุณภาพ เข็นขึ้นห้าง – ส่งออก คนจีนชอบมาก ทะยานสู่กิจการร้อยล้าน

มะม่วงดองในโอ่งสูตรอากง ทายาทรุ่น 3 พัฒนาคุณภาพ เข็นขึ้นห้าง – ส่งออก คนจีนชอบมาก ทะยานสู่กิจการร้อยล้าน

คุณชัยพร โสธรนพบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลไม้แปรรูป วรพร จำกัด เจ้าของแบรนด์ “วรพร” เล่าว่า ย้อนไป 60 ปีที่แล้ว อากงชื่อ “ไต่ไห้ แซ่โค้ว” อพยพมาจากเมืองจีน ทำมาหากินที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อาม่าเห็นว่าแปดริ้วมีมะม่วงเยอะ เลยเปิดร้านเล็กๆ ขายมะม่วงดองใส่โหลแก้ว สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว พอมารุ่นคุณพ่อ ชื่อ ชัยรัตน์ โสธรนพบุตร อาชีพครูวิชาเคมี ท่านใช้วันหยุดตระเวนส่งมะม่วงดองขายตามร้านขายของฝาก ตามปั๊มน้ำมัน ทำแบบนี้อยู่ 3-4 ปี จนรายได้เสริมมากกว่างานประจำ หนที่สุดพ่อลาออกมาทำธุรกิจมะม่วงแปรรูปเต็มตัว

พ่อคุณแชมป์เป็นครูวิชาเคมี ท่านใช้ความรู้ด้านนี้มาปรับใช้ เป็นสูตรมะม่วงดองรสจัดจ้าน ไม่ต้องจิ้มพริกกะเกลือ ปรับกระบวนการผลิตด้วยการลงทุน 3 ล้านบาท เปิดโรงงานเพื่อขยายพื้นที่และปรับกระบวนการผลิตยกระดับมะม่วงดองเป็นเกรดพรีเมี่ยม ได้การรับรองมาตรฐาน อาทิ GMP, HACCP, CODEX ต่อมา พ.ศ. 2538 จดทะเบียนรูปแบบบริษัท ชื่อ ผลไม้แปรรูป วรพร จำกัด พร้อมกับไปเปิดตลาดที่จีน

เปิดโรงงานยกระดับมะม่วงดองตามรถเข็น สู่ผลไม้แปรรูปเกรดพรีเมี่ยม ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนทำให้มะม่วงดอง “วรพร” เติบโตแบบก้าวกระโดด

“พ.ศ. 2539 ปรับโฉมการผลิต คุณพ่อลงทุนซื้อมะม่วงมาดองเตรียมไว้ตั้งใจจะขาย 1 ปีเต็ม ทว่าแค่ 3 เดือนกลับขายหมด พร้อมกับไปเปิดตลาดที่จีน ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนทำให้มะม่วงดองวรพร เติบโตแบบก้าวกระโดด”

สำหรับคุณแชมป์เข้ามาช่วยกิจการครอบครัว พ.ศ. 2552 เขาจบการศึกษาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชายหนุ่มพัฒนาสินค้าด้วย “นวัตกรรม” หันมาเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมกระจายสินค้าไปสู่ตลาดโลก

“ผมมองว่า ถ้าจะขายมะม่วงดองแบบเดิมๆ ไม่สามารถจะทำตลาดให้กว้างได้ เลยนำมาบรรจุถุงทำในระบบปิด นับเป็นเจ้าแรกของประเทศ กระทั่ง ร้านเซเว่นอีเลฟ เว่นเห็นว่าสินค้ามีนวัตกรรมเลยติดต่อไปขายในร้าน”

นอกจาก มะม่วงดอง ชายหนุ่มเพิ่มความหลากหลายของเมนูมะม่วง อยากเสิร์ฟความต้อง การทานมะม่วงมากยิ่งขึ้น โดยเปลี่ยนเป็นของทานเล่นที่ชิ้นเล็กลง สวยขึ้น ทานทันที ทั้งมะม่วงกวนซอฟท์แคนดี้ มะม่วงแช่อิ่มแห้ง มะม่วงกวนอบแห้งปรุงรส สายพันธุ์มะม่วงที่ใช้เป็นโชคอนันต์ พิมเสน แก้วเขียว น้ำดอกไม้ แหล่งที่มาของมะม่วง รับซื้อจากแปดริ้วเกือบทั้งหมด ปริมาณที่ใช้ทั้งปีเกือบ 2,000 ตัน

ด้านช่องทางจำหน่าย เจ้าของกิจการระบุว่า ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกอื่นๆ ทางออนไลน์ Facebook พร้อมกับส่งออกไปกว่า 11 ประเทศ อาทิ จีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย เป็นต้น สร้างยอดขายปีละกว่า 100 ล้านบาท

ปัจจุบัน คนหันมาห่วงสุขภาพมากขึ้น “ของดอง” ได้รับผลกระทบหรือไม่ คุณแชมป์ เผยว่า คนห่วงสุขภาพก็ทานผลิตภัณฑ์ของวรพรได้ ไม่เป็นอันตราย เพราะดองมีคุณภาพ ใช้เวลาดองนาน ไม่ใส่สารเคมีเร่ง คนแพ้ท้องทานได้

ด้านภาพรวมของการเติบโตในธุรกิจ คุณแชมป์ ระบุว่า ธุรกิจเติบโตค่อนข้างสม่ำเสมอ เฉลี่ยโตปีละ 10 เปอร์เซ็นต์

 

อ้างอิงจาก เส้นทางเศรษฐี

ไม่มีทุน..ธกส จัดให้ หนุนเกษตรรุ่นใหม่ ให้กู้ได้ “รายละล้าน” (รายละเอียด)

ธ.ก.ส.หนุนสินเชื่อ จัดให้ คนรุ่นใหม่ สนใจอาชีพเกษตร

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เปิดเผยว่า เนื่องในวันเกษตรกร ทาง ธกส. มุ่งสร้างความมั่นคงให้กับภาคเกษตรด้วยการสร้างทายาทเกษตรกร โดย ธกส. พร้อมสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่สนใจประกอบอาชีพเกษตร ไม่ว่าจะเป็นทายาทหรือนักศึกษาที่จบใหม่ หรือผู้ผ่านการอบรมจากหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ทางด้านการเกษตร

ทั้งนี้จะเป็นการเน้นการทำการเกษตรรูปแบบใหม่ ที่พร้อมปรับเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิตจากรูปแบบเดิมไปสู่ความยั่งยืน มีการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมในกระบวนการผลิต ทำการผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


โดยธนาคารพร้อมที่จะสนับสนุนเงินกู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายข้างต้น รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย 7% ต่อปี หรือ 0.59% ต่อเดือน โดยเกษตรกรสามารถกู้เงิน เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือเพื่อการลงทุน ซึ่งทางธนาคารตั้งเป้าหมาย “จ่ายเงินสินเชื่อสานฝันเกษตรกรรุ่นใหม่” วงเงิน 5,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 3 ปี

อ้างอิงจาก ไทยโพสต์

เลี้ยงกุ้งก้ามแดงเฮ!…กรมประมง คุ้มครองผู้ที่ขึ้นทะเบียน…ซื้อ-ขายเป็นกุ้งเนื้อได้แล้ว

เลี้ยงกุ้งก้ามแดงเฮ!…กรมประมง คุ้มครองผู้ที่ขึ้นทะเบียน…ซื้อ-ขายเป็นกุ้งเนื้อได้แล้ว

สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งก้ามแดง ยังคงมีข่าวออกมาเป็นระลอก ๆ ทั้งด้านบวก ด้านลบ ทำให้มือใหม่ที่คิดจะเลี้ยงขาดความมั่นใจ แต่สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงมืออาชีพยังคงเดินหน้าที่จะพัฒนาให้เกิดเป็นอาชีพอย่างยั่งยืน…

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

ล่าสุดนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกรมประมง ว่าด้วยเรื่องกำหนดให้ผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม (กุ้งก้ามแดง หรือกุ้งเครย์ฟิช Procambarus clarkii หรือ Cherax spp.) ต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2560

(รายละเอียดที่ต้องปฏิบัติ ตามภาพประกอบ)

ประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับที่ 4

เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น “เกษตรก้าวไกล” และ “เกษตรโว้ย” ได้ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการเปิดเผยจาก คุณประทีป มายิ้ม นายกสมาคมการค้ากุ้งก้ามแดง บอกว่าหลังจากที่ประกาศฉบับนี้ออกมา รู้สึกดีใจที่กรมประมงยินยอมผ่อนปรนมากขึ้น จากเดิมที่ควบคุมอย่างเข้มงวด ทำให้คนเลี้ยงกล้า ๆ กลัว ๆ

ประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับที่ 3 (ซึ่งมีการแก้ไขตามฉบับที่ 4)

“จากประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับที่ 4 สรุปได้ว่า เลี้ยงแบบเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปต้องขึ้นทะเบียน (เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำควบคุม) เช่นเดียวกับร้านขายกุ้งสวยงามทุกแห่งต้องขึ้นทะเบียน ส่วน ร้านอาหารที่เตรียมไว้เพื่อขายเป็นอาหารเพื่อประกอบเป็นอาหาร (เช่น แม็คโคร โรงแรม ร้านอาหาร แม่ค้าตลาดนัดทั่วไป) ไม่ต้องขึ้นทะเบียน เพราะไม่ถือเป็นการเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์…”

“ถือว่ากุ้งก้ามแดงเนื้อเพื่อการบริโภคเกิดขึ้นได้จริงๆ ตามประกาศกรมประมงได้แล้วอย่างแท้จริงครับ”

คุณประทีป มายิ้ม นายกสมาคมการค้ากุ้งก้ามแดง


“นับว่าเป็นความก้าวหน้าอีกระดับหนึ่ง ที่กรมประมงยอมให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งเนื้อเพื่อการบริโภคได้มีตลาดรับซื้อที่ชัดเจนมากขึ้น เราต้องค่อยเป็นค่อยไป เป็นมิตรกับกรมประมง ไม่เป็นศัตรูกัน ค่อยๆรุกไปทีละคืบ จนกว่าจะปลดปล่อยพันธะต่างๆต่อไปในอนาคตครับ” นายกสมาคมการค้ากุ้งก้ามแดงให้ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

หมายเหตุ : สมาชิกผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง สามารถพูดคุยเพิ่มเติมกับคุณประทีป มายิ้ม ได้ที่โทร. 081 664 5561

 

รวบรวมข้อมูลโดย ทีมแอดมินอยู่เป็น

อ้างอิงจาก เกษตรโว้ย

 

ปลูกต้นหอม 1 ไร่ เพียง 45 วัน ทำกำไรเกือบแสน

หากใครมีเนื้อที่ แล้วยังคิดไม่ออกว่าจะใช้พื้นที่ทำประโยชน์อะไร ชี้ช่องรวยขอนำเสนอการปลูกผักสวนครัวอย่าง “ต้นหอม” ที่สามารถสร้างรายได้เกือบแสนให้กับท่าน

ผักกินใบและลำต้นใช้เวลาปลูกไม่นาน อย่าง “ต้นหอม” หรือ “หอมแบ่ง” ติดทำเนียบผักขายดี เรียกว่าแทบจะทุกตลาดสด และตลาดติดแอร์ต้องมีผักชนิดนี้ติดไว้เพื่อบริการลูกค้า เพราะเกือบจะทุกเมนูของอาหารไทยมักมีต้นหอมเป็นส่วนประกอบ บางครั้งก็ทานเป็นเครื่องเคียง นับเป็นผักที่สร้างรายได้ให้ผู้ปลูกทุกวัน

ต้นหอมมีวิธีการปลูกอย่างไรให้กำไรงอกงาม มาเรียนรู้วิธีจาก คุณโสภณวิชญ์ แซ่ลิ้ม จากไร่ลิ้มสิทธิโชค เลขที่ 6 ตำบลแก้มอัน อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี กันเลยดีกว่า


ก่อนอื่น ต้องดูความเป็นไปได้ก่อนว่า จะปลูกและขายอย่างไรให้สามารถทำกำไรเกือบแสน

อันดับแรกที่ต้องรู้คือ เราใช้เวลาตั้งแต่ปลูกต้นหอมจนถึงกระบวนการการเก็บเกี่ยวรวม 45 วัน เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จก็สามารถนำไปขาย และปลูกต้นใหม่ได้เลยทันที

ส่วนที่สอง เป็นเรื่องของการคำนวณราคา ซึ่งราคาต้นหอมในตอนนี้ อยู่ที่กิโลกรัมละ 90-100 บาท (ราคาต้นหอมนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอด บางครั้งมีราคาสูงถึง 150 บาทต่อกิโลกรัม) ถ้าคิดราคากลาง ๆ อยู่ที่ประมาณ 70 บาท พื้นที่ 1 ไร่ ทำได้ 1,200 กิโลกรัม (70 x 1,200 = 84,000 บาท) 1 ปีขายได้ 8 ครั้ง ก็มีรายได้ต่อปี 672,000 บาท

เท้าความกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เกิดและเติบโตมาในครอบครัวปลูกอ้อย จนกระทั่งราวปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ขายอ้อยไม่ได้ เนื่องจากโรงงานน้ำตาลปิดตัวลง ทางบ้านเลยลดปริมาณการปลูกอ้อย แล้วหันมาปลูกพืช ผักสวนครัว เช่น หัวไชเท้า คะน้า มันสำปะหลัง รวมถึงต้นหอม เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป

สำหรับพื้นที่ปลูกอ้อยของคุณวันราว 500 ไร่ ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ชายหนุ่ม เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ช่วงนั้นเรียนอยู่มัธยมศึกษาตอนปลาย ยังไม่ได้เข้ามาช่วยงานที่บ้านเต็มตัว กระทั่งเรียนจบปี 2546 มารู้ว่าคุณพ่อเป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ เบ็ดเสร็จ 20 ล้านบาท เลยตั้งปณิธานไว้ว่าในฐานะลูกชายคนที่ 2 ของบ้านจะต้องปลดหนี้ครอบครัวให้ได้

ช่วงที่คุณวันเรียนจบ สาขาวิชาการตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ช่วงแรกเขาปฏิเสธการเป็นเกษตรตามรอยพ่อเลือกที่จะทำงานกินเงินเดือน อาทิ ขายประกัน และขายตรงสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ขายตรงกำลังไปได้ด้วยดี เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้ต้องไปเป็นเกษตรกรจวบจนทุกวันนี้

 

“ช่วงที่ผมอยู่กรุงเทพฯ ทำอาชีพขายตรง พี่ชาย บอกว่า ให้มาช่วยขายผัก เพราะพี่สะใภ้แพ้ท้อง เลยต้องกลับราชบุรี ช่วงนั้นถึงได้รู้ว่าที่บ้านเป็นหนี้ 20 ล้านบาท เลยตั้งใจไว้ว่าจะต้องช่วยปลดหนี้ให้ได้”

สำหรับช่องทางหารายได้เพื่อมาใช้หนี้ ชายหนุ่มเลือกนำผลผลิตจากไร่ โดยเฉพาะต้นหอมไปขาย เพราะนั่นคือต้นทุนเดิม ไม่ต้องไปเริ่มธุรกิจใหม่

“ก่อนทำอะไร ผมจะวางแผน ซึ่งเดิมที่บ้านก็ขายต้นหอมอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้วางแผนการตลาดที่ดี ผมเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ลักษณะไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ไปส่งถึงตลาดเอง ปรากฏภายใน 2 ปีแรก ขายต้นหอมได้วันละ 3 ตัน ปีที่ 3 เพิ่มเป็นวันละ 10 ตัน ปีที่ 4 เพิ่มเป็นเกือบ 15 ตันต่อวัน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงวันละ 9 ตันพอ เพราะเนื่องจากปริมาณเยอะ เกิดปัญหาดูแลไม่ทั่วถึง ต้นหอมถูกขโมยบ้าง เสียหายบ้าง”

ปัจจุบันพื้นที่ปลูกต้นหอมของคุณวัน ราว 300 ไร่ ในจำนวนนี้มีเครือข่ายเกษตรกรบ้างเล็กน้อย ปลูกสลับหมุนเวียนกับผักสวนครัวชนิดอื่นด้วย ต้นหอม 1 ไร่ จะให้ผลผลิตต่อวันราว 2 ตัน ป้อนตลาดส่งให้บรรดายี่ปั๊ว 9 ตัน มีรายได้เฉลี่ยวันละ 1 หมื่นบาท เดือนละ 3 แสน เฉลี่ยปีละ 3 ล้านบาท

สำหรับต้นทุนการปลูกต้นหอม ชายหนุ่มบอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ราว 20,000 บาทต่อไร่ ราคาต้นหอมขึ้นลงตามฤดูกาลและราคาตลาด หน้าร้อนต้นหอมแพงกิโลกรัมละ 100 – 150 บาท หน้าฝนกิโลกรัม 50 –60บาท หน้าหนาวราคาต่ำ กิโลกรัม 5 – 10 บาท

การเก็บต้นหอม คุณวันจะจ้างแรงงานชาวบ้านในหมู่บ้านมาเก็บต้นหอมและล้างต้นหอม ก่อนแยกมัด มัดละ 1 กิโลกรัม เพื่อนำส่งขายในตลาดค้าส่งสินค้าเกษตร ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมถึงมีส่งออกต่างประเทศบ้างในลักษณะตัวแทนจำหน่าย

สำหรับกระบวนการปลูกต้นหอม ชายหนุ่มเผยว่า

  • เลือกพันธุ์หอมแบ่ง ใช้หัวพันธุ์จากอุตรดิตถ์ เป็นพันธุ์เขียว ให้ผลผลิตสูง ไม่ค่อยกลายพันธุ์ ราคากิโลกรัมละ 10-100 บาท ซึ่ง 1 ไร่ ใช้หัวพันธุ์ต้นหอมราว 60 – 80 กิโลกรัม ก่อนลงปลูก ตัดจุกเล็กน้อยพอให้เห็นใบเลี้ยงด้านใน ปักลงดินลึก 3 ใน 4 นำฟางคลุมไว้ รดน้ำให้ชื้น
  • การเตรียมดิน ยกแปลงปลูกยาว 1 เมตร ระยะห่างต่อต้นราว 15 เซนติเมตร ต้นหอมเป็นพืชชอบดินร่วมซุย รดน้ำวันละ 2 ครั้ง การบำรุงรักษา ก่อนปลูกใส่ปุ๋ยบำรุงดิน โดยให้ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยเคมี ถ้าเป็นปุ๋ยเคมีก็มีสูตร 16-10-10 ใส่ให้ทั่วเฉลี่ย 50 กิโลกรัมต่อไร่ หลังปลูกไปได้ 25 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 16-10-10 ใส่ให้ทั่วเฉลี่ย 50 กิโลกรัมต่อไร่
  • การเก็บเกี่ยวและจำหน่าย ต้นหอมสามารถเก็บและออกจำหน่ายได้ดีจะต้องมีอายุ 40-45 วัน หลังการเพาะปลูก เพราะผักจะโตเต็มที่ ใบสีเขียวสด

 

 

ที่มา: เส้นทางเศรษฐี

‘ต้นอ่อนทานตะวัน’ สร้างรายได้เสริม 3 หมื่นบาทต่อเดือน

‘ต้นอ่อนทานตะวัน’ สร้างรายได้เสริม 3 หมื่นบาทต่อเดือน

“ต้นอ่อนทานตะวัน” ถือได้ว่าเป็นพืชอีกชนิดหนึ่ง ที่เหล่าคนรักสุขภาพรู้จักกันเป็นอย่างดี รากฐานของพืชชนิดนี้ก็มาจาก ‘ต้นทานตะวัน’ นั้นเอง โดยใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกเพียง 7 วันเท่านั้น!! ก็สามารถนำมาบริโภคได้แล้ว ทั้งนำไปผัดน้ำมันหอย ทานแบบสด ๆ หรือเอาไปทำเป็นผักสลัด ก็เหมาะสำหรับคนที่นิยมทานอาหารแบบคลีน ๆ

ส่งผลไปถึงการเพาะปลูกต้นอ่อนทานตะวัน ซึ่งมีเกษตรกรหลายรายหันมาปลูกเจ้าพืชชนิดนี้กันอย่างแพร่หลาย รวมถึงคนที่ทำงานประจำอยู่แล้วก็หันมาปลูกต้นอ่อนทานตะวันเพื่อเป็นรายได้เสริม ซึ่งบอกได้เลยว่าการปลูกต้นอ่อนทานตะวันนั้นปลูกง่าย และยังขายได้เร็วอีกด้วย

คุณสุพรรษา สุวรรณเกสร์ หรือคุณเปิ้ล อายุ 34 ปี สาวแบงก์ ของธนาคารชื่อดัง และยังเป็นเจ้าของฟาร์ม ‘ต้นอ่อนทานตะวัน‘ ที่หาเวลาว่างหลังเลิกงานมาทำสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ และยังสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง โดยใช้พื้นที่ปลูกบริเวณรอบบ้านของตัวเองเท่านั้น

โดยคุณเปิ้ล เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้อยู่แล้ว จึงคิดที่จะทำสิ่งที่ชอบและรักให้กลายเป็นรายได้ โดยที่ไม่กระทบต่องานประจำ จนมีโอกาสได้ทานต้นอ่อนทานตะวันทำให้เกิดความสนใจที่อยากจะทดลองปลูกพืชชนิดนี้ ซึ่งในช่วงแรกได้ศึกษาตั้งแต่ความเป็นมาของต้นอ่อนทานตะวัน วิธีการเพาะปลูก รวมถึงการเลือกเมล็ดพันธุ์ ที่ฟาร์มของคุณเปิ้ลจะใช้เมล็ดทานตะวันจาก จ.ลพบุรี ซึ่งมีคุณภาพและเหมาะสำหรับนำมาเพาะเป็นต้นอ่อนทานตะวัน

ซึ่งการปลูกต้นอ่อนทานตะวันนั้น ต้องควบคุมเรื่องแสงแดดและความชื้น หากสามารถควบคุมทั้ง 2 อย่างได้ ก็จะได้ต้นอ่อนทานตะวันที่มีคุณภาพและสวยงาม ส่วนขั้นตอนเริ่มแรกนั้นให้นำเมล็ดพันธุ์ไปแช่น้ำประมาณ 8 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้นำผ้ามาห่อไว้อีกประมาณ 10 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดให้สังเกตที่เมล็ดจะมีตุ่มขาวๆ ขึ้นมาก็สามารถนำไปลงปลูกได้แล้ว

ในส่วนของการเตรียมดิน ดินในการปลูกต้นอ่อนทานตะวัน จะมีส่วนผสม 3 อย่างคือ แกลบดำ ขุยมะพร้าว และหน้าดิน โดยคุณสมบัติของดินที่ใช้ปลูกนั้นจะต้องเป็นดินที่ละเอียด ไม่อุ้มน้ำมากจนเกินไป โดยที่ฟาร์มของคุณเปิ้ลจะใช้เป็นเป็นกระบะปลูกต้นอ่อนทานตะวันโดยเฉพาะ ขนาดกว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 60 เซนติเมตร อัตราส่วนต่อ 1 กระบะ จะโรยเมล็ดพันธุ์ประมาณ 120 – 150 กรัม ให้ทั่วกระบะ

หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่มแล้วนำกระบะเปล่าๆ มาว่างซ้อนไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งขั้นตอนนี้จะช่วยให้ต้นอ่อนทานตะวันที่ขึ้นมามีลำต้นเสมอกัน โดยทิ้งไว้อีกประมาณ 24 ชั่วโมง ก็สามารถรดน้ำได้จะให้ทุกเช้าและเย็น ถัดมาในวันที่ 3 ให้สังเกตต้นอ่อนทานตะวันจะดันถาดกระบะ ก็ให้นำกระบะที่ซ้อนไว้ออกได้ทันที เมื่อครบกำหนด 7 วันก็สามารถตัดขายได้แล้ว

ทั้งนี้ต้นอ่อนทานตะวันสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยในแต่ละช่วงฤดูกาลก็จะมีการดูแลแตกต่างกันไป อย่างเช่นถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนการให้น้ำก็จะเพิ่มมากขึ้น อาจให้เป็น 3 ช่วงเวลา เพื่อไม่ให้ต้นอ่อนขาดน้ำจนเกินไป ช่วงหน้าฝนให้วันละ 1 ครั้ง ส่วนช่วงฤดูหนาวนั้นถือว่าเป็นช่วงที่ต้นอ่อนทานตะวันจะชอบเป็นพิเศษ ทำให้ผลผลิตงอกงามและมีคุณภาพ ส่วนเรื่องโรคนั้นในต้นอ่อนทานตะวันจะพบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องเชื้อรา วิธีแก้หากพบว่าส่วนไหนของกระบะมีเชื้อรา ก็ให้นำไปแตกแดดก็จะช่วยฆ่าเชื้อได้

โดยที่ฟาร์มของคุณเปิ้ลจะได้ผลผลิตจากการปลูกต้นอ่อนทานตะวันเฉลี่ยวันละ 20-30 กิโลกรัม ราคาขายส่งตกที่กิโลกรัมละ 100 บาท สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน !! ทั้งนี้ที่ฟาร์มของคุณเปิ้ลยังมีการเพาะจำหน่ายพืชระยะสั้นอีกมากมายอาทิ ข้าวสาลี โต้วเหมี่ยว กระเจี๊ยบ ถั่วงอก และลูกเหรียง

สำหรับใครที่สนใจอยากศึกษาการปลูกต้นอ่อนทานตะวัน ทั้งปลูกในเชิงศึกษา หรือปลูกเพื่อเป็นรายได้เสริม ก็สามารถไปที่ฟาร์มของคุณเปิ้ล ได้ที่หมู่บ้านวิลล่าคุณาลัย เลขที่ 220/6 ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 081-300-2344,081-939-5864

ที่มา news.mthai