วิธีทำ “ไข่เต่ามันม่วง” เมนูทานเล่นนุ่มหนึบสู้ฟัน ยิ่งเคี้ยวยิ่งมันส์!

วิธีทำ “ไข่เต่ามันม่วง” เมนูทานเล่นนุ่มหนึบสู้ฟัน ยิ่งเคี้ยวยิ่งมันส์!

วิธีทำ “ไข่เต่ามันม่วง” เมนูทานเล่นนุ่มหนึบสู้ฟัน ยิ่งเคี้ยวยิ่งมันส์! ไข่เต่าแบบเดิม ๆ ต้องชิดซ้าย เมื่อพบกับ “ไข่เต่ามันม่วง” สีม่วงสดใสแปลกตา ชวนหยิบเข้าปาก แถมทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน!

โพสต์โดย Wongnai Cooking บน 16 สิงหาคม 2017

ขนมไข่เต่าหรือไข่นกกระทา ที่สามารถหาซื้อกินได้ง่าย ๆ ทั่วไป วันนี้ Wongnai จะมาประยุกต์ให้กลายเป็นเมนูสีสันสดใสชวนรับประทาน “ไข่เต่ามันม่วง” ที่รับรองว่าแค่อ่านวิธีทำก็สามารถทำตามได้ง่ายแบบไร้ข้อสงสัย ถ้าอยากจะรู้ว่าทำยังไง ก็ตามมาดูกันเลย!

วัตถุดิบ

1. มันเทศญี่ปุ่น 500 กรัม

2. แป้งมันสำปะหลัง 2 ถ้วย

3. แป้งสาลีอเนกประสงค์ ⅓ ถ้วย

4. ผงฟู 1 ช้อนชา

5. น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ

6. เกลือ ½ ช้อนชา

7. กะทิ 2 ช้อนโต๊ะ

8. ไข่แดง 1 ฟอง

วิธีทำ

1. ปอกเปลือกมันเทศญี่ปุ่นหั่นเป็นชิ้น แล้วนำไปนึ่งประมาณ 20 นาทีจนสุก แล้วนำมาบดให้ละเอียด

2. ร่อนแป้งมันสำปะหลัง แป้งสาลีอเนกประสงค์ และผงฟูลงในอ่างผสม ใส่เกลือและน้ำตาลทรายลงไป ใส่มันเทศญี่ปุ่นลงไปนวดให้เข้ากัน

3. ตามด้วยกะทิและไข่แดง เทลงไปในส่วนผสมมันเทศญี่ปุ่นแล้วนวดต่อให้เข้ากันดี

4. ปั้นส่วนผสมทั้งหมดเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ ขนาดประมาณหัวแม่มือ

5. ตั้งกระทะใส่น้ำมันตั้งไฟกลางจนน้ำมันร้อน นำมันที่ปั้นจนกลมแล้วลงทอด ทอดไฟกลางหมั่นคนเรื่อย ๆ จนสุก นำขึ้นพักไว้กินตอนกำลังอุ่น ๆ ฟินเวอร์!

TIPs :

1. วิธีเช็คความสุกใช้ไม้เสียบลูกชิ้นจิ้มดู ถ้าดึงออกมาแล้วไม่มีแป้งติดออกมาแสดงว่าสุกดีแล้ว

2. ก่อนปั้นนำแป้งถูมือบาง ๆ จะทำให้ปั้นขนมได้ง่ายขึ้นไม่ติดมือ

โอ้โห! สีม่วงสดใสทำตามง่าย ๆ แบบนี้ ต้องลองทำตามสักหน่อยแล้ว กับเมนู “ไข่เต่ามันม่วง” ดู ๆ ไปแล้ววิธีทำก็ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ เพื่อน ๆ อย่าลืมเอาไปลองทำกันดูนะ 

ขอบคุณข้อมูลจาก Wongnai

 

เทคนิคขั้นเทพ…เสกกล้วยให้สุกได้ ภายใน 1 คืน !!!

เสกความสุกกล้วยขั้นเทพ! คุมความดิบได้ดั่งเทวดาเสก

หลายคนน่าจะเคยมีโมเมนท์ที่อยากกินกล้วยสุกๆ หอมๆ หรืออยากอบขนมที่ต้องใช้กล้วยเป็นส่วนประกอบ ก็เลยไปเดินหาตามห้างตามตลาด แต่ดันไม่มีกล้วยสุกซะได้! จะมีก็แค่เกือบสุกหรือไม่ก็ยังเขียวอื๋อ แต่มันต้องใช้วันนี้พรุ่งนี้แล้วนี่นา จะทำไงดี? ถ้าใครเคยเจอปัญหาแบบนี้ล่ะก็ มาดูวิธีคุมความสุกกล้วยกันดีกว่า! 

ถ้าอยากให้กล้วยสุกภายใน 1 วัน:

เอากล้วยใส่ในถุงกระดาษ ปกติแล้วกล้วยจะปล่อยแก๊สที่ชื่อว่า Ethylene ออกมาเพื่อให้การสุกเกิดขึ้น วิธีนี้ถุงกระดาษจะทำหน้าที่ขังไม่ให้แก๊สไหลออกไป กล้วยจึงถูกรมด้วยแก๊สอยู่ตลอดเวลา ทำให้สุกไวขึ้นนั่นเอง

ถ้าอยากให้กล้วยสุกภายใน 1 คืน:

ใส่ผลไม้ลงไปสักชิ้น หาแอปเปิ้ล อะโวคาโด หรือลูกแพร หั่นเป็นชิ้นเหมือนเวลาจะทาน แล้วใส่ลงไปในถุงกระดาษที่มีกล้วยอยู่ ผลไม้พวกนี้ก็ผลิตแก๊ส Ethylene ด้วยเช่นกัน พอเอามาใส่รวมกันจึงยิ่งเร่งให้กล้วยสุกเร็วขึ้นแบบคูณสอง!

ถ้าอยากให้กล้วยสุกภายใน 1 ชั่วโมง:

วิธีฉุกเฉิน! วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่กำลังจะอบขนมที่มีกล้วยเป็นส่วนประกอบ ให้เอากล้วยทั้งใบที่ยังไม่ได้ปอกเปลือกวางบนถาดสแตนเลส เข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 300°F (150°C) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นเอาใส่ตู้เย็นจนหายร้อน แล้วก็ปอกได้เลย วิธีนี้จะทำให้เปลือกกล้วยดำปี๋ แต่ข้างในยังสวยงาม

#Trick: ระยะเวลาที่ใช้อบขึ้นอยู่กับความสุกเดิมของกล้วยด้วย ถ้ายังเขียวอื๋อเลยก็ต้องใช้ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าเริ่มเหลืองในระดับหนึ่งแล้วอาจจะใช้แค่ 30-45 นาทีก็พอค่ะ

ถ้าอยากรักษาระดับความสุก:

เอาเข้าตู้เย็น ถ้าเกิดทานไม่ทันและไม่อยากให้กล้วยเน่าไปซะก่อน ให้เอากล้วยใส่ตู้เย็น เปลือกอาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลตามธรรมชาติ แต่เนื้อในจะสุกช้ากว่าเดิมมาก และจะสามารถคงระดับความสุกปัจจุบันไว้ได้ถึง 1 สัปดาห์เลยทีเดียว! 

ถ้าอยากชะลอความสุก:

ใช้พลาสติกห่ออาหาร แยกกล้วยออกจากหวี แล้วเอาพลาสติกห่ออาหารพันตรงขั้ว วิธีนี้จะช่วยลดการปล่อยแก๊ส Ethylene จึงทำให้กล้วยสุกช้าลง

ลองใช้วิธีเหล่านี้แล้วจะไม่ต้องกังวลกับปัญหากล้วยดิบกล้วยเน่าอีกต่อไป อยากให้สุกแค่ไหนก็ควบคุมได้ดังใจ มากินกล้วยกันดีกว่า!

แถมฟรีสูตรกล้วยๆ 

กล้วยบวชชี

เอ่ยถึงเมนูกล้วยบวชชีหลายคนคงคุ้นลิ้น ใครเคยซื้อเจอกล้วยสุกงอมเนื้อเละต้องโยนทิ้ง ลองมาทำกินเองดีกว่า สูตรนี้ใช้กล้วยห่าม ต้มกับน้ำกะทิใบเตยหอม ๆ ทำหม้อเดียวแบ่งกินได้ทั้งบ้าน

ส่วนผสม กล้วยบวชชี

กล้วยน้ำว้าห่าม 1 หวี
หางกะทิ 500 มิลลิลิตร
ใบเตย 2 ใบ
น้ำตาลปี๊บ 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ
เกลือปริมาณเล็กน้อย
หัวกะทิ 400 มิลลิลิตร

วิธีทำกล้วยบวชชี

1. ต้มกล้วยน้ำว้าในน้ำเดือด ประมาณ 3-5 นาที จนผิวกล้วยเริ่มแตกออก ตักขึ้น ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ
2. ต้มหางกะทิกับใบเตยจนเดือด ใส่กล้วยตามด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และเกลือ ต้มจนเดือดอีกครั้ง ใส่หัวกะทิลงไป ต้มจนเดือดประมาณ 3 นาที ตักใส่ถ้วย

กล้วยบวชพระ

กล้วยบวชชีที่เหลือ ๆ เห็นแล้วก็เอียน ลองจับมาแปลงโฉมเป็นกล้วยบวชพระ สูตรจาก เฟซบุ๊ก เมนูดีที่บ้าน “บ.บวม” จับน้ำกะทิของกล้วยบวชชีปั่นผสมกับเนื้อฟักทอง เสร็จแล้วเทกลับลงไปราดลงบนกล้วยบวชชีอีกครั้ง แค่นี้ก็ได้อีกเมนูแล้วจ้า

ส่วนผสม กล้วยบวชพระ

กล้วยน้ำว้าห่าม 8 ลูก
ฟักทอง (ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นใหญ่) 500 กรัม
กะทิกล่อง 800 มิลลิลิตร
น้ำตาลมะพร้าว 2-3 ช้อนโต๊ะ
เกลือ

วิธีทำกล้วยบวชพระ

1. นำฟักทองไปนึ่งประมาณ 15 นาที นึ่งเสร็จแล้วนำไปใส่ในโถปั่นรอไว้
2. หั่นกล้วยส่วนหัวและท้ายทิ้งไม่ต้องปอกเปลือก ผ่า 4 ส่วน แช่น้ำไว้ก่อนป้องกันกล้วยดำ
3. ใส่น้ำลงในหม้อ ตามด้วยเกลือเล็กน้อย นำขึ้นตั้งไฟ รอจนน้ำเดือด นำกล้วยที่หั่นไว้ลงต้มในน้ำเดือด ๆ ประมาณ 30 นาที เพื่อเอายางกล้วยออกและทำให้รสฝาดของกล้วยหายไป พอครบเวลานำกล้วยมาล้างน้ำเย็นเพื่อนำสิ่งสกปรกและลอกเปลือกกล้วยออก
4. ใส่กะทิลงในหม้อ ตามด้วยน้ำตาลและเกลือป่นเล็กน้อย นำขึ้นตั้งไฟต้มจนกะทิเดือด และหมั่นคนเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้กะทิแตกมัน
5. นำกล้วยลงไปต้มในน้ำกะทิประมาณ 15 นาที เสร็จแล้วนำน้ำกะทิเทใส่โถปั่นที่ใส่ฟักทองรอไว้ ปั่นให้ละเอียดจนได้เป็นเนื้อซุปเนียน ๆ เทกลับลงหม้อ เปิดเตาไฟอ่อนต้มต่อสัก 10-15 นาที ตักใส่ถ้วย จัดเสิร์ฟ

กล้วยเชื่อมแดง

กล้วยเชื่อมแดงหาซื้อยากเหลือเกิน วันหยุดนี้เลยจัดหม้อโตกินทั้งครอบครัว สูตรนี้กล้วยไม่สุกเละเพราะใส่น้ำปูนใส รสหวานน้อย สีแดงธรรมชาติ ใส่ใบเตยเคี่ยวเพิ่มกลิ่นหอม

ส่วนผสม กล้วยเชื่อมแดง

กล้วยน้ำว้าห่าม ๆ 12 หวี (ประมาณ 8-10 ลูก)
น้ำปูนใส (สำหรับแช่กล้วย) **ถ้าไม่มีน้ำปูนใสให้ใช้น้ำเปล่าผสมเกลือป่นได้
น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
ใบเตย 3 ใบ
น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม
น้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำกล้วยเชื่อมแดง

1. ปอกเปลือกกล้วยน้ำว้าออกแล้วหั่นเป็น 4 ชิ้น นำไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำปูนใส (หรือน้ำผสมเกลือ) ประมาณ 1 ชั่วโมง พอครบเวลานำไปล้างจนหมดกลิ่นปูน
2. ใส่น้ำเปล่า ใบเตย น้ำตาลปี๊บ และน้ำตาลทรายลงในหม้อ พอเดือดใส่กล้วยน้ำว้าลงไป ตามด้วยน้ำมะนาว รอให้เดือดอีกครั้งแล้วช้อนฟองทิ้งจนหมด เคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนประมาณ 2 ชั่วโมง หรือจนกล้วยเปลี่ยนเป็นสีแดง ตักใส่ภาชนะ พร้อมเสิร์ฟ

กล้วยปิ้งราดซอสมะพร้าวอ่อน

ติดใจกล้วยปิ้งราดซอสมะพร้าวอ่อนจากร้านหน้าปากซอย แต่ครั้นจะไปต่อคิวก็เมื่อยตุ้ม ทำเองกินให้สะใจเลยดีกว่า สูตรจาก คุณ Rin’s Cookbook (#Rinscookbook) ทีเด็ดอยู่ที่ซอสมะพร้าวอ่อนนุ่มลิ้น ราดกล้วยร้อน ๆ กินกี่ครั้งก็ฟิน

ส่วนผสม กล้วยปิ้งราดซอสมะพร้าวอ่อน

น้ำตาลปี๊บ 4 ออนซ์ (ประมาณ 113 กรัม)
น้ำตาลทรายขาว 2 ออนซ์ (ประมาณ 57 กรัม)
น้ำตาลทรายแดง 2 ออนซ์ (ประมาณ 57 กรัม)
เกลือ 1/2 ช้อนชา
หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
เนื้อมะพร้าวสด 1/2 ถ้วยตวง
ใบเตย 2 ใบ
กล้วยน้ำว้าสุกตามชอบ 15-18 ลูก

วิธีทำซอสมะพร้าวอ่อน (น้ำจิ้มกล้วยปิ้ง)

1. ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทรายขาว และน้ำตาลทรายแดงลงไป ตามด้วยเกลือ ใส่หัวกะทิลงไป 1/2 ถ้วยตวง นำไปตั้งบนเตาใช้ไฟอ่อนเคี่ยวประมาณ 20 นาที
2. ใส่หัวกะทิที่เหลือลงไปคนให้เข้ากัน ตามด้วยใบเตย เคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนประมาณ 10 นาที หรือจนน้ำกะทิเหนียวข้น
3. ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปคนให้เข้ากันรอให้เดือดอีกรอบ ปิดไฟ พักทิ้งไว้

วิธีทำกล้วยปิ้ง

1. ปอกเปลือกกล้วยหั่นแว่นหนาประมาณ 1 นิ้ว หรือย่างทั้งลูกก็ได้ เสียบกล้วยใส่ไม้
2. ปิ้งกล้วยบนเตาถ่านใช้ไฟอ่อนประมาณ 15 นาที กลับไปกลับมา หรือจนกล้วยมีสีน้ำตาลอ่อนทั้งสองด้าน หรือจะใช้เตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส (ประมาณ 350 องศาฟาเรนไฮต์) ประมาณ 30 นาที (ต้องคอยเช็กเพราะเตาอบแต่ละเครื่องความร้อนไม่เท่ากัน)
3. นำกล้วยเสียบไม้มาทับด้วยวัสดุพื้นราบแบน
4. ใช้แปรงจุ่มซอสกะทิทาบนกล้วยให้ทั่ว
5. นำกล้วยเสียบไม้ไปย่างด้วยไฟอ่อนอีกรอบประมาณ 5 นาที หรือด้านละประมาณ 5 นาที
6. จัดกล้วยใส่จาน ราดซอสมะพร้าวอ่อนลงไป พร้อมเสิร์ฟ

ขนมปังกล้วยน้ำว้าโฮลวีท

ลองเปลี่ยนแนวจากเมนูกล้วยน้ำว้าทำขนมไทยมาทำเมนูเบเกอรี่บ้างดีไหม ขอแนะนำขนมปังกล้วยน้ำว้า (โฮลวีท) สูตรจาก คุณ LittleFilmz สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สูตรนี้ใช้แป้งโฮลวีทเพื่อสุขภาพ ใครจะใส่ลูกเกดหรือธัญพืชอื่น ๆ เพิ่มก็ได้นะคะ

ส่วนผสม ของแห้ง

แป้งโฮลวีทเนื้อละเอียด 1+1/2 ถ้วย
เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
ผงฟู 1 ช้อนชา
เกลือ 1/2 ช้อนชา (ฟิล์มใช้เกลือทะเลนะคะ ถ้าเกลือไอโอดีนอาจจะต้องลดลงหน่อย)

ส่วนผสม ของเหลว

ไข่ไก่ 2 ฟอง
กล้วยน้ำว้าบด 250-300 กรัม
กรีกโยเกิร์ต 1/2 ถ้วย
น้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย
กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

วิธีทำขนมปังกล้วยน้ำว้า

1.เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส และเตรียมพิมพ์ขนมปัง ฉีดสเปรย์น้ำมันบาง ๆ ลงไป
2. นำส่วนผสมของแห้ง ได้แก่ แป้งโฮลวีท เบกกิ้งโซดา ผงฟู และเกลือ ผสมให้เข้ากัน พักไว้ และนำส่วนผสมของเหลว ได้แก่ ไข่ไก่ กล้วยบด กรีกโยเกิร์ต น้ำผึ้ง และกลิ่นวานิลลา (ในสูตรใส่เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ปั่นให้เข้ากัน) ผสมให้เข้ากัน
3. เทส่วนผสมของเหลวลงในส่วนผสมของแห้ง ตะล่อมให้เข้ากัน (อย่าคนนาน เดี๋ยวเนื้อเหนียว)
4. เทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ เอาเข้าเตาอบประมาณ 30-40 นาที เช็กความสุกด้วยไม้จิ้มฟัน
5. ถ้าสุกแล้วเอาออกจากเตา พักไว้สัก 10 นาที แซะออกมาพักต่อให้เย็นบนตะแกรงพักขนม สไลซ์เป็นแผ่นตามชอบ

 

 

เค้กกล้วยน้ำว้า

จากที่เคยกินแต่เค้กกล้วยหอมลองเปลี่ยนไอเดียมาทำเค้กกล้วยน้ำว้า สูตรจาก คุณบ่งบ๊ง สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เนื้อเค้กนุ่ม ๆ หอมกลิ่นกล้วยน้ำว้าอ่อน ๆ รับสักชิ้นไหมคะ

ส่วนผสม เค้กกล้วยน้ำว้า

ไข่ไก่เบอร์ 0 (เฉพาะไข่แดง) จำนวน 3 ฟอง
น้ำตาลทรายแดง 150 กรัม
เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
กล้วยน้ำว้าสุกงอมบดละเอียด 350 กรัม (ผสมกลิ่นวานิลลาบัตเตอร์)
นมสดจืด 100 กรัม
แอปเปิลไซเดอร์ 1 ช้อนโต๊ะ
แป้งเค้ก 270 กรัม
ผงฟู 1 ช้อนชา
เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
น้ำมันพืช100 กรัม
ลูกเกดดำ
ถั่วลิสงคั่วบด

วิธีทำเค้กกล้วยน้ำว้า

1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบน-ล่าง และทาเนยที่พิมพ์ โรยแป้ง หรือใส่กระดาษรองอบ เตรียมไว้
2. ใส่ไข่แดงลงใส่ในโถผสม ตีไข่แดงให้กระจายตัว ค่อย ๆ ใส่น้ำตาลทรายลงไป ตีผสมนานประมาณ 5 นาที
3. ใส่เกลือป่น กล้วยน้ำว้าบด นมสดผสมน้ำส้มสายชู และน้ำมันพืช ตีด้วยความเร็วต่ำ ค่อย ๆ ใส่แป้งเค้กลงไป คนผสมให้เข้ากันดี ปาดส่วนผสมที่ก้นโถขึ้นมาด้วย
4. ใส่ลูกเกดดำกับถั่วลิสงคั่วบด ตักใส่ในพิมพ์กระดาษ (ถ้าอยากให้เค้กรูปทรงสูง ๆ ตักใส่ประมาณ 3/4 ของถ้วย แต่ถ้าชอบเค้กรูปทรงแบบไม่สูง ใส่ไปประมาณครึ่งถ้วย) จากนั้นนำเข้าเตาอบใช้ไฟล่างก่อนที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส นานประมาณ 15 นาที จากนั้นปรับเป็นไฟบน-ล่างที่ 180 องศาเซลเซียส นานประมาณ 5 นาที และปรับเป็นไฟบนอย่างเดียวตอนสุดท้ายประมาณ 5 นาที นำออกจากเตา

 

กล้วยน้ำว้าคลุกมะพร้าว

กล้วยน้ำว้าเริ่มสุกช้ำจะแปลงร่างเป็นขนมกล้วยหรือเค้กกล้วยก็เบื่อ ลองมาทำกล้วยน้ำว้าคลุกมะพร้าว สูตรจาก คุณ isweet สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม จับมะพร้าวขูดไปคั่วให้เหลืองหอม เสร็จแล้วก็คลุกกับกล้วยหั่นชิ้นกันเลย

ส่วนผสม กล้วยน้ำว้าคลุกมะพร้าว

กล้วยน้ำว้า หั่นเป็นชิ้นพอคำ
มะพร้าวขูด

วิธีทำกล้วยน้ำว้าคลุกมะพร้าว

1. นำมะพร้าวขูดขาวมาคั่วในกระทะจนเหลืองกรอบ
2. นำกล้วยหั่นเป็นชิ้นพอคำไปคลุกกับมะพร้าวคั่วให้ทั่ว ใช้ไม้จิ้มเป็นคำ ๆ จัดเสิร์ฟ

 

ไอศกรีมกล้วยบวชชี

ไอศกรีมแท่งกล้วยบวชชี

มาต่อกันที่อีกเมนูไอศกรีมแท่งกล้วยบวชชี สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน จุดเด่นคือ เสิร์ฟแบบแท่ง ได้ลิ้มรสกล้วยเน้น ๆ รับรองเด็ก ๆ ชอบ

ส่วนผสม ไอศกรีมแท่งกล้วยบวชชี

กะทิเข้มข้นปานกลาง 1 ถ้วย
กล้วยน้ำว้าสุกห่าม 100 กรัม (ต้มสุกหั่นเป็นชิ้น)
น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่นหยาบ 1/2 ช้อนชา
เนื้อมะพร้าวเผาหั่นชิ้น 50 กรัม
กล้วยน้ำสุกห่ามต้มสุกหั่นแว่น (สำหรับใส่ในพิมพ์)
พิมพ์ไอศกรีมตามชอบ
ไม้เสียบไอศกรีม

วิธีทำไอศกรีมแท่งกล้วยบวชชี

1. ใส่กะทิลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ พอร้อน
2. ใส่กล้วยน้ำว้าลงต้ม พอเดือดใส่น้ำตาลปี๊บและเกลือป่น ต้มต่อจนกล้วยน้ำว้านิ่ม
3. ใส่เนื้อมะพร้าวเผา คนผสมพอเข้ากันดี ยกลงจากเตา
4. ใส่กล้วยบวชชีลงในพิมพ์ลงในพิมพ์จนเต็ม จากนั้นเสียบไม้ไอศกรีมลงตรงกลาง นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องแช่แข็งประมาณ 1 คืน หรือจนแข็งตัว จัดเสิร์ฟ

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.wongnai.com/food-tips/how-to-control-banana-ripening?ref=ct, kapook.com

รู้แล้วแชร์เลย!! วิธีทำ “พริกเกลือ 6 สูตร” แบบฉบับร้านผลไม้รถเข็น ทำเองอย่างง่าย จิ้มผลไม้อะไรก็อร่อย

รู้แล้วแชร์เลย!! วิธีทำ “พริกเกลือ 6 สูตร” แบบฉบับร้านผลไม้รถเข็น ทำเองอย่างง่าย จิ้มผลไม้อะไรก็อร่อย

เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมพริกเกลือตามร้านผลไม้รถเข็นนั้น ถึงมีสีสวย หน้าตาน่าทาน แถมยังอร่อยกว่าเราทำเองอีกด้วย อันที่จริงแล้วมันเป็นเพราะว่าพริกเกลือตามร้านผลไม้รถเข็นนั้นมีสูตรเฉพาะตัวของมันอยู่นั่นเองครับ

วันนี้มี 6 สูตรพริกเกลือ มาฝากเพื่อนๆ เป็นสูตรที่นิยมทำขายกันตามรถเข็นผลไม้ ลองปรุงแล้วชิมรสกันตามชอบ รับรองได้เลยว่าเอาผลไม้อะไรจิ้มก็อร่อยถึงใจครับ

1.พริกเกลือ

มาเริ่มกันที่เบสิคอย่าง พริกเกลือ ที่แม้ว่าจะชื่อว่าพริกเกลือ แต่ส่วนผสมหลักเป็นน้ำตาลนะคะ จิ้มมากเพลินมาก หวานมาก ต้องระวังด้วย

วัตถุดิบ

1. พริกขี้หนูสวน สีแดง 3 เม็ด ถ้าชอบเผ็ดมากก็เพิ่มได้
2. น้ำตาลทรายขาว 4 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. จะใช้การปั่นหรือโขลกทุกอย่างรวมกันก็ได้ ถ้าโขลกในครก ก็ใช้สากกดๆ บดๆ ให้พริก น้ำตาลทราย และเกลือเข้ากันดี ไม่ต้องตำแบบตำน้ำพริกนะคะ

2.พริกเกลือชูรส

วัตถุดิบ

1. พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบเผ็ดมากก็เพิ่มได้
2. เกลือสมุทร 2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำตาลทรายขาวชนิดเม็ดละเอียด 5 ช้อนโต๊ะ
4. ผงชูรส 1/2 ช้อนชา บางคนใช้ผงปรุงอาหารรสไก่
5. น้ำเปล่า 1/2 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบพริกเกลือร่วนๆ ก็ไม่ต้องใส่

วิธีทำ

  1. เริ่มจากผสมพริกกับเกลือเข้าด้วยกัน
  2. จากนั้นใส่น้ำตาลทรายและผงชูรสลงไปผสม
  3. ค่อยๆ เติมน้ำลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันพอดี ไม่แฉะเกินไป

 

3.กะปิหวานแบบแห้ง

วัตถุดิบ

1. กะปิ 5 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำตาลทรายขาวชนิดเม็ดละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ
3. พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบเผ็ดมากก็เพิ่มได้
4. ผงชูรส 1/2 ช้อนชา บางคนใช้ผงปรุงอาหารรสไก่

วิธีทำ

  1. นำกะปิมาห่อใบตอง แล้วย่างไฟอ่อนๆ (ย่างเตาแก๊สก็ได้) เพื่อความหอม ขั้นตอนแรกนี้สามารถข้ามไปได้สำหรับใครที่ไม่สะดวก
  2. จากนั้นผสมน้ำตาลทรายลงไปคนให้เข้ากันค่อยๆ
  3. เติมพริกป่น กะรสเผ็ดตามชอบ ส่วนผงชูรสนั้นจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ตามชอบ

4.น้ำปลาหวาน

วัตถุดิบ

1. น้ำตาลปึก 1/2 กิโลกรัม
2. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
3. พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบเผ็ดมากก็เพิ่มได้
4. กุ้งแห้งป่น 1/2 ขีด
5. หอมแดงซอย 1-2 หัว
6. พริกขี้หนูซอย 3 เม็ด
7. น้ำสะอาด

วิธีทำ

  1. ขูดนำตาลปึกเป็นชิ้นเล็กๆ จะได้ละลายง่ายๆ
  2. เทน้ำตาลปึกใส่หม้อ พร้อมตั้งไฟอ่อน ใส่น้ำปลา พริกป่น เติมน้ำแล้วคนให้เข้ากัน
  3. เคี่ยวจนเดือด เเล้วใส่พริกขี้หนู กุ้งเเห้ง และหอมแดงซอย

5.กะปิหวาน

วัตถุดิบ

1. กะปิ 5 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
3. พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบเผ็ดมากก็เพิ่มได้
4. น้ำสะอาด

วิธีทำ

  1. ขูดนำตาลปึกเป็นชิ้นเล็กๆ จะได้ละลายง่ายๆ
  2. เทน้ำตาลปึกใส่หม้อ พร้อมตั้งไฟอ่อน ใส่กะปิ พริกป่น เติมน้ำแล้วคนให้เข้ากัน เคี่ยวจนเดือด

6. พริกเกลือบ๊วย

ปกติสูตรนี้จะใช้ผงบ๊วยสำเร็จรูป แต่ก็สามารถทำได้เองค่ะ

วัตถุดิบ

1. บ๊วยแห้งแกะเอาแต่เนื้อ 15 ลูก
2. น้ำตาลทรายขาว 4 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
ปั่นวัตถุดิบทุกอย่างรวมกันจนเป็นผง ง่ายๆ แค่นี้เอง

เครื่องจิ้มต่าง ๆ ช่วยให้รสชาติแซ่บถูกใจก็จริง แต่ก็พ่วงมาด้วยโทษ เพราะมีทั้งน้ำตาล ผงชูรส และพริก ซึ่งหากทานมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้น ถ้าทานผลไม้สดโดยไม่ต้องเสริมรสอะไรก็จะดีที่สุด อย่างไรก็ตามถ้าติดใจในรสชาติความแซ่บความนัว ก็อาจจะทานนาน ๆ ครั้ง หรือลองลดประมาณดู เพื่อสุขภาพค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก openrice

“หมูสามชั้นทอดเบียร์” สูตรนี้ต้องลอง…รับรองจะติดใจ!

หมูสามชั้นทอดเบียร์

พร้อมเสิร์ฟเมนูทอดเน้นๆ #หมูสามชั้นทอดเบียร์ หมูทอดจานนี้กินแล้วไม่เมานะจ๊ะ หมูสามชั้นติดมันหน่อยๆ หมักกับเครื่องปรุงนานาอย่าง ใส่เบียร์ลงไปเพื่อความนุ่มและยิ่งตอนทอดนะ เบียร์กับแป้งทอดรวมกันเพิ่มความกรอบเลยแหละ สูตรนี้ต้องลอง…รับรองจะติดใจ!

เริ่มต้นเลยเราก็มาดูที่หมูสามชั้นของเรากันก่อนนะคะ

วิธีเลือกหมูสามชั้น …เลือกตรงส่วนพื้นท้องค่ะ (ที่มีน๊ม…ม.ม นม เป็นปุ่มๆ ติดมาด้วย) เพราะหมูส่วนนี้จะนุ่มดี แล้วก็มีชั้นเนื้อชั้นไขมันที่ทอดออกมาแล้วจะไม่กระด้างอีกทั้งสีสวยงามมากกว่าสามชั้นส่วนอื่น แล้วก็เลือกที่มีชั้นไขมันไม่มากนัก อีกทั้งมีชั้นไขมันสม่ำเสมอกัน ไม่ใช่ข้างนึงชั้นไขมันหนาเป็นนิ้ว อีกข้างหนาแค่เซ็นต์นึงอ่ะค่ะ

พอได้หมูมาแล้ว ก็ให้เราเอามีดโกนมาขูดขนอ่อน ๆ ที่หลงเหลืออกไปให้หมดค่ะ หากมีครบอะไรติดมา ก็เอาแปรงสีฟัน (ที่ไม่ได้ใช้แล้ว) ขัดๆ ออกให้หมดด้วยนะคะ และก็นำไปล้างให้สะอาด จากนั้นก็บั้งแนวยาวให้แต่ละช่วงมีขนาดเท่ากัน

ส่วนผสม
หมูสามชั้น 1 กิโลกรัม
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ
เบียร์แช่เย็น 1 ½ ถ้วย
แป้งทอดกรอบ 2 ถ้วย
น้ำมันทอด

วิธีทำ
1.ใช้มีดปลายแหลมทิ่มบนหนังหมูให้ทั่วทั้งชิ้น หั่นออกมาเป็นเส้นขนาดตามชอบ
2.หมักหมูด้วย น้ำปลา และพริกไทยป่น หมัก 15นาที
3.ใส่เบียร์ลงไปหมักต่อ 15นาที
4.ใส่แป้งทอดกรอบ คลุกให้เข้ากัน
5.ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน ทอดไฟกลาง น้ำมันร้อนใส่หมูลงทอด
6.นำขึ้นตักเสิร์ฟทานกับน้ำจิ้มแจ่ว หรือทานเปล่าๆก็้ได้จ้า
*เทคนิคทอดหมูสามชั้นไม่ให้น้ำมันกระเด็นคือใส่น้ำมันให้เยอะๆหรือใช้หมดขวด (1ลิตร)
** เบียร์ที่ใส่ลงในหมูเมื่อโดนความร้อนจะทำให้แอลกอร์ฮอร์จะละเหิดออกไปจนหมดทำให้ทานแล้วไม่มีอาการมึนเมา แต่จะทำให้หมูมีความกรอบและหอมมากขึ้น **

โพสต์โดย Starvingtime เรื่องกินเรื่องใหญ่ บน 15 กันยายน 2017

7 สูตรน้ำจิ้มแจ่ว รสจัดจ้านหลากสไตล์ เลือกให้โดนท้าให้ลอง

1. น้ำจิ้มแจ่วมะขาม


สูตรน้ำจิ้มแจ่วน้ำมะขามเปียกจาก เฟซบุ๊ก พาทำ พาทาน ที่ทำไว้จิ้มกับหมูสามชั้นอบน้ำปลา หรือจะเอาไว้จิ้มกับคอหมูย่าง หรืออาหารปิ้งย่างต่าง ๆ ก็อร่อย ทีเด็ดอยู่ที่น้ำมะขามเปียกที่ให้รสชาติเปรี้ยวอมหวานและข้าวคั่วที่ให้กลิ่นหอม เพิ่มความหวานจากน้ำตาลปี๊บ ใส่ซีอิ๊วขาวและพริกป่นลงไปหน่อย ตบท้ายด้วยการโรยตะไคร้ซอย และผักชีฝรั่งซอยลงไป ถ้าหากอยากเก็บใส่ตู้เย็นก็อย่าเพิ่งใส่ข้าวคั่ว ตะไคร้ซอย และผักชีฝรั่งซอยลงไปนะคะ ควรแบ่งน้ำจิ้มเพียว ๆ ออกมาเท่าที่อยากทาน ส่วนที่เหลือก็เก็บเข้าแช่เย็นอยู่ได้เป็นอาทิตย์เลยค่ะ ลองทำกันดูแล้วจะติดใจ

ส่วนผสม น้ำจิ้มแจ่วมะขาม
• น้ำมะขามเปียก
• น้ำตาลปี๊บ
• ซีอิ๊วขาว
• พริกป่น
• ข้าวคั่ว
• ตะไคร้ซอย
• ผักชีฝรั่งซอย

วิธีทำน้ำจิ้มแจ่วน้ำมะขาม
1. ใส่น้ำมะขามเปียกลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลปี๊บและซีอิ๊วขาวลงไป เคี่ยวให้เดือด ชิมรสตามชอบ ยกลงจากเตา ปิดไฟ รอจนส่วนผสมเย็น
2. เติมพริกป่น ข้าวคั่ว ตะไคร้ซอย และผักชีฝรั่งซอยลงไป พร้อมเสิร์ฟ

2. น้ำจิ้มแจ่วซอสแม็กกี้


ซอสแม็กกี้ที่เอาไว้เหยาะกับไข่ดาว ไส้กรอก หรือปรุงรสอาหารสารพัด คราวนี้มาลองดัดแปลงทำเป็นน้ำจิ้มแจ่วซอสแม็กกี้สูตรจาก คุณ Heng_Sunshine สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม กันบ้าง รสชาติออกเค็มและเปรี้ยว ตามด้วยเผ็ดนำหวานตาม นับเป็นอีกหนึ่งสูตรน้ำจิ้มแจ่วที่น่าลองทำ และจิ้มกับอาหารปิ้งย่าง รวมถึงนึ่งและเผาด้วยค่ะ

ส่วนผสม น้ำจิ้มแจ่วซอสแม็กกี้
• ซอสแม็กกี้ 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
• พริกป่น 2 ช้อนชา (ปริมาณเพิ่ม-ลดได้ตามชอบ)
• น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
• ผักชีฝรั่งซอยละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำน้ำจิ้มแจ่วซอสแม็กกี้
1. ใส่ซอสแม็กกี้ลงในถ้วย ตามด้วยน้ำตาลทราย คนผสมจนน้ำตาลทรายละลายหมด จากนั้นใส่พริกป่นลงไปคนให้เข้ากัน
2. น้ำมะนาวลงไป คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ สุดท้ายใส่ผักชีฝรั่งซอยลงไปแล้วคนผสมให้เข้ากัน

3. น้ำจิ้มแจ่วง่าย ๆ


สำหรับคนที่มีเวลาจำกัดและอยากทำน้ำจิ้มแจ่วหม่ำกับอาหารปิ้งย่างอย่างหมูสามชั้นทอดกระเทียมพริกไทยขอแนะนำน้ำจิ้มแจ่วแบบเร่งด่วนสูตรจาก คุณ Moo Nuy & The Bird ส่วนผสมหาได้ในครัวทั้งพริกป่น น้ำตาลทราย น้ำมะนาว น้ำมะขามเปียก น้ำปลา ทีเด็ดคือ ใส่งาขาว ข้าวคั่ว โรยผักชีฝรั่ง ทำง่ายภายในพริบตาก็เสิร์ฟได้แล้ว

ส่วนผสม น้ำจิ้มแจ่วง่าย ๆ
• พริกป่น
• น้ำตาลทราย
• น้ำมะนาว
• น้ำมะขามเปียก
• น้ำปลา
• งาขาวคั่วบุบให้แตกเล็กน้อย (เพื่อความหอมยิ่งขึ้น)
• ข้าวคั่ว
• ผักชีฝรั่งซอย

วิธีทำน้ำจิ้มแจ่วแบบง่าย ๆ
1. ผสมพริกป่น น้ำตาลทราย น้ำมะนาว น้ำมะขามเปียก และน้ำปลา คนให้ละลายเข้าด้วยกัน ชิมรสชาติให้ได้ตามต้องการ
2. ใส่ข้าวคั่ว ผักชีฝรั่ง และงาขาวคั่วลงไป พร้อมเสิร์ฟ

อ้างอิงจาก Starving Time, cooking.kapook

วิธีทำดอกแคให้ไม่ขม…ทำยังไงต้องดู!

วิธีทำดอกแคให้ไม่ขม…ทำยังไงต้องดู!

“ดอกแค” เป็นพืชที่ปลูกง่าย คนไทยสมัยก่อนชอบปลูกไว้ทำเป็นรั้วบ้าน ปลูกตามคันนา หรือปลูกไว้ริมถนน ส่วนใหญ่จะนำ ดอกแค มาทำอาหาร และหลายๆ คนต้องรู้จักเมนูนี้เป็นแน่ คือ แกงส้มดอกแค นอกจากจะอร่อยแล้ว ดอกแค ก็ยังมีประโยชน์และมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย และไม่ใช่แค่ส่วนดอกเท่านั้นที่มีประโยชน์ ส่วนอื่นๆก็มีประโยชน์เช่นกัน วันนี้เรามีความรู้ดีๆเกี่ยวกับ ดอกแค มาฝากค่ะ ไปดูกันดีกว่าจ้า

ส่วนที่นิยมนำมารับประทานนั้นจะเป็นบริเวณยอดอ่อน ดอกอ่อน ใบอ่อน และฝักอ่อนซึ่งจะออกในช่วงฤดูฝน ส่วนดอกอ่อนจะออกในช่วงฤดูหนาว ดอกแค 100 กรัม หรือ 1 ขีด ให้พลังงานต่อร่างกาย 10 กิโลแคลอรี มีเส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี

สรรพคุณทางยาและวิธีใช้

  • ยอดอ่อน ใบอ่อน ดับพิษร้อนถอนพิษไข้
  • ดอก มีรสหวานออกขมเล็กน้อย สรรพคุณแก้ไข้หัวลม
  • เปลือกต้น มีรสฝาด รักษาอาการท้องเดิน แต่ถ้ากินมากๆ จะทำให้อาเจียนได้
  • ราก น้ำจากรากนำมาผสมกับน้ำผึ้ง เป็นยาขับเสมหะ

แก้ไข้หัวลม แก้ร้อนใน: ใช้ยอดแคอ่อน ดอกแค ไม่แกะไส้ แกง หรือลวกเป็นผักจิ้ม
แก้ท้องเดิน : ใช้เปลือกต้นปิ้งไฟ ต้มกับน้ำ หรือน้ำปูนใส 10 ส่วน รับประทาน 1-2 ช้อนโต๊ะ
แก้แผลมีหนอง :ใช้เปลือกต้นแคที่แก่ ๆ ตากแห้ง ฝนกับน้ำสะอาดหรือน้ำปูนใส ทาแผล เช้า – เย็น ก่อนทายาควรใช้น้ำต้มเปลือกแคล้างแผลก่อน จะช่วยให้แผลหายไวขึ้น
ยาล้างแผล :ใช้เปลือกแคต้มกับน้ำเดือดนาน 15 นาที เติมเกลือเล็กน้อย ใช้ล้างแผล วันละ 3 ครั้ง
แก้บิด แก้ท้องเสีย : ใช้เปลือกแค 2-3 ชิ้น ขนาดเท่าฝ่ามือ ต้มกับน้ำเดือดประมาณ 15 นาที โดยใช้น้ำ 2-3 ขัน ใช้หม้อดินต้ม กินยาขณะยังอุ่นอยู่ กิน 1-2 แก้ว วันละ 3 เวลา
แก้ฟกช้ำ : ใช้ใบสดตำให้ละเอียดพอกบริเวณที่เป็น
ปวดฟัน รำมะนาด : ใช้เปลือกแคต้ม ใส่เกลือให้เค็มจัด นำมาอม
ตานโขมย : ใช้แคทั้งห้าอย่าง ๆ ละ 1 กำมือ ใส่น้ำท่วมยาต้มให้เดือดนาน 5-10 นาที กินวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ช้อนโต๊ะ ประมาณครึ่งเดือน

วิธีและปริมาณที่ใช้

แก้มูกเลือด บิดมีตัว แก้ท้องเดิน ท้องร่วง คุมธาตุ

  • ใช้เปลือกต้นปิ้งไฟ 1 ส่วน ต้มกับน้ำหรือน้ำปูนใส 10 ส่วน รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง
    แก้ไข้ ลดความร้อน แก้ไข้หัวลม (หรือไข้อากาศเปลี่ยน)
  • ใบสด ต้มกับน้ำรับประทานลดไข้ ใช้ยอดอ่อนจำนวนไม่จำกัด ลวกจิ้มกับน้ำพริก รับประทานแก้ปวดศีรษะข้างเดียว
  • ใช้ดอกที่โตเต็มที่ล้างน้ำ ต้มกับหมูทำบะช่อ 1 ชาม รับประทาน 1 มื้อ รับประทานติดต่อกัน 3-7 วัน จะได้ผล

การนำดอกแคมาทำอาหารต้องเด็ดเกสรสีเหลืองของดอกแคออกก่อน “ไม่มีพิษ แต่ขม”

ถ้าทานดอกแคสีแดงเค้าว่าจระคายปากได้เพราะมีเส้นใยมาก จึงนิยมทานดอกแคขาวมากกว่า

เทคนิคและเคล็ดลับการเตรียมดอกแคให้ไม่ขม

เรามาเริ่มทำกันดีกว่านะคะ ….

ดอกแค จะมีกลีบหลายชั้น ถ้าเป็นดอกแคดอกใหญ่ ที่แก่แล้วหรือบานแล้ว เราก็เด็ดเอากลีบที่อยู่นอกสุดทิ้งไป

ถ้าเป็นดอกแคอ่อน กลีบยังไม่บานก็ไม่ต้องเอาออก เราแค่แหวกดอกแล้วเด็ดใส่เหลือง ๆ ทิ้งไปอย่างเดียวก็พอคะ

แหวกดูข้างใน จะเห็นเกสรดอกแคเป็นก้านยาว ๆ สีขาว ตรงปลายมีเกสรสีเหลือง
เราก็หักส่วนสีเหลืองทิ้งไป คะ ไม่งั้นจะขม เวลานำมาทำอาหาร

อ้อ อย่าลืมแหวกกลีบดูหนอน หน่อยนะคะ เพราะมันชอบเข้าไปอยู่ตามซอกกลีบคะ ถ้ามีแสดงว่าเป็นดอกแคที่ไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลงแน่นอน

เสร็จแล้วนำมาแช่น้ำ ล้างให้สะอาด พร้อมปรุงคะ

เมนูดอกแค

แกงส้มดอกแคปลาหิมะ


แกงส้มดอกแคปลาหิมะ แคใส่ปลาหิมะลงไปด้วย รับลองว่าอร่อยครับยิ่งทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ หรือไข่เจียวเข้ากันสุดๆ

วัตถุดิบแกงส้มดอกแคปลาหิมะ
สำหรับ 1-2 ที่
เวลา 10 นาที
1. เนื้อปลาหิมะ 1 1/2 ถ้วย
2. ดอกแค 1 ถ้วย
3. เนื้อปลาบด 2 ช้อนโต๊ะ
4. พริกแกงส้ม 2 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
7. น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำแกงส้มดอกแคปลาหิมะ
1. ตั้งน้ำให้เดือด ละลายพริกแกงและเนื้อปลาลงไป
2. รอจนเดือดอีกครั้งตามลงไปด้วยเนื้อปลา จนใกล้สุกดีปรุงรสชาติและใส่ดอกแคเป็นอย่างสุดท้ายเพราะสุกง่าย ชิมรสชาติอีกครั้ง

ยำดอกแคกุ้งสด


ส่วนผสม
กุ้งสดปอกเปลือกผ่าหลังดึงเส้นดำออก 5 ตัว
ดอกแคดึงเกสรออก 100 กรัม
พริกสดสีแดงโขลก 7 เม็ด
น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ½ ช้อนชา
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
หอมแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ใบสะระแหน่สำหรับโรย
น้ำเปล่าสำหรับลวก
วิธีทำ
1.ต้มน้ำเปล่าพอเดือด ลวกกุ้ง ดอกแค จนสุกตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
2.ผสมน้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำมะนาว และพริกสด คนพอเข้ากัน
3.ใส่กุ้งและดอกแคที่ลวกไว้ หอมแดง คลุกเคล้าพอเข้ากัน ตักใส่ภาชนะ โรยใบสะระแหน่ จัดเสิร์ฟ

แกงแคหม้อไฟ

ขอใส่ไอเดียาแปลงแกงแคให้เก๋ไก๋ ปรุงเป็นสไตล์หม้อไฟญี่ปุ่น ทำน้ำแกงแคแยกไว้ เติมผักได้ไม่อั้น ต้มไปกินไปก็อร่อยไปอีกแบบ

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่)
เตรียม 20 นาที ปรุง 50 นาที
น้ำพริกแกงเผ็ด ¼ ถ้วย
น้ำเปล่า 4 ถ้วย
มะแขว่นคั่วโขลกละเอียด 1 ½ ช้อนชา
เม็ดผักชีคั่วโขลกละเอียด ½ ช้อนชา
ดอกงิ้วแห้ง 8 ดอก
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
เนื้อไก่สไลซ์ 400 กรัม
ตำลึง 1 ถ้วย
ชะอม 1 ถ้วย
ใบชะพลู 2 ถ้วย
ถั่วฝักยาวหั่นท่อนสั้น 1/2 ถ้วย
มะเขือเปราะผ่าสี่ 8 ลูก
หน่อไม้ต้มหั่นชิ้นพอคำ 1 ถ้วย
ดอกแคขาว 1 ถ้วย
เห็ดนางรม 1 ถ้วย
กระเทียมเจียว ¼ ถ้วย

วิธีทำ

  1. ละลายน้ำพริกแกงกับน้ำในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ เติมมะแขว่นและเม็ดผักชีโขลกลงไป ใส่ดอกงิ้ว ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำปลาร้า พอเดือดหรี่ไฟลง เคี่ยวไปเรื่อย ๆ พอดอกงิ้วนิ่ม ปิดไฟ ยกลง
  2. เรียงผักทุกอย่างใส่ลงในหม้อไฟ เติมน้ำแกงลงไป ยกขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง พอเดือดใส่เนื้อไก่ลงไปต้มจนสุก ตักใส่ถ้วย โรยด้วยกระเทียมเจียว พร้อมรับประทาน

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.kasetporpeangclub.com
thaihealth.or.th, แม่บ้าน, goodlifeupdate

แบ่งปันสูตรกุ้งเด้ง อร่อยไม่แพ้ MK

แบ่งปันสูตรกุ้งเด้ง อร่อยไม่แพ้ MK

หลังจากทำอาหารแต่วัตถุดิบที่ซื้อมาจากตลาดเหลือ จะทำอย่างไรดี บางคนไม่ได้ทำอาหารที่บ้านบ่อยๆ เลยต้องมีวิธีถนอมอาหารให้วัตถุดิบเหล่านี้กลับมาใช้ทำอาหารได้อีก อย่างเช่นกุ้งที่สดๆ เมื่อเก็บไว้และกว่าจะเอาออกมาทำอาหารอีกครั้ง กุ้งที่เคยสดกลับไม่สดอย่างเคย วันนี้เราจึงมีวิธีทำถนอมกุ้งโดย ทำให้เป็นกุ้งเด้งซ่ะเลย กุ้งเด้งที่เราเจอกับตามร้านชาบูบ่อยๆ ที่มีเนื้อกรอบๆ น่ารับประทาน เราไปดูขั้นตอนและวิธีการทำได้เลยค่ะ

สิ่งที่ต้องมีก็คือ กุ้งสด เกลือ และน้ำแข็ง

วิธีทำกุ้งเด้ง

1. ทำการแกะเปลือกกุ้ง และเด็ดหัวกุ้งหรือถุงขี้กุ้งออก (ถุงดำๆ บนหัวกุ้ง) เพราะในส่วนหัวของกุ้งจะมี ถุงขี้กุ้งอยู่ ซึ่งจะทำให้ตัวเอ็นไซม์กุ้ง ออกมาย่อยสลายเนื้อกุ้งโดยธรรมชาติของมัน ซึ่งถ้าเราซื้อกุ้งสดมา ถ้ายังไม่ได้นำไปประกอบอาหารอะไร ควรเด็ดหัวกุ้งหรือถุงขี้กุ้ง นั้นออกเสียก่อน เพื่อให้กุ้งยังคงความสดอยู่ได้เพิ่มขึ้น จากปกติ

2. นำกุ้งไปคลุกเคล้ากับเกลือ คลุกเคล้าให้เข้ากัน และล้างออกด้วยน้ำเย็น นำไปคลุกเกลือเพราะจะทำให้กุ้งเก็บน้ำไว้ในตัวได้ดียิ่งขึ้นนั้นเอง เนื่องจากถ้ากุ้งเก็บน้ำไว้ในตัวน้อยเท่าไรก็จะทำให้ เนื้อกุ้ง ยิ่งแห้ง มากขึ้นเท่านั้น

3. นำกุ้ง ที่ล้างน้ำแล้ว มาแช่ไว้ในน้ำที่ใส่เกลือผสมอยู่ (ใส่น้ำให้พอมิดตัวกุ้ง) แล้วนำน้ำแข็งมาโปะไว้ด้านบน รอจนน้ำแข็งละลาย

เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ ขั้นตอนการทำ กุ้งเด้ง แล้ว ถ้าใครยังไม่ต้องการนำไปประกอบอาหารในตอนนี้ ก็นำไปใส่ถุงแล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็งหรือช่องฟรีซตู้เย็นได้เลย เมื่อต้องการทำมาประกอบอาหาร ก็เพียงแช่กุง กุ้งเด้ง นี้ในน้ำพอน้ำแข็งจากกุ้งละลาย ก็นำมาประกอบอาหารได้เลย และการนำ กุ้งเด้ง นี้ไปประกอบอาหาร มีข้อแม้อยู่ว่า ควรจะผ่านการปรุงสุกในระยะเวลาอันสั้นจะดีที่สุดค่ะ

เทคนิค…ทอดอาหารอย่างไรไม่ให้”น้ำมันกระเด็น”?

เทคนิค…ทอดอาหารอย่างไรไม่ให้”น้ำมันกระเด็น”?

เทคนิค-เคล็ดลับ
ทอดอาหารอย่างไรไม่ให้น้ำมันกระเด็น?

ทอดอาหารอย่างไรไม่ให้น้ำมันกระเด็น?
เวลาทอดอาหารน้ำมันมักจะกระเด็นเปรอะเปื้อนเตาหรือบริเวณรอบๆ ทำให้ครัวเราเป็นคราบดูสกปรกเลอะเทอะ หรือแม้กระทั้งกระเด็นโดนเสื้อผ้า ผิวหนังเรา ทำให้แสบพองเป็นแผลได้ ทำให้ตอนทอดอาหารหลายๆคนอาจจะมีความกังวลกลัวน้ำมันกระเด็น วันนี้มีวิธีการทอดอาหารให้น้ำมันไม่กระเด็นมาฝากกันค่ะ วิธีทอดอาการที่ไม่ให้น้ำมันกระเด็นสามารถทำได้หลายวิธี แต่ละวิธีก็ง่ายมากๆดังนี้ค่ะ

ทอดเนื้อสัตว์

  1. ต้องซับน้ำออกจากเนื้อสัตว์ให้แห้งสนิท
  2. แล้วนำไปคลุกแป้งสาลีเล็กน้อย ก่อนทอดเช็ดกระทะให้แห้ง
  3. โรยเกลือเล็กน้อยลงในกระทะ คั่วเกลือไปมาสักพักจากนั้นตักออก
  4. แล้วเทน้ำมันลงกระทะ นำเนื้อสัตว์ที่คลุกแป้งสาลีไว้แล้วลงทอดในน้ำมันตามปกติ

เคล็ดลับทอดไก่ให้กร๊อบกรอบ และอร่อย

ไก่ทอด เมนูที่ดูง่ายๆ กินกันเป็นประจำ แต่บางทีไก่ไม่กรอบก็อารม์เสียเหมือนกันนะคะ วันนี้เรามีเทคนิคสำหรับการทอดไก่ ให้กร๊อบกรอบ น่ากิ๊นน่ากิน และอร่อยด้วย จะต้องใส่ใจในส่วนไหนบ้าง ไปดูกันค่ะ

การเลือกไก่
เลือกสัดส่วนของไก่ก่อน ถ้าต้องการทอดไก่ทั้งตัว ควรเลือกไก่ที่มีน้ำหนัก 3 ปอนด์หรือประมาณ 1.3 กิโลกรัม

การหมักไก่
ถ้าเป็นไก่ชิ้นก็ควรหมักไก่ตามสูตรของตัวเองจนเข้าเนื้อก่อน แต่อย่าใส่น้ำตาลมาก เพราะเมื่อน้ำตาลโดนความร้อนก็จะทำให้ไหม้เร็ว หรืออีกวิธีหนึ่งเพื่อเพิ่มรสชาติเนื้อไก่ที่เมื่อก่อนจะนำเนื้อไก่ไปแช่ในน้ำเกลือแล้วนำไปทอด ให้ลองเปลี่ยนวิธีการ โดยการใส่แฮมหรือเบคอนลงไปทอดในน้ำมันก่อน ความเค็มจากแฮมและเบคอนจะคงอยู่ในน้ำมัน จากนั้นค่อยใส่เนื้อไก่ลงไปทอด เนื้อไก่จะอร่อยและกลมกล่อมไม่แพ้การแช่น้ำเกลือเลย

แป้งชุบทอด
เวลาจะทอดถ้าชอบแป้งแบบหนา ก็ให้ผสมแป้งทอดกรอบกับน้ำตามอัตราส่วนของสูตรตามซองแป้ง ผสมแป้งแล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 10 นาที จะทำให้แป้งเกาะติดเนื้อไก่ได้ดี
แต่ถ้าชอบแบบบางหนังกรอบหลังจากหมักไก่แล้วก็ให้เทแป้งทอดกรอบลงคลุกไปเลย แต่อย่ามากเกินไป เช่น ปีกไก่ 1 กิโลใช้แป้งประมาณครึ่งถ้วย คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมงจึงนำมาทอด ไก่ก็จะกรอบนาน

น้ำมันทอด
เวลาทอดก็ให้ใช้น้ำมันใหม่ๆ ควรเป็นน้ำมันปาล์มจะเหมาะกับการทอดมากกว่าน้ำมันถั่วเหลือง และอย่าขี้เหนียวน้ำมัน

อุณหภูมิ
ตั้งน้ำมันในกระทะจนร้อนจัดจึงหรี่ไฟอ่อน นำไก่ลงไปทอด พอเหลือง ๆ ก็เร่งไฟหน่อยเพื่อไล่น้ำมันจากข้างในแป้ง จนได้ที่ก็ตักขึ้นวางบนกระดาษซับน้ำมัน และควรรอจนเย็นจึงจะนำใส่ภาชนะปิดฝาค่ะ

ทอดปลา


ใช้วิธีเดียวกันกับการทอดเนื้อสัตว์เพียงแต่ตัดขั้นตอนการคลุกแป้งสาลีออก หรืออีกวิธีหนึ่งคือสะเด็ดน้ำหรือซับน้ำจากตัวปลาให้แห้ง แล้วนำเกลือมาทาบนตัวปลา แล้วจึงนำลงไปทอดในน้ำมันตามปกติ วิธีนอกจากจะช่วยทำให้น้ำมันไม่กระเด็นแล้วยังช่วยทำให้ปลาไม่ติดกระทะเวลาทอดอีกด้วยค่ะ

ทริคสำหรับการทอดปลา 

วิธีดับคาวปลาด้วยมะนาว

วิธีดับคาวปลาด้วยมะนาว พร้อมเคล็ดลับทอดปลากรอบนอก นุ่มใน หนังสวย ไม่หลุดลอกติดกระทะ ลดกังวลน้ำมันกระเด็น “ปลา” เนื้อสัตว์ย่อยง่าย เหมาะกับทุกเพศทุกวัยประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งยังราคาไม่แพง แต่สำหรับใครที่ไม่นิยมรับประทาน เพราะยี้กลิ่นคาว วันนี้ “เกร็ดความรู้” มีวิธีแก้ปัญหามาฝาก เพียงใช้มะนาว 1 ลูก ฝานบาง ๆ แช่ในน้ำสะอาด 1 ลิตร แล้วพักไว้ เมื่อขอดเกล็ดปลา ควักไส้ออกแล้ว ให้นำเนื้อปลาลงล้างในน้ำดังกล่าว จะช่วยดับคาวได้

วิธีทอดปลาให้เหลืองสวย

  1. เริ่มจากตั้งกระทะให้ร้อน นำเกลือลงคั่วประมาณ 2 นาที (เพื่อลดการกระเด็นของน้ำมัน) 
  2. เทเกลือออก ใส่น้ำมันลงไป รอจนน้ำมันร้อนจึงนำปลาลงทอด ใช้ไฟปานกลาง ให้คุณนำปลาด้านที่มีหนังลงไปก่อน เพราะส่วนนี้จะสุกช้ากว่าด้านที่ไม่มีหนัง
  3. ใช้ตะหลิวหรือไม่พายกดลงไปที่ปลา เพื่อให้ปลาไม่งอตัวขึ้นมา อย่าพลิกไปมาโดยไม่จำเป็น ควรรอให้สุกเป็นด้าน ๆ
  4. เมื่อด้านหนังปลาสุกดีแล้ว จึงค่อยกลับอีกด้านทอดจนเหลืองทอง

ทอดหมูกรอบหรือหมูสามชั้น


หลังจากที่เราหมักเนื้อหมูเรียบร้อยแล้ว ก่อนทอด ในขั้นตอนตั้งกระทะ ให้ใส่เกลือและน้ำส้มสายชูเล็กน้อยในน้ำมัน วิธีนี้จะช่วยให้น้ำมันไม่กระเด็น หมูทอดไม่ติดกระทะและไม่อมน้ำมันด้วยค่ะ

วิธีทำ หมูกรอบ ให้อร่อยง่ายนิดเดียว

ส่วนผสม

หมูสามชั้น 1 กิโลกรัม
น้ำมันพืช
เกลือ
น้ำส้มสายชู

วิธีทำ

  1. ต้มน้ำให้เดือดและใส่เกลือลงไปพอประมาณ นำหมูสามชั้นลงไปต้มให้สุก ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
  2. เมื่อหมูสามชั้นสุกแล้ว นำขึ้นแล้วทาหนังหมูด้วยน้ำส้มสายชู แล้วใช้ส้อมจิ้มลงไปให้ทั่วหนังหมู
  3. ใช้มีดผ่าหนังหมูเป็นแนวยาว ไม่ต้องลึกมาก
  4. นำหมูสามชั้นไปตากแดด ตากให้หนังหมูแห้ง แล้วนำมาทอด
  5. ทอดทั้งหมด 2 รอบ รอบแรก ให้นำหมูสามชั้นลงไปทอดโดยหันด้านหนังหมูลงไปทอดก่อน จากนั้นก็ทอดให้ทั่วชิ้น ให้เนื้อหมูด้านล่างสุกทั่วๆ
  6. เสร็จแล้วนำขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน เตรียมลงไปทอดรอบ 2 โดยทอดแต่ด้านที่เป็นหนังหมู ทอดจนเหลืองกรอบ
  7. เสร็จแล้วนำขึ้นมาสะเด็ดน้ำมันให้แห้ง รอให้อุ่นแล้วหั่นเป็นชิ้นใส่จาน

น้ำมันพืชสำหรับอาหารประเภททอด

น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันถั่วลิสงและน้ำมันเมล็ดชา มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง สามารถทนความร้อนได้สูง และไม่มีกลิ่นเหม็นหืน ทำให้อาหารมีรส ชาติกรอบอร่อยและยังมีวิตามินอีจากธรรมชาติอีกด้วย เหมาะสำหรับการทอดที่ใช้ความร้อนสูง หรือทอดนานๆ เช่น ทอดน่องไก่ ทอดปลา เป็นต้น

*น้ำมันที่ใช้ทอดอาหารไม่ควรใช้ซ้ำบ่อย ๆ เพราะน้ำมันที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมีสารโพลาร์อยู่มาก ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

ด้วยเคล็ดลับเทคนิคต่างๆเหล่านี้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถทอดอาหารได้อย่างปลอดภัยสบายใจแล้วจ้า และสิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะทอดอาหารประเทภใด ต้องทำให้เนื้อนั้นแห้งเสียก่อนนะคะ เพราะถ้ายังชื้นหรือมีน้ำอยู่เมื่อลงไปเจอน้ำมันยังไงก็กระเด็นแน่นอนค่ะ

หวังว่าเทคนิคเคล็ดลับในวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆได้ไม่มากก็น้อยนะคะ หากชื่นชอบเทคนิคเคล็ดลับที่แอดมินนำมาฝากกันในวันนี้อย่าลืมกดไลค์และกดแชร์เพื่อแบ่งปันความรู้แก่เพื่อนๆที่สนใจในการทำเบเกอรี่เหมือนกันด้วยนะคะ และเพื่อเป็นกำลังใจให้แอดมินหาเทคนิคเคล็ดลับดีๆมาฝากกันอีกในคราวต่อไปนะคะ ^__^

แจกฟรี สูตร”หม่าล่า” … ธุรกิจปิ้งย่าง…ขายง่าย กำไรงาม เผ็ดจนชาลิ้นกินเพลินจนหยุดไม่อยู่

แจกฟรี สูตร”หม่าล่า” … ธุรกิจปิ้งย่าง…ขายง่าย กำไรงาม เผ็ดจนชาลิ้นกินเพลินจนหยุดไม่อยู่

การผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดของร้านปิ้งย่างข้างถนนของจังหวัดเชียงใหม่ขณะนี้ ต้องยอมรับว่าเมนู “หม่าล่า” มาแรงแซงโค้ง เกิดขึ้นทุกเส้นทางทุกชุมชน เพียงมีเตาปิ้งย่าง ส่วนวัตถุดิบปิ้งย่างก็มีทั้งหมู หมูสามชั้น เนื้อ ปลา ไส้ เครื่องใน ผักต่าง ๆ อาทิ มะเขือ ฟักทอง ข้าวโพด กระเจี๊ยบสด เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มทอง ที่เสียบไม้รอหยิบมาวางบนเตาให้กลิ่นหอมฉุย ประพรมด้วยน้ำมันพืช

แต่ไฮไลต์อยู่ที่ผงพริก และส่วนผสมของ “หม่าล่า” เครื่องเทศที่มีเส้นทางระบาดมาจากเมืองจีนฝั่งตะวันตกย่านมณฑลเสฉวน เมืองเฉิงตู ฉงชิ่ง รวมถึงยูนนาน

สำหรับ “หม่าล่า” คือเครื่องเทศชนิดหนึ่งของประเทศจีน เป็นสมุนไพรเฉพาะของมณฑลเสฉวน โดยคำว่า “หม่า” แปลว่า ชา “ล่า” แปลว่า เผ็ด

ชาวจีนนิยมนำสมุนไพรชนิดนี้ไปประกอบอาหาร เช่น ต้มซุป ปิ้งย่าง รับประทานกันในฤดูหนาว โดยเชื่อว่าหม่าล่าช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น โดยเฉพาะเมนูซุปสุดยอดแห่งลิ้นชา ปากพอง ต้อง “หม่าล่าหัวกัว” หรือ “หม้อไฟเสฉวน” ได้ชื่อว่ามีรสชาติพิสดาร คือมีทั้งความเผ็ด ความร้อนและความชา ด้านบนของน้ำซุปที่มีน้ำมันล้วน ๆ ทำให้เก็บความร้อนได้อย่างดี

สำหรับที่เชียงใหม่มีร้านแรก ๆ เปิดบริการเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ชื่อ “อาตี๋ ปิ้งย่างหม่าล่า” อยู่ย่านสี่แยกแอร์พอร์ตพลาซ่า โดยนำเข้าหม่าล่าจากมณฑลเสฉวน และนำมาปรุงให้เข้าปากคนไทยเป็นพิเศษ ต้องหมักเนื้อทุกอย่างกับเครื่องเทศก่อนนำไปปิ้ง เมื่อปิ้งเสร็จก็ทาหม่าล่าอีกรอบหนึ่ง เมนูขายดี คือ หมูสามชั้น เนื้อวัว ผักกุยช่าย ส่วนอาหารจานเดียวยอดนิยมคือ ยำขาไก่ ยำเส้นหม่าล่า ลูกค้าประจำส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ทำงานในเชียงใหม่

หลังจากนั้นก็มีร้านเล็ก ร้านใหญ่ แม้แต่ในห้างก็มีมุมปิ้งย่างขายถึงในโซนอาหารเลยทีเดียว ด้วยกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้น จึงมีผู้ประกอบการสั่งนำเข้าเครื่องเทศจากจีน เพื่อผสมเป็นสูตรต่าง ๆ นำมาหมัก-โรยวัตถุดิบปิ้งย่างเพิ่มมากขึ้น ทั้งสูตรต้นตำรับเสฉวน หรือสูตรสิบสองปันนา เช่น ซองเล็ก 190 บาท ปิ้งได้ 300 ไม้ ซองกลาง 450 บาท ปิ้งได้ 1,000 ไม้ ซองใหญ่ 750 บาท สามารถปิ้งได้ 2,000 ไม้ เป็นต้น

ปัจจุบันวัฒนธรรมปิ้งย่างหม่าล่าได้ระบาดไปทั่วทุกถนนหลัก และโซนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งแหล่งบันเทิงที่ต้องมีปิ้งย่างประกบคู่เป็นจุดขาย เพราะขาเที่ยวชอบรสชาติที่เผ็ดชา สนนราคาไม้ละ 5-10-15 บาทขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ

“ณัฏฐกร สายสมบัติ” เจ้าของร้านหม่าล่าบาร์บีคิว ย่านหลังอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ใกล้กับทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ (เก่า) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า “เปิดร้านขายหม่าล่า บาร์บีคิว มาได้ราว 6-7 เดือนแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ทำงานประจำเป็นนักจัดรายการวิทยุ เริ่มแรกได้สั่งซื้อพริกหม่าล่าทางอินเทอร์เน็ตจากจังหวัดเชียงราย โดยเปิดร้านขายในรถสีส้มแบบ Food Truck ขายไม้ละ 5 บาท ช่วงแรกขายไม่ค่อยดีนัก ได้วันละแค่ 50 ไม้ เพราะคนยังไม่รู้จักว่าหม่าล่าคืออะไร ประกอบกับรสชาติยังไม่ลงตัว จึงคิดปรับสูตรและหาแหล่งขายพริกหม่าล่าใหม่”

กระทั่งได้รู้จักกับผู้นำเข้าพริกหม่าล่าจากประเทศจีนโดยตรงเป็นพริกหม่าล่าที่นำเข้ามาจากจีนตอนใต้มีรสชาติที่เข้มข้นและเผ็ดชาแบบต้นตำรับแต่การมีเพียงพริกหม่าล่าก็อาจจะดูธรรมดาหรืออาจมีรสชาติเหมือนร้านอื่นๆ จึงคิดพัฒนาสูตรขึ้นมาผสมกับพริกหม่าล่าให้มีความหอมและกลมกล่อมมากขึ้น และรสชาติไม่เหมือนร้านอื่น ขณะนี้ถือว่าสูตรลงตัวเป็นที่ถูกปากของลูกค้าแล้ว

ณัฏฐกรบอกว่า “หลังจากปรับปรุงสูตรที่เป็นรสชาติเฉพาะตัวของร้าน ยอดขายจากช่วงแรก 50 ไม้ต่อวัน ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 800-1,000 ไม้ต่อวัน ซึ่งยังคงขายเพียงราคาไม้ละ 5 บาท และมีเมนูพิเศษที่ขายไม้ละ 10-15 บาท”

“เราเน้นขายถูก และอร่อยในราคา 5 บาทเป็นสิ่งที่คนตัดสินใจซื้อง่าย และเป็นจุดที่ดึงดูดลูกค้าได้มาก แต่ทางร้านก็มีเมนูพิเศษที่ขายไม้ละ 10-15 บาท อย่างเบคอนพันเห็ดเข็มทอง ถือเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมที่สุด เมนูนี้ขายได้วันละ 200 ไม้ ปัจจุบันมีเมนูให้เลือกมากถึง 30 เมนู กลุ่มลูกค้าหลักแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา มีสัดส่วนมากที่สุดถึง 60% รองลงมาคือ กลุ่มคนทำงาน (ออฟฟิศ) 30% และนักท่องเที่ยวชาวจีน 10%”

ณัฏฐกรบอกอีกว่า ร้านปิ้งย่างหม่าล่าต้นตำรับในเมืองจีนจะขายช่วงกลางคืน เช่นเดียวกับเชียงใหม่ ที่ร้านส่วนใหญ่จะเปิดขายช่วงเย็น-กลางคืน แต่ความแตกต่างของร้านหม่าล่า บาร์บีคิว คือเปิดขายช่วงกลางวัน เพราะอาหารปิ้งย่างกินตอนไหนก็ได้ และกลางวันก็มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายโดยจะเปิดขายตั้งแต่ 09.00-17.00 น. โดยช่วงใกล้เที่ยงและช่วงเลิกเรียนเป็นช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด ซึ่งเกือบทุกวันลูกค้าจะมานั่งรอคิวเฉลี่ย 20-30 คิว ซึ่งตอนแรกที่เริ่มขาย ก็จะปิ้งย่างตามออร์เดอร์ แต่ตอนนี้ต้องปิ้งไว้รอลูกค้า เพราะทำไม่ทันที่ลูกค้ามานั่งรอ

“ถ้าจะเรียกว่าเป็นเทรนด์ตลาดของเชียงใหม่ตอนนี้ก็คงได้ เพราะหม่าล่ามีอยู่ทุกย่านชุมชน ขยายตัวเร็วมาก โดยเฉพาะปีนี้ ร้านปิ้งย่างหม่าล่าเพิ่มขึ้นมากหลายเท่าตัว และเชื่อว่ายังเป็นธุรกิจที่เติบโตได้อีก”

ณัฏฐกรบอกว่า ตอนนี้หม่าล่ากลายเป็นธุรกิจหลักของตนกับน้องสาว มีรายได้ประจำจากการขายที่มากพอสมควร เมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีรายได้ที่แบ่งกันเฉลี่ยคนละราว 40,000-50,000 บาทต่อเดือน ในอนาคตจะมีการต่อยอดพัฒนาหม่าล่าไปในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การทอดหม่าล่าซึ่งอยู่ระหว่างการคิดค้นสูตร

ปิ้งย่างหม่าล่า เป็นอีกเมนูสุดฮิตที่อบอวลทั่วเมืองเชียงใหม่ ที่สำคัญยังเป็นอาชีพใหม่ที่ได้รับความนิยม เพราะขายง่ายกำไรงาม

สูตรหม่าล่า 

หม่าล่าจะนำมากินกับอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด หรือ ย่าง แต่ประเทศไทยของเราเน้นปิ้งย่างอย่างเดียวเท่านั้น นำอะไรก็ได้มาหมักกับหม่าล่า เช่น กุ้ง ปลาหมึก ไก่ หมู ไส้กรอก หรือผักชนิดต่างๆ ที่นึกออกว่ารสชาติจะเข้ากับหม่าล่าได้ วันนี้จึงมีสูตรการทำหม่าล่ามาแจก หากหาซื้อวัตถุดิบเหล่านี้ได้ก็ลุยเลยค่ะ

ส่วนผสม

พริกชวงเจียง 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยดำ 1 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูแห้ง 4 ชิ้น
พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ
ยี่หร่า 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียม 8 กลีบ
ขิง 1 หัว
ผงพะโล้ 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
ฮอยซินซอส 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ
เนื้อสัตว์หรือผักอะไรก็ได้ที่นำมาหมักกับหม่าล่า

วิธีทำ

  1. หั่นเนื้อสัตว์และผักเตรียมไว้ ให้ขนาดพอดีกับไม้ที่จะเสียบ (ชิ้นเล็กยิ่งอร่อยค่ะ)
  2. นำพริกขี้หนูแห้ง พริกป่น พริกชวงเจียง พริกไทยดำ กระเทียม ขิง และ ผงพะโล้มาตำรวมกันให้ละเอียด
  3. นำส่วนผสมของพริกไปผสมกับฮอยซินซอส ซีอิ๊วขาว น้ำมันมะกอก และ น้ำตาลทรายแดง คนให้เข้ากันเสร็จขั้นตอนของหม่าล่า
  4. นำหม่าล่ามาหมักกับเนื้อสัตว์ที่เตรียมไว้เสียบไม้แล้วนำไปแช่ตู้เย็น ส่วนผักไม่ต้องหมักเสียบไม้ได้เลย
  5. ตั้งเตารอให้ร้อนนำเนื้อที่หมักมาปิ้งได้เลยส่วนผักให้นำมาปิ้งให้สุกก่อนแล้วค่อยทาด้วยหม่าล่า
  6. เสร็จแล้วก็เรียงใส่ถาด อยากกินเท่าไหร่ก็ปิ้งเท่านั้นเลยค่ะ

อ้างอิง food.mthai.com , ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

รวม 4 สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ ดื่มแล้วไร้สิว ตัวเบาหวิว หน้าท้องลด!

รวม 4 สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ ดื่มแล้วไร้สิว ตัวเบาหวิว หน้าท้องลด!

ท้องผูก เรอบ่อย หน้ามัน สิวขึ้น มีกลิ่นปาก หน้าท้องป่อง ฯลฯ เชื่อว่าหลายคนกำลังเจอปัญหาเหล่านี้อยู่ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะคนยุคใหม่ที่มีชีวิตเร่งรีบไปเกือบทุกอย่าง แต่อาจมีน้อยคนที่รู้ว่าทางออกที่แท้จริงไม่ใช่การทานยาถ่าย สรรหาสกินแคร์ราคาแพง หรือซื้อยาสีฟันดับกลิ่นปากนะคะ เพราะต้นตอที่แท้จริงอาจมาจาก “ลำไส้” ของเรานี่เองค่ะ

มะเร็งลำไส้ เพชฌฆาตเงียบจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ มาทำความรู้จักกับโรคให้ดียิ่งขึ้น แล้วถามตัวเองอีกที วันนี้คุณดูแลสุขภาพแล้วหรือยัง ?

โรคมะเร็ง เป็นโรคที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ที่ถือเป็นหนึ่งในสามของชนิดมะเร็งที่คนไทยเป็นมากที่สุด โดยในแต่ละปีนั้นมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้นี้มากขึ้นนับร้อยคน วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกกับเจ้ามะเร็งชนิดนี้ เพื่อที่จะได้ตระหนักถึงความอันตรายและหันกลับมาดูแลรักษาสุขภาพของเราให้ดีมากยิ่งขึ้น

มะเร็งลำไส้ เกิดจากอะไร ?

โรคมะเร็งลำไส้ เป็นความผิดปกติของเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณลำไส้ที่เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้มีการแบ่งตัวและเพิ่มขึ้นของขนาดเยื่อบุอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้ จากนั้นเมื่อเซลล์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็จะเกิดติ่งเนื้อหรือเนื้องอกขึ้นในลำไส้ ซึ่งเนื้องอกอาจจะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่ก็ได้ แต่หากกลายเป็นมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะลุกลามไปยังชั้นกล้ามเนื้อและส่วนต่าง ๆ ของลำไส้ผ่านท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือด และไปปรากฏยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เรียกว่า “มะเร็งแพร่กระจาย”

โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดเซลล์มะเร็งในลำไส้นั้นก็เช่นเดียวโรคมะเร็งอื่น ๆ อีกหลายชนิด คือยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่แพทย์มีการคาดว่าอาจจะเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัยร่วมกัน เช่น การถ่ายทอดของยีนที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ และอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย อย่างเช่น การบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ได้แก่ เนื้อแดง อาหารไขมันสูง การไม่บริโภคผัก-ผลไม้ การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือการมีสารพิษตกค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน

นอกจากนี้ความผิดปกติที่เกิดในลำไส้หรือระบบขับถ่ายก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้ อาทิ ท้องผูกเรื้อรัง หรือโรคลำไส้แปรปรวน เป็นต้น ทั้งนี้อัตราการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ของทั้งเพศชายและหญิงอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน

มะเร็งลำไส้ ใครคือกลุ่มเสี่ยง ?

โรคมะเร็งลำไส้แม้จะมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง แต่สำหรับบางคนบางกลุ่ม อาจมีความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้สูงกว่าคนอื่น โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรระมัดระวังให้มากขึ้นมีดังนี้

– ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารที่ผ่านการปิ้งย่างจนไหม้เกรียมเป็นประจำ และกินอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์น้อย
– ผู้ที่ชอบดื่มเหล้า สูบบุหรี่
– ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย ชอบนั่งอยู่กับที่นาน ๆ ไม่ค่อยมีการขยับไป-มา
– มากกว่า 90% ของมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดในคนที่อายุมากกว่า 50 ปี
– มีประวัติเคยเป็นมะเร็งลำไส้ หรือเคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ชนิด Adenomatous polyps
– มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ หรือเคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ชนิด Adenomatous polyps
– มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ
– มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย เช่น ลำไส้อักเสบ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะลำไส้แปรปรวน หรือโรคโครห์น (Crohn’s disease)
– มีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่าง แต่ในกรณีนี้พบได้น้อยมาก

อาการมะเร็งลำไส้ มีสัญญาณเตือนเบื้องต้นอะไรบ้าง

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการของโรคมะเร็งจะเริ่มต้นจากสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ที่เราอาจมองข้าม ซึ่งอาการเหล่านี้ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหากละเลยก็อาจทำให้อาการยิ่งรุนแรงขึ้น ดังนั้นเราจึงควรสังเกตตัวเองว่ามีอาการผิดปกติเหล่านี้หรือไม่เพื่อที่จะได้พบแพทย์ และเริ่มต้นการรักษาได้ไวขึ้นค่ะ

1. น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะรับประทานอาหารในปริมาณเท่าเดิม
2. ลักษณะของอุจจาระเปลี่ยนไป อาจมีขนาดเล็กลง หรือมีเลือดออกมาปะปนด้วย
3. ท้องผูก และท้องเสียสลับกันบ่อยผิดปกติ หรืออาจมีอาการท้องผูกเรื้อรัง
4. ท้องอืด ท้องเฟ้อ บ่อยผิดปกติ และมักมีอาการปวดบริเวณท้องช่วงล่าง
5. ความอยากอาหารลดลง เพราะเมื่อมีก้อนเนื้ออยู่ในลำไส้ การทำงานของลำไส้จะช้าลง ส่งผลให้ไม่รู้สึกหิว
6. เกิดอาการอ่อนเพลียผิดปกติ เพราะการสูญเสียเลือดจากการที่มีเลือดออกในลำไส้เนื่องจากเนื้องอก จะส่งผลให้เกิดความอ่อนเพลีย ซึ่งถ้าหากเสียเลือดมากเกินไปอาจถึงขั้นช็อกได้
7. คลื่นไส้ อาเจียน หากอยู่ดี ๆ เริ่มมีอาการอาเจียนบ่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ที่เกิดจากมะเร็งทำให้เกิดอาการนี้ได้

มะเร็งลำไส้ อาการเป็นอย่างไร ปวดท้องแบบไหน ?

ส่วนใหญ่แล้วอาการของมะเร็งลำไส้จะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเนื้อและตำแหน่งของมะเร็ง โดยหลัก ๆ แล้วจะมีการพบก้อนเนื้อบริเวณลำไส้ส่วนต่าง ๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

– บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านขวา

หากผู้ป่วยมีก้อนเนื้อมะเร็งที่บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านขวา จะทำให้มีอาการอ่อนเพลีย โลหิตจาง มีเลือดออกในทางเดินอาหาร บางรายอาจมีอาการปวดหน่วง ๆ ที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา หากคลำบริเวณท้องก็จะพบก้อนเนื้ออยู่ด้วย ในกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยพบอาการลำไส้อุดตัน

– บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านซ้าย

ก้อนเนื้อมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ด้านซ้ายจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการลำไส้อุดตันจากก้อนมะเร็ง หรือมีการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติ มีอาการท้องผูก ปวดท้อง อาเจียน ไม่ผายลม บางรายอาจไม่มีการถ่ายอุจจาระเลย หรือถ้าถ่ายออกมาก็อาจมีเลือดปนออกมาด้วย

– บริเวณลำไส้ตรง

เนื่องจากลำไส้ตรงเป็นส่วนปลายของลำไส้ที่อยู่ใกล้ทวารหนัก หากผู้ป่วยมีก้อนเนื้อบริเวณนี้ก็อาจจะมีอาการปวดทวารหนักอย่างรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด เมื่อถ่ายและก็อาจจะถ่ายไม่สุด บางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณขาหนีบโต หรือมีก้อนเนื้อออกมาจากทวารหนักที่ไม่ใช่ริดสีดวง

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีก้อนเนื้อมะเร็งในลำไส้ใหญ่ซึ่งมีอาการลำไส้อุดตัน จะมีอาการปวดท้องรุนแรงคล้ายลำไส้ถูกบิดอยู่เป็นระยะ อาจมีอาการถ่ายไม่ออก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้หากอยู่ในระยะเริ่มแรกก็สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงจากสีอุจจาระ หากมีความผิดปกติก็ควรไปพบแพทย์ก่อนจะดีที่สุดค่ะ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีกี่ระยะ

มะเร็งลำไส้ใหญ่มีทั้งหมด 4 ระยะ ซึ่งในแต่ละระยะมีอัตราการหายขาดจากโรคที่แตกต่างกันไป ดังนี้

มะเร็งลำไส้ ระยะแรก (ระยะที่ 1) – ระยะเริ่มแรก เป็นระยะที่ยังไม่มีการลุกลาม จึงสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด อัตราการหายขาดอยู่ที่ 95%

มะเร็งลำไส้ ระยะที่ 2 – เป็นระยะที่เริ่มลุกลาม โดยเซลล์มะเร็งจะทะลุเข้ามาในชั้นกล้ามเนื้อของลำไส้ และอาจลามไปถึงเยื่อหุ้มลำไส้ เนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ หรืออวัยวะข้างเคียง จำเป็นต้องได้รับการรักษาทั้งแบบผ่าตัด และเคมีบำบัดควบคู่กันไป มีโอกาสหายขาดถึง 80-90% แต่ถ้าหากรักษาด้วยการผ่าตัดอย่างเดียวโอกาสจะอยู่ที่ 70%

มะเร็งลำไส้ ระยะที่ 3 – มะเร็งจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง ทำให้ต้องทำการผ่าตัดนำต่อมน้ำเหลืองออกให้มากที่สุด และต้องมีการทำเคมีบำบัดด้วยเพื่อไม่ให้มะเร็งฟื้นตัวและกลับมาลุกลามได้ ระยะนี้โอกาสหายขาดอยู่ที่ 60%

มะเร็งลำไส้ ระยะสุดท้าย (ระยะที่ 4) – ถือเป็นระยะที่ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากมะเร็งจะแพร่กระจายไปที่อวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ปอด หรือกระดูก ในการรักษาจะต้องทำการผ่าตัดเพื่อตัดอวัยวะบางส่วนที่เป็นมะเร็งออก และทำเคมีบำบัดร่วมด้วย ในระยะนี้หากได้รับการรักษาที่ต่อเนื่องโอกาสหายขาดก็เทียบเท่ากับระยะที่ 3

การตรวจมะเร็งลำไส้ มีวิธีใดบ้าง

ในการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาโรคมะเร็งลำไส้สามารถทำได้หลายวิธี มีตั้งแต่วิธีเบื้องต้นไปจนถึงการตรวจทางพยาธิวิทยา โดยแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติครอบครัว ประวัติส่วนตัว ตรวจร่างกายโดยทั่วไปแล้วจึงจะเข้าสู่การตรวจเฉพาะทาง มีวิธีตรวจดังนี้

1. การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก

วิธีนี้ถือเป็นการตรวจแบบเบื้องต้น โดยแพทย์จะสวมถุงมือและทาครีมหล่อลื่นแล้วจึงจะตรวจบริเวณปากทางของทวารหนัก เพื่อตรวจดูว่ามีก้อนเนื้อแปลกปลอมอะไรหรือไม่

2. ตรวจหาเลือดในอุจจาระ

แพทย์จะสั่งให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจงดเนื้อสัตว์และเลือดสัตว์ รวมทั้งอาหารเสริมบำรุงเลือดต่าง ๆ ที่อาจใช้อยู่เป็นเวลา 3 วัน จากนั้นก็จะนำตัวอย่างอุจจาระที่ได้ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งถ้าหากมีเลือดปนอยู่ในอุจจาระก็แปลว่าภายในระบบทางเดินอาหารอาจมีเลือดออก แพทย์ก็จะส่งตัวให้ไปทำการตรวจอย่างละเอียดในขั้นต่อไป

3. การส่องกล้อง

การส่องกล้องเพื่อตรวจวินิจฉัยมีทั้งหมด 2 แบบคือ แบบที่ตรวจเฉพาะลำไส้ส่วนล่าง เรียกว่า Sigmoidoscope และการส่องกล้องเพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่ทั้งหมด เรียกว่า Colonoscopy

4. การกลืนสีหรือแป้ง (barium enema)

นอกจากส่องกล้องแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่สามารถตรวจหาก้อนเนื้อได้ก็คือการกลืนสารทึบรังสี แล้วเอกซเรย์เพื่อดูความผิดปกติของลำไส้ใหญ่

5. การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ

หากพบความผิดปกติของลำไส้หลังจากเอกซเรย์ หรือขณะที่กำลังส่องกล้อง แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ถ้าหากใช่ แพทย์ก็จะวางแผนสำหรับการรักษาต่อไป

มะเร็งลำไส้ รักษาอย่างไร ?

หลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้แล้ว แพทย์จะตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งว่าอาการที่เป็นอยู่ในระยะใด จากนั้นจึงจะเริ่มต้นวางแผนสำหรับการรักษา ทั้งนี้แพทย์จะต้องเช็กสภาพความพร้อมของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสุขภาพ อายุ และระยะของมะเร็ง แล้วถึงจะวางแผนการรักษาได้ โดยวิธีการรักษาที่ใช้อยู่กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่

1. การผ่าตัด

การผ่าตัดถือเป็นวิธีการรักษาเบื้องต้นของโรคมะเร็ง โดยแพทย์จะแนะนำให้ทำการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย ส่วนใหญ่แล้วหากเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรกจะใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว โดยจะผ่าตัดนำลำไส้ส่วนที่เสียออกแล้วนำลำไส้ที่เหลือมาต่อกัน แต่ถ้าหากส่วนที่เป็นมะเร็งนั้นอยู่ใกล้ทวารหนักก็อาจมีการตัดทวารหนักทิ้ง และให้ผู้ป่วยใช้การอุจจาระผ่านทางหน้าท้อง จากนั้นแพทย์ก็จะทำการติดตามผลอย่างใกล้ชิดจนมั่นใจว่าจะไม่มีการกลับมาเป็นซ้ำอีก แต่ถ้าหากผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ 2 ขึ้นไป ก็จะเพิ่มการรักษาด้วยรังสีหรือเคมีบำบัดตามมาหลังการผ่าตัดด้วยเพื่อให้ ทำลายเซลล์มะเร็งให้หมด ไม่ให้หลงเหลือจนเกิดมะเร็งซ้ำ

2. รังสีรักษา

รังสีรักษาเป็นการรักษาที่ใช้รังสีทำลายเซลล์มะเร็งในบริเวณที่เกิดโรค วิธีนี้สามารถลดขนาดของก้อนเนื้อมะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็งได้เกือบทั้งหมด ทำให้สามารถผ่าตัดได้ง่ายขึ้น โดยการใช้รังสีรักษาจะทำได้ทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด แต่ปัจจุบันนี้แพทย์นิยมให้ใช้การรักษาด้วยรังสีก่อนการผ่าตัด เนื่องจากได้ผลที่ดีกว่า แต่การให้รังสีหลังผ่าตัดก็สามารถป้องกันการเกิดซ้ำของโรค และลดการนำลำไส้มาเปิดไว้ที่หน้าท้องได้เช่นกัน

3. เคมีบำบัด

การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้ร่วมกับการผ่าตัด โดยผู้ป่วยหลังจากได้รับการผ่าตัดแล้วก็จะต้องได้รับยาเคมีบำบัดเพิ่มเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาแบบนี้จะต้องเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่ 2 เป็นต้นไป หรือมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ การใช้เคมีบำบัดสามารถเพิ่มโอกาสรอดของผู้ป่วยได้มากเลยทีเดียว ขณะที่ในบางรายที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ การรักษาด้วยเคมีบำบัดก็จะกลายเป็นการรักษาหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย ลดความทรมานจากมะเร็ง แต่จะไม่สามารถทำให้หายขาดได้ค่ะ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันอย่างไร

ถึงสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ได้ แต่เราก็สามารถลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้ในหลาย ๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เนื้อแดงก็ควรรับประทานให้น้อยลง อีกทั้งยังควรดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นปกติอยู่เสมอ อย่าให้เกิดลำไส้อักเสบ ลำไส้แปรปรวน หรืออาการท้องผูกบ่อย ๆ ซึ่งถ้าหากคุณมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายเรื้อรัง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังควรตรวจหาความเสี่ยงโรคมะเร็งอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งค่ะ

ป่วยมะเร็งลําไส้ กินอะไรได้บ้าง หรือห้ามกินอะไร

หากป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจคือการเลือกรับประทานอาหารให้ถูกโภชนาการ โดยชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง แนะนำว่าผู้ป่วยควรจัดอาหารดังนี้

– คาร์โบไฮเดรต ควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและมีใยอาหารมาก ๆ เช่น ข้าวกล้อง เพราะใยอาหารจะช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งและน้ำดีแล้วขับออกจากร่างกาย

– โปรตีน ควรทานวันละ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สามารถทานเนื้อสัตว์ได้ แต่ควรเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แฮม เพราะมีสารไนไตรท์ที่กระตุ้นการเกิดมะเร็งมากขึ้น ส่วนโปรตีนชนิดอื่นที่ควรทาน เช่น ไข่ และถั่ว เช่น ถั่วเหลือง

– ไขมัน เลี่ยงไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ หันไปทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวแทน เช่น ไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 และ 6 ซึ่งพบได้ในน้ำมันปลา แต่ไม่ควรทานวิตามินเสริม หรือน้ำมันปลา เพราะจะทำให้ได้รับไขมันเกินความจำเป็น นอกจากนี้ ควรเลี่ยงไขมันที่เกิดจากการปิ้งย่างหรือน้ำมันทอดซ้ำที่มีสารก่อมะเร็งโดยตรง

– ผัก หากผู้ป่วยมีอาการท้องอืดควรเลี่ยงผักที่มีใยอาหารมาก ๆ รวมทั้งผักกลิ่นฉุนที่มีสารกำมะถันอยู่มาก เช่น ต้นหอม หัวหอมใหญ่ ส่วนผักที่ควรรับประทานคือผักในตระกูลกะหล่ำ ซึ่งมีงานวิจัยพบว่ามีผลดีต่อการป้องกันและต่อต้านมะเร็งลำไส้ แต่ควรล้างให้สะอาด

– ผลไม้ สามารถทานได้ทุกชนิด โดยเฉพาะผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เช่น ฝรั่ง แอปเปิล ยกเว้นผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดมาควรเลือกทานผลไม้ที่ย่อยง่าย เช่น มะละกอสุก ส้ม แก้วมังกร เป็นต้น และหลังจากการรับประทานผลไม้เส้นใยสูงแล้ว ควรเพิ่มการดื่มน้ำให้มากขึ้นเพื่อป้องกันการอุดตันของลำไส้จากเส้นใยอาหาร

โรคมะเร็งลำไส้ เป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด อย่าปล่อยให้วิถีการดำเนินชีวิตของคุณต้องเข้าไปใกล้ความเสี่ยงโรคมะเร็งเลยจะดีกว่า เพราะเมื่อเจ้าโรคนี้เข้ามาอยู่ในชีวิตแล้ว สิ่งที่ต้องเสียไปย่อมไม่คุ้มกันเลย หันกลับมารักตัวเองให้มากอีกนิดจะได้มีอายุที่ยืนยาวนะคะ

ทำไมต้องใช้ สูตรดีท็อกซ์ลำไส้

ฟังดูเหลือเชื่อแต่มันคือเรื่องจริงว่าเฉพาะพื้นผิวลำไส้เล็ก ก็มีขนาดถึง 250 ตารางเมตร หรือเท่ากับสนามเทนนิส 2 สนามเลยทีเดียว!!! แต่เมื่ออยู่ในช่องท้องของเราจะมีรูปทรงหดย่นพับไปพับมา และเต็มไปด้วยซอกมากมาย และซอกตามรอยพับนี่แหละค่ะ ที่เป็นแหล่งสะสมของ “ตะกรันลำไส้” ที่เกิดจากการทานอาหารมันๆ ย่อยยาก รวมถึงอุจจาระเก่าที่ตกค้างจากการขับถ่ายไม่เป็นเวลา อาจดูน่าตกใจ แต่เชื่อหรือไม่ว่ามันสามารถสะสมอยู่ในลำไส้ของเราได้หลายกิโลกรัมเลยทีเดียวนะคะ

ลำไส้ที่มีตะกรันสะสมมากๆ เสี่ยงกับอะไรบ้าง

-เป็นสิว ผิวพรรณไม่สดใส
-มีกลิ่นตัว
-มีกลิ่นปากแบบไม่ทราบสาเหตุ
-ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย
-ถ่ายยาก ถ่ายไม่สุด
-ท้องผูก ขับถ่ายไม่เป็นเวลา
-มีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง หรือท้องเสียบ่อย
-มีอาการคล้ายกรดไหลย้อน (ซึ่งเกิดจากแก๊สในลำไส้)
-เสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้

ดังนั้น ใครที่มีปัญหาตามที่ว่ามา ควรหันมาทานผักผลไม้ให้มากขึ้น และลองมาทำ สูตรดีทอกซ์ลำไส้ แบบฉบับโฮมเมดกันนะคะ ทำเองไม่ยาก แต่บอกเลยว่าได้ผลดีมาก แถมประโยชน์เพียบ!!!

**แต่ละสูตรใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่ทานได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีโรคประจำตัวหรือมีแผลในระบบทางเดินอาหาร แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ก่อนนะคะ**

สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ สูตรที่ 1
น้ำมะนาว+น้ำอุ่น

สูตรนี้ง่ายสุดๆ แต่ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ หากดื่มหลังตื่นนอน (ก่อนอาหารเช้า) ได้ต่อเนื่องกันทุกวัน จะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในอาทิตย์แรก และหากทำได้ครบ 21 วัน ทั้งสุขภาพภายในและผิวพรรณภายนอกจะดีขึ้น จนคนรอบข้างต้องทักเชียวล่ะค่ะ

ส่วนผสม
มะนาวครึ่งลูก
น้ำเปล่า 2-4 แก้ว

วิธีทำ
1. ผ่ามะนาวตามแนวนอนครึ่งลูก (อีกครึ่งสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้)
2. บีบน้ำมะนาวใส่น้ำอุ่น คนให้เข้ากัน แล้วดื่มทันที โดยดื่มเป็นอย่างแรกหลังตื่นนอน และดื่มก่อนรับประทานอาหารเช้า

สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ สูตรที่ 2
เม็ดแมงลัก+น้ำอุ่น

เม็ดแมงลักสามารถพองตัวได้หลายเท่าและยังมีกากใยอาหารที่ช่วยกระตุ้นประสาทรอบๆ ลำไส้ ทำให้เกิดความรู้สึกอยากถ่าย และยังช่วยดูดซับไขมันไม่ดี (LDL-cholesterol) ให้ขับออกมาพร้อมกับอุจจาระอีกด้วย ได้ประโยชน์สองต่อเลยทีเดียวค่ะ

ส่วนผสม
เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา
น้ำอุ่น 1 แก้ว

วิธีทำ
1. ล้างเม็ดแมงลักผ่านตะแกรงให้สะอาด
2. แช่เม็ดแมงลักในน้ำอุ่นประมาณ 30 นาทีให้พองเต็มที่
3. ดื่มก่อนนอนสัก 1-2 ชั่วโมง (เพื่อไม่ให้ปวดปัสสาวะกลางดึก) ดื่มได้ทุกวัน หรือจะดื่มอาทิตย์ละ 3-4 วันก็ได้ค่ะ

สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ สูตรที่ 3
น้ำผึ้ง+มะนาว+โยเกิร์ต+นมสด

สำหรับสูตรนี้รสชาติดีทีเดียวค่ะ หากใครยังไม่เคยลองแนะนำให้ทำช่วงวันหยุดหรือมีเวลาก่อนออกจากบ้านอย่างน้อย 40 นาที จะได้สะดวกเข้าห้องน้ำนะคะ โดยดื่มเป็นอย่างแรกหลังตื่นนอน จะช่วยกระตุ้นการขับถ่าย เหมาะกับคนที่ท้องผูกบ่อยๆ ค่ะ

ส่วนผสม
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ½ ถ้วย
มะนาว ½ ลูก
น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
นมสด UHT รสจืด 1 กล่อง (ประมาณ 200 มล.)
*ควรเลือกนมโคแท้ 100% เท่านั้น เพราะมีคุณค่าทางอาหารเต็มที่ค่ะ

วิธีทำ
1. บีบน้ำมะนาวใส่แก้ว ตามด้วยน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา หรือกะประมาณ 1/3 ของช้อนโต๊ะ
2. ใส่โยเกิร์ตลงไปครึ่งถ้วย
3. สำหรับนมสด หากแช่เย็นมาควรนำไปอุ่นให้หายเย็น (แต่ไม่ถึงกับร้อน) แล้วเทลงในแก้วเป็นลำดับสุดท้าย
4. คนให้เข้ากันจนกระทั่งน้ำผึ้งไม่ติดช้อน ก็ดื่มได้ทันที หลังจากนั้นจึงดื่มน้ำอุ่นตามอีกสักครึ่งแก้วค่ะ

สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ สูตรที่ 4
น้ำมะละกอดิบต้ม


ส่วนผสม
มะละกอดิบ 1/2 ลูก ปอกเปลือก เอาเมล็ดออกให้หมดแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ
น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง

วิธีทำ
ต้มมะละกอดิบในน้ำสะอาดประมาณ 15 นาที พักไว้ให้เย็น สามารถใส่ตู้เย็นเก็บไว้ดื่มได้หลายวัน โดยดื่ม 1 แก้วก่อนนอน เมื่อตื่นเช้ามาให้ดื่มน้ำอุ่นอีก 1 แก้ว ก็จะช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้นค่ะ

แต่ละสูตรใช้วัตถุดิบที่หาได้ไม่ยากในบ้านเราทั้งนั้นเลย ดังนั้นจึงสามารถทำเวียนกันไปแต่ละสูตรได้ตามความชอบเลยค่ะ และถ้าหากอยากให้ได้ผลดียิ่งขึ้นล่ะก็ ควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายหน้าท้อง เพื่อกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่ายได้ดี ก็จะยิ่งแฮปปี้กับผลลัพธ์แบบคูณสองเลยล่ะค่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ศูนย์มะเร็ง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
สมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่
โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง

รู้หรือไม่ !?! กระเจี๊ยบ กินถูกวิธี ช่วยลดน้ำหนัก สลายไขมันได้!

กระเจี๊ยบ กินถูกวิธี ช่วยลดน้ำหนักได้

กระเจี๊ยบแดง มีสรรพคุณในการเป็นยาขับปัสสาวะ ขับยูริก ช่วยลดการอักเสบของไต ลดความดันโลหิตสูง ลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันในเลือด Anthrocyanin ที่เป็นส่วนประกอบของสารสีแดงในกระเจี๊ยบ มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ช่วยปกป้องตับไม่ให้ถูกทำลาย

การกิน คือ การนำกลีบเลี้ยง (หรือส่วนที่เราใช้ต้มน้ำกระเจี๊ยบ) มาต้มหรือชงน้ำดื่ม ครั้งละ 5-10 กรัม หรือถ้าใช้ใบตากแห้งต้มน้ำดื่ม ก็จะช่วยบรรเทาอาการไอ

นอกเหนือไปจากการใช้เพื่อรักษาโรคแล้ว กระเจี๊ยบยังมีสรรพคุณในด้านความงามด้วย นั่นคือ ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้

โดยมีการศึกษาในหนูอ้วนที่ได้รับน้ำต้มกระเจี๊ยบกินต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน พบว่า ช่วยให้น้ำหนักของหนูลดลงได้ ช่วยควบคุมน้ำหนักในหนูโดยไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อตับ ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ก็ลดลงไปพร้อมกันด้วย เช่นเดียวกับลูกค้าอภัยภูเบศรท่านหนึ่ง ที่ซื้อชาชงสมุนไพรกระเจี๊ยบของอภัยภูเบศรไปกินเป็นประจำสม่ำ เสมอ หลังจากกินไปสักระยะก็พบว่าน้ำหนักลดลงมากจนมีคนทัก และได้ลองแนะนำให้คนในครอบครัวกินก็พบว่า ได้ผลเช่นเดียวกัน จึงได้มาบอกเล่าให้กับทีมพนักงานอภัยภูเบศรได้รับทราบและเผยแพร่ต่อไป

ซึ่งเราก็คิดว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก ถ้าใครจะนำไปใช้หรือลองกินกันดูก็ไม่เสียหาย และในส่วนของกากหลังจากต้มน้ำกระเจี๊ยบแล้ว ก็ยังมีประโยชน์ คือ มีไฟเบอร์สูง ช่วยระบาย ทำให้อุจจาระนุ่ม หรือนำไปเป็นส่วนผสมในการทำขนม คุกกี้ ก็จัดเป็นขนมสุขภาพได้อีกแบบหนึ่ง ทราบแบบนี้แล้ว ใครที่กำลังหาวิธีลดน้ำหนักอยู่ ลองพิจารณากระเจี๊ยบดู

วิธีทำน้ำกระเจี๊ยบ

สำหรับส่วนผสมในการทำน้ำกระเจี๊ยบนั้นก็มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น โดยจะเน้นดอกกระเจี๊ยบเป็นหลัก ซึ่งก็มีส่วนผสมที่ต้องเตรียมดังนี้

1. ดอกกระเจี๊ยบแดง 150 กรัม (แบบสดหรือแห้งก็ได้)

2. น้ำ 4 ถ้วย

3. เกลือป่น ½ ช้อนชา

4. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย

5. น้ำแข็งก้อนเล็กหรือน้ำแข็งยูนิค

6. กลีบดอกกระเจี๊ยบ (เอาไว้เพื่อตกแต่ง)

 

วิธีทำ

เมื่อเตรียมส่วนผสมเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนการทำแบบง่ายๆ กันเลย

1. นำกระเจี๊ยบแดงที่เตรียมไว้มาล้างน้ำให้สะอาด ล้างทั้งดอกโดยไม่ต้องแกะกลีบออก จากนั้นนำใส่หม้อที่จะต้ม

2. ใส่น้ำที่เตรียมไว้ประมาณ 4 ถ้วยลงในหม้อ จากนั้นนำไปตั้งไฟกลางๆ จนเดือด

3. ลดไฟให้อ่อนลง จากนั้นต้มต่ออีกประมาณ 15-20 นาที จะได้น้ำกระเจี๊ยบสีแดงสวย น่าดื่มสุดๆ

4. เมื่อน้ำกระเจี๊ยบได้ที่แล้ว ให้เติมน้ำตาลและเกลือลงไป จากนั้นต้มต่ออีกนิดเพื่อให้เกลือและน้ำตาลละลาย ได้รสชาติที่อร่อยกลมกล่อม น่ารับประทาน

5. ปิดไฟ ยกหม้อ แล้วนำน้ำกระเจี๊ยบที่ได้มากรองอาแต่น้ำ ส่วนดอกกระเจี๊ยบให้ใส่ถ้วยเก็บไว้ อย่าพิ่งทิ้ง เพราะสามารถนำมาทานได้เช่นกัน

6. ตั้งให้เย็น หรือจะรอให้อุ่นแล้วนำมาดื่มทันทีเลยก็ได้ หากได้ดื่มกับน้ำแข็งด้วยแล้ว จะให้ความรู้สึกสดชื่น ชุ่มคอ เหมาะกับช่วงหน้าร้อนที่สุดเลยทีเดียว

7. หากใครอยากให้น้ำกระเจี๊ยบดูมีสีสันและน่าดื่มมากขึ้น ให้นำกลีบดอกกระเจี๊ยบที่เตรียมไว้ มาตกแต่ง แค่นี้ก็จะได้เมนูน้ำกระเจี๊ยบที่ทั้งอร่อยและมีหน้าตาที่ดูน่าทานยิ่งขึ้นแล้วล่ะ

ไม่ยากเลยใช่ไหมเอ่ยกับการทำน้ำกระเจี๊ยบดื่มเอง ในวันที่อากาศร้อนสุดๆ ซึ่งน้ำกระเจี๊ยบจะให้ความรู้สึกชุ่มคอ สดชื่น และดับร้อนได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีประโยชน์อีกมากมาย ที่รู้แล้วคุณจะต้องอยากดื่มน้ำกระเจี๊ยบบ่อยๆ แน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก อภัยภูเบศรสาร ฉบับที่ 92 คอลัมน์ คนงามเพราะแต่ง โดย ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร