บทสรุป จุ่มลวกช้อนในหม้อหุงข้าว ฆ่าเชื้อได้จริงหรือ?

บทสรุป จุ่มลวกช้อนในหม้อหุงข้าว ฆ่าเชื้อได้จริงหรือ?

ก่อนหน้านี้ เคยมีคำแนะนำเกี่ยวกับการลวกช้อนในหม้อหุงข้าว จากนายสง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการกรมอนามัย ในฐานะอุปนายกสมาคมโภชนาการ เปิดเผยว่าร้านอาหารหลายแห่ง โดยเฉพาะร้านที่อยู่ในโรงอาหาร เจ้าของร้านหลายแห่งนำเอาน้ำใส่หม้อหุงข้าวเสียบปลั๊ก ให้ลูกค้าใช้ช้อนจุ่มลงไป เพื่อลวกทำความสะอาดก่อนรับประทานอาหาร เพื่อความมั่นใจในความสะอาดนั้น หลายคนถกเถียงกันว่าวิธีการเช่นนี้จะช่วยทำความสะอาดช้อนกินข้าว หรือเป็นการเพิ่มปริมาณเชื้อโรคให้กับช้อนข้าวมากขึ้นกันแน่

เรื่องนี้ยังไม่มีการทำวิจัยและสำรวจอย่างจริงจังของกระทรวงสาธารณสุข แต่ตามหลักการแล้ว ช้อนที่ผ่านการล้างอย่างสะอาด และเก็บไว้ในที่มิดชิด หรือมีผ้าสะอาดคลุมให้พ้นจากฝุ่นละออง ไม่จำ เป็นต้องลวกช้อนในหม้อหุงข้าวซ้ำอีก เพราะน้ำในหม้อหุงข้าวไม่ใช่น้ำเดือด และคนที่เอาช้อนลงไปจุ่มส่วนใหญ่ก็จุ่มแป๊บเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่มีผลอะไรกับการตายของเชื้อโรคเลย หากต้องการจะฆ่าเชื้อโรคจริงๆ น้ำต้องเดือด และต้องใช้เวลาจุ่ม 1 นาทีขึ้นไปเชื้อโรคถึงจะตาย

สำหรับเรื่องที่พูดกันว่าการเอาช้อนจุ่มในหม้อหุงข้าวที่ไม่เดือดของคนหลายๆ จะยิ่งเพิ่มปริมาณเชื้อโรคในหม้อหุงข้าวให้มากขึ้น ส่งผลให้คนที่เอาช้อนจุ่มช่วงหลังๆ รับเชื้อโรคมากขึ้นนั้น เรื่องนี้อาจจะเป็นไปได้ หากมีคนเอาช้อนสกปรกหรือช้อนที่ใช้แล้วจุ่มลงไป แล้วมีผู้อื่นมาใช้น้ำในหม้อหุงข้าวใบนั้นต่อ

ล่าสุดก็มีบทความที่พูดถึงเรื่องการลวกช้อน จาก ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน ไว้ดังนี้

วันนี้ผมจะมาสรุป เรื่องการจุ่มลวกช้อนในหม้อหุงข้าว มันกำจัดแบคทีเรียได้จริงไหม? โปรดฟังข้อเท็จจริงด้วยใจเป็นกลางนะครับ

จากการศึกษา พบว่า น้ำที่อุณหภูมิสูงตั้งแต่ 65 องศาเซลเซียสสามารถลดเชื้อได้ (ไม่ใช่กำจัดหมดนะ) เฉพาะน้ำที่เปลี่ยนใหม่ๆ ในห้องทดลอง หรือมีการจุ่มไม่กี่ครั้งเท่านั้น

ความจริงที่หลายคนไม่อยากรู้ก็คือ เมื่อวัดอุณหภูมิน้ำในหม้อหุงข้าวส่วนใหญ่ที่เปิดฝา พบว่าอุณหภูมิไม่ถึง 65 นั่นเท่ากับว่ามันกำจัดเชื้อไม่ได้เลยครับ ห๊ะ!!

เมื่อทดลองเอาน้ำในหม้อหุงข้าวตามโรงอาหารมาตรวจสอบ พบว่า แบคทีเรียจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาซะงั้น แม้ว่าอุณหภูมิบางช่วงจะสูงถึง 95 องศา ก็ยังพบว่าเชื้อเพิ่มจำนวนในหม้อหุงข้าวได้ เมื่อทดลองจุ่มช้อนลงไป ก็พบว่าแบคทีเรียติดมากับช้อนได้ แถมยังมีจำนวนเชื้อมากกว่าก่อนที่จะจุ่มซะอีก

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กำหนดให้จานช้อนส้อม ต้องมีจุลชีพไม่เกิน 1,000 โคโลนี อ๊ะ!!! แล้วช้อนในโรงอาหารก่อนจุ่มมีเชื้อเท่าไหร่ เย้! ไม่เกินเกณฑ์ครับเฉลี่ยประมาณ 300 โคโลนีเอง เมื่อจุ่มลงไปในหม้อ ก็จะมีแบคทีเรียติดเพิ่มขึ้นมาบนช้อนได้อีกประมาณนึง

ดังนั้น แท้จริงแล้ว จุดเริ่มต้นเราควรกำกับดูแลร้านค้าให้รักษาสุขอนามัยล้างจานช้อนให้สะอาด มีความตระหนักที่จะปกป้องผู้บริโภคอย่างจริงใจ

“เพิ่มความตระหนักในการล้างช้อน ดีกว่านำมาจุ่มน้ำร้อนในภายหลัง”

และยังมีบทคัดย่องานวิจัยของนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ค่ะ ผู้วิจัยเก็บตัวอย่างน้ำที่ใช้ลวกช้อน และพิสูจน์เชื้อด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงจากการใช้ไม้พันสำลีปราศจากเชื้อป้าย (swab) ช้อน ส้อม และตะเกียบ พบว่า

1. ตัวอย่างน้ำในหม้อลวกช้อน มีเชื้อแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารกลุ่มโคลิฟอร์ม เช่น Escherichia coli, Klebsiella pneumoniae และ Enterobacter spp.

2. ผลจากการเพาะเชื้อจากการ swab ช้อน ส้อม ตะเกียบ พบว่ายังมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ค่ะ แต่พบเชื้อจำนวนน้อยกว่าเมื่อทำการลวกเพื่อทำความสะอาดแล้ว ผู้วิจัยสรุปว่า

“…การลวกช้อน ส้อม และตะเกียบในอุปกรณ์สำหรับลวกช้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ แต่จะเป็นการเพิ่มจำนวนเชื้อโรคที่มีการปนเปื้อนอยู่ในน้ำจากอุปกรณ์สำหรับลวกช้อน…”

อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ย้ำชัด การจุ่มช้อนและส้อมในหม้อหุงข้าวไม่ช่วยฆ่าเชื้อโรค แถมยังเป็นการเพิ่มจำนวนเชื้อโรคที่มีการปนเปื้อนอยู่ในน้ำจากอุปกรณ์สำหรับลวกช้อนด้วยซ้ำไป

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงว่า ตามที่บรรดาฟู้ดคอร์ทในห้างสรรพสินค้านำหม้อหุงข้าวมาใส่น้ำและต้มให้เดือด เพื่อให้เหล่าลูกค้านำช้อมส้อมไปจุ่มน้ำร้อนฆ่าเชื้อโรคนั้น การกระทำดังกล่าวไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้จริง เนื่องจากการลวกช้อน-ส้อมที่อุณหภูมิต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มจำนวนเชื้อโรคที่มีการปนเปื้อนอยู่ในน้ำจากอุปกรณ์สำหรับลวกช้อน เพราะถ้าน้ำที่ใส่ไว้ในหม้อหุงข้าวไม่ได้รับการเปลี่ยนบ่อย ๆ จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคทนความร้อน รวมทั้งสิ่งสกปรกอื่น ๆ ที่มาจากการล้างช้อนส้อมไม่สะอาด

ที่มาจากงานวิจัย http://e-office.ahs.nu.ac.th/mis/student/student_detail.asp…

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant

เช็คอาการด่วน!!! 10 สัญญาณอันตราย…”โรคเบาหวาน”

เช็คอาการด่วน!!! 10 สัญญาณอันตราย…”โรคเบาหวาน”

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ใครๆ ก็รู้จัก และส่วนมากสาเหตุจะเกิดมาจากพฤติกรรมการกินอาหารที่มีรสหวาน หรือรสจัดมากเกินไป รวมไปถึงแป้งต่างๆ และมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นหากครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคเบาหวานมาก่อน

แต่สิ่งที่อีกหลายๆ คนไม่ทราบ คือ สัญญาณอันตรายที่จะเตือนภัยกับเราว่า เรากำลังจะเป็นโรคเบาหวานแล้ว อาการเป็นอย่างไร มีวิธีสังเกตได้อย่าง วันนี้มีข้อมูลมาฝากค่ะ

เริ่มทำความรู้จัก โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ในกระแสเลือดมีระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติ อันเนื่องมาจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพในการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินลดลง เป็นเหตุให้น้ำระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานก็จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ ได้ง่าย อาทิ ตา ไต รวมไปถึงระบบประสาท

ส่วนใหญ่อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น ร่างกายจะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนอาหารให้เป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน การเจาะเลือดเซลล์ในตับอ่อนที่มีชื่อว่า เบต้าเซลล์ จะเป็นตัวสร้างอินซูลิน โดยที่อินซูลินจะเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงาน

ความสำคัญของ อินซูลิน ต่อร่างกาย

อย่างที่บอกไปในตอนแรกที่เริ่มทำความรู้จักกับ โรคเบาหวานว่า อินซูลิน นั้นเป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สำคัญภายในร่างกาย สร้างและหลั่งออกมาจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน มีหน้าที่พาน้ำตากลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อเผาผลาญและเป็นพลังงานที่สำ คัญต่อการดำเนินชีวิต หากร่างกายขาดอินซูลิน หรืออินซูลินนั้นออกฤทธิ์ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ร่างกายก็จะใช้การไม่ได้ เป็นเหตุให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีเพิ่มสูงขึ้นจนเกิดเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งนอกจากจะมีความผิดปกติในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตแล้ว ก็ยังมีความผิดปกติในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น มีการสลายตัวของสารไขมันและโปรตีนร่วม

โรคเบาหวานเกิดขึ้นได้อย่างไร

โดยปกติแล้ว การเกิดโรคเบาหวานนั้นจะมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนที่ถูกสร้างมาจากตับ คือ ฮอร์โมนอินซูลิน โดยที่ฮอร์โมนตัวนี้จะเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสจากเลือดเข้าไปสู่เซลล์ต่างๆ ภายในอวัยวะทั่วร่างกาย อาทิ สมอง , ตับ , ไต , หัวใจ เพื่อให้เซลล์นั้นนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานในการทำงาน แต่หากกระบวนการสร้างฮอร์โมนอินซูลินเกิดมีความผิดปกติ ตับสร้างอินซูลินได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น หรือเกิดความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้เซลล์ไม่สามารถนำกลูโคสไปใช้ได้ ถึงแม้ว่าตับจะสร้างฮอร์โมนได้ในระดับปกติ หรือที่เรียกกันว่า เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน เมื่อความผิดปกติทั้ง 2 อย่างเกิดขึ้น ก็จะทำให้น้ำตาลคั่งในเลือดในจำนวนที่มาก ทำให้ความผิดปกตินั้นเกิดขึ้นลุกลามจนกลายเป็น โรคเบาหวาน ในที่สุด

ทั้งนี้ ถึงแม้เราจะรู้ว่าโรคเบาหวานเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดความผิดปกติของกระบวนการใดในร่างกาย แต่สาเหตุของการเกิดก็ยังไม่ถูกระบุแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่ามันเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างซับซ้อนที่เกิดจากทั้งพันธุกรรมและการดำเนินชีวิตของคนเรา (Lifestyle) ประกอบกัน

10 สัญญาณอันตราย โรคเบาหวาน

1. อ่อนเพลียง่าย ทั้งๆ ที่พักผ่อนเพียงพอ และไม่ได้ป่วยไข้

2. ผอมลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ

3. ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

4. หิวน้ำมากกว่าปกติ (เพราะร่างกายสูญเสียน้ำจากการปัสสาวะบ่อย)

5. ตาพร่ามัวลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ

6. ปวดขา ปวดเข่า

7. ผิวหนังแห้ง และมีอาการคัน อาจจะคันตามตัว หรือคันบริเวณปากช่องคลอด

8. เป็นฝีตามตัวบ่อยๆ

9. อารมณ์แปรปรวน โมโหง่าย

10. แผลหายช้า ไม่แห้งสนิท หรือขึ้นสะเก็ดเสียที

ใครที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ?

โรคเบาหวาน นั้นเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ ฉะนั้นผู้ที่มีญาติสายตรง อย่าง พ่อ แม่ พี่ น้อง ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากมีทั้งพ่อและแม่ที่เป็นโรคเบาหวาน รุ่นลูกก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นถึงร้อยละ 50

นอกจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแล้ว ยังมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลให้เป็นโรคเบาหวานได้ อาทิ ผู้ที่มีน้ำเกิน หรือเรียกว่า อ้วน , ผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกาย , มีไขมันในเลือดสูง โดยกลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นได้เท่าๆ กัน

ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานนั้นมีอยู่หลายข้อ ส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องของพันธุกรรมที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวันที่เรานั้นอาจไม่ทันได้ให้ความสำคัญ หรือหลงลืมไป มาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง

  • เรื่องของพันธุกรรม อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่าคนที่มีครอบครัวสายตรง ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้องที่เป็นท้องเดียวกันป่วยเป็นโรคเบาหวาน เราที่เป็นรุ่นต่อมาก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้สูงกว่าคนทั่วๆ ไป
  • ผู้ที่เป็นโรคอ้วนและมีน้ำหนักตัวเกิน ส่งผลให้เซลล์ต่างๆ ดื้อต่ออินซูลิน

  • ไม่ออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากว่าการออกกำลังกายนั้นจะช่วยทำให้เราสามารถควบคุมน้ำหนักได้ อีกทั้งยังช่วยให้เซลล์ต่างๆ ไวต่อการนำน้ำตาลไปใช้ รวมถึงยังช่วยในเรื่องของการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดได้ดีอีกด้วย
  • เรื่องของเชื้อชาติ ทั้งนี้มีข้อมูลพบว่าคนในบางเชื้อชาติเป็นเบาหวานสูงกว่าคนในชาติอื่นๆ อาทิ ในคนเอเชียและคนผิวดำมีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าคนชาติอื่นๆ
  • เรื่องของอายุ ยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสที่จะเป็นเบาหวานก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว นั่นอาจมาจากระบบการทำงานของเซลล์ตับอ่อนเสื่อมถอย หรือขาดการออกกำลังกาย

  • การมีไขมันในเลือดสูง
  • การมีความดันโลหิตสูง

โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานนั้นถือได้ว่าเป็นโรคเรื้อรังที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงผนังหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดแข็งหรือตีบ ซึ่งหากหลอดเลือดในอวัยวะส่วนใดของร่างกายแข็ง หรือตับ ก็จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้นๆ ดังจะเห็นได้ว่า โรคเบาหวาน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ทุกระบบ อันได้แก่ ระบบประสาท , ตา , ไต , ไต , หัวใจและหลอดเลือด , ผิวหนัง และช่องปาก เป็นต้น

อาการของผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน

หากกล่าวถึงโดยภาพรวมอาการของผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานนั้นจะปัสสาวะบ่อย มีน้ำหนักที่ลดลง หิวบ่อย บางครั้งก็มีอาการอ่นเพลีย อันเนื่องมาจากการที่มีน้ำตาลในเลือดสูง คราวนี้ เราลองมาดูกันลึกลงไปอีกนิดว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะมีอาการใดแสดงให้เห็นเพิ่มเติมได้อีกบ้าง

ในคนทั่วไปที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวานก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือดเพียง 70 – 110 มก.% โดยหลังจากที่รับประทานอาหารเช้าเข้าไปแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะมีระดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 140 มก.% ซึ่งที่มีระดับน้ำตาลไม่มากก็อาจจะไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา สำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานนั้นทำได้ด้วยการเจาะเลือด มีอาการที่พบได้บ่อยดังนี้

  • คนปกติที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมักจะไม่ลุกขึ้นมาปัสสาวะในช่วงเวลากลางดึก หรือปัสสาวะเป็นอย่างมากไม่เกิน 1 ครั้ง ซึ่งเมื่อมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เกินกว่า 180 มก.% น้ำตาลก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ อีกทั้งยังอาจพบได้ว่าปัสสาวะของตนเองมีมดตอม
  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมักจะหิวน้ำบ่อย อันเนื่องมาจากต้องมีการทดแทนน้ำที่ร่างกายขับออกมาทางปัสสาวะ
  • มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลงเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่มีอยู่ได้ จึงได้ย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันออกมา
  • ผู้ป่วยมักจะหิวบ่อยและกินเก่ง แต่ในทางตรงกันข้าม น้ำหนักตัวจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เกิดเพราะร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อแทน
  • อาการอื่นที่อาจพบได้ อาทิ การติดเชื้อ , แผลหายช้า หรือมีอาการคันตามจุดต่างๆ ของร่างกาย
  • เกิดการคันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการคันอาจเกิดจากผิวที่แห้งจนเกินไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง
  • การมองเห็นไม่ชัดเจน สายตาพร่ามัวจนต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยๆ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางสายตา เช่น สายตาสั้น , ต้อกระจก หรือมีน้ำตาลในเลือดสูง
  • เกิดอาการชาตามส่วนต่างๆ ไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขนขา หย่อนสมรรถภาพทางเพศ อันเนื่องมาจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงนาน ส่งผลให้เส้นประสาทเกิดการเสื่อมสภาพ เป็นแผลที่เท้าง่าย เพราะไม่มีความรู้สึก
  • อาจเกิดการอาเจียน

มีระดับน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดสูงและเป็นโรคเบาหวานได้ระยะหนึ่ง ก็อาจเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นกับหลอดเลือดเล็ก เรียกว่า Microvacular ซึ่งหากมีโรคแทรกซ้อนนี้เกิดขึ้นก็จะทำให้เกิดโรคไต , เบาหวานเข้าตา

นอกจากนั้น หากหลอดเลือดแดงใหญ่เกิดการแข็งตัว จะเรียกว่า Macrovascular ที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ , เป็นอัมพาต , หลอดเลือดแดงที่ขาตีบ

อีกทั้งยังจะทำให้เกิดปลายประสาทอักเสบ ที่เรียกว่า Neuropathic ที่ทำให้ขาชา , กล้ามเนื้ออ่อนแรง และประสาทอัตโนมัติเสื่อมได้

หากมีอาการเหล่านี้ บวกกับพฤติกรรมในการทานอาหารที่ไม่ค่อยระวังเรื่องแป้ง และน้ำตาล คุณอาจสันนิษฐานได้ว่ากำลังมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้สูง เพราะฉะนั้นควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจที่ละเอียด และทำการรักษาต่อไปค่ะ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล :หมอชาวบ้าน,วิชาการ

 

แชร์เก็บไว้เลย…วิธีกินอาหารให้เป็น “ยา”

แชร์เก็บไว้เลย…วิธีกินอาหารให้เป็น “ยา”

ย้อนไป 2500 ปีที่แล้วโดย ฮิปโปเครติส บิดาทางการแพทย์ของชาวกรีกล่าวไว้ว่า “จงใช้อาหารเป็นยารักษาโรค” และเมื่อนึกถึงโรคยอดฮิตของคนไทยปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคไขมันในเลือด ที่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร หากเราเลือกกินอาหารที่ถูกกับโรคจะช่วยควบคุมระดับไขมันในร่างกายได้ ไม่ใช่กินเพื่อให้หายหิว แต่เป็นการกินอย่างคำนึงถึงคุณค่าที่จะได้รับด้วย

อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า อาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของร่างกายในการให้พลังงาน และสารอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีวิต แต่ปัจจุบันมีหลักฐานเพิ่มเติมที่พบว่า องค์ประกอบของอาหารบางชนิดไม่จัดเป็นสารอาหารแต่อาจให้ประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ

ดังนั้น องค์ประกอบหลักในอาหารจึงแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นสารอาหาร (nutrients) และส่วนที่ไม่ใช่สารอาหาร (non-nutritive) องค์ประกอบทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์ต่อการป้องกัน หรือช่วยส่งเสริมการรักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคกระดูกพรุน เป็นต้น ดังนั้น เมื่อพูดถึงอาหารเราไม่ได้หมายถึงองค์ประกอบในรูปสารอาหารขนาดใหญ่ (macronutrient) และสารอาหารขนาดจิ๋ว (micronutrient) เท่านั้น แต่เราจะมองถึงองค์ประกอบที่มีฤทธิ์ต่อสรีรวิทยาหรือสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive compound) และให้ผลในการลดหรือป้องกันโรค

แนวทางการพัฒนาอาหารฟังก์ชั่น ก็มาจากแนวคิดของการใช้อาหารเป็นยา (Food as medicine) นั่นเอง ในอดีตอาหารเป็นสิ่งที่ใช้รักษาโรคขาดสารอาหาร แต่ปัจจุบันเป็นที่เข้าใจว่าอาหารฟังก์ชั่นเป็นอาหารสุขภาพ ที่อาจให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าแค่สารอาหารหลักๆ ที่มีอยู่ เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ เท่านั้น

ปัจจุบันสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา (Academy of Nutrition and Dietetics หรือ AND) ได้ให้คำจำกัดความอาหารฟังก์ชั่นเป็น “อาหารธรรมชาติที่มีการแต่งเติมสารอาหารให้มีปริมาณมากขึ้นเพื่อเพิ่มประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพ เมื่อบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของอาหารหลากหลายสม่ำเสมอในชีวิตประจำวันและบริโภคในปริมาณที่เพียงพอที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล ให้ข้อมูลว่า จากกระแสอาหารเพื่อสุขภาพนี้เองส่งผลให้นักโภชนาการ นักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์การอาหาร แพทย์ เภสัชกร พยาบาล และนักการตลาดทางด้านอุตสาหกรรมอาหาร หันมาทำการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ทำให้เกิดการค้นพบคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาของอาหารมากขึ้น กอปรกับความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องความสะดวกและรวดเร็วในการนำไปใช้ โดยให้คงคุณค่ารวมถึงคุณสมบัติในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันและบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไว้เหมือนเดิม

โดยประโยชน์ของอาหารฟังก์ชั่น คือ เป็นอาหารที่รับประทานร่วมกับมื้ออาหารได้ ไม่ใช่รับประทานในรูปของยา ซึ่งให้ผลต่อระบบการทำงานของร่างกายในการป้องกันโรค เพิ่มภูมิคุ้มกัน ชะลอความเสื่อมของเซลล์ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายและส่งเสริมสุขภาพ

สำหรับอาหารที่ถูกปรับเปลี่ยนไป รวมทั้งอาหารที่ถูกเสริมด้วยสารพฤกษเคมี หรือสมุนไพร เพื่อเพิ่มคุณค่าและคุณประโยชน์ให้กับอาหาร ก็ถูกจัดอยู่ในประเภทอาหารฟังก์ชั่นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างอาหารฟังก์ชั่นที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เช่น

งา

เป็นแหล่งของแคลเซียม มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูก และยังมีสารเซซามินซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในกระบวนการกำจัดสารพิษ

พรุน

นอกจากจะประกอบด้วยใยอาหารจำนวนมากมีส่วนช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายแล้ว พรุนยังมี กรดนีโอโคลโรเจ็นนิค (neochlorogenic acid) และ กรดโคลโรเจ็นนิค (chlorogenic acid) ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งป้องกันกระดูกพรุนได้

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

บิลเบอร์รี่ ที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คือ สารแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่มีสีแดงม่วงจนไปถึงน้ำเงิน มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยป้องกันดวงตาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ป้องกันอาการอ่อนล้าของตา และปกป้องเลนส์แก้วตาถูกทำลาย หรือขุ่นมัว อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม รวมถึงช่วยป้องกัน หรือชะลอความเสื่อมที่ก่อให้เกิดโรคทางสายตาได้ แต่ต้องได้รับในปริมาณที่มากพอและเหมาะสมที่จะส่งผลต่อสุขภาพตา

ชาอู่หลง

มีสารชื่อ OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 10% นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยทางคลินิกยืนยันว่า OTPP ช่วยลดการดูดซึมไขมันและเพิ่มการขับไขมันทางอุจจาระได้

น้ำมันปลา

ประกอบด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง หรือโอเมก้า-3 ที่สามารถลดระดับไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ต้านการอักเสบ และช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

โสม

มีสารจินเซนโนไซด์ ที่ทำให้ร่างกายมีการปลดปล่อยพลังงานมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยลดความเมื่อยล้า ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้สามารถทนต่อความเครียดได้

ซุปไก่ชาวจีนที่ถูกแปรรูปไปเป็น ซุปไก่สกัด ซึ่งให้โปรตีนและเปปไทด์ รวมทั้งสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆ บางชนิดที่เกิดจากการตุ๋นซึ่งไม่พบในการกินเนื้อไก่โดยตรง ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาคนจีนมีการใช้ซุปไก่ป็นอาหารฟังก์ชั่นกันมานานแล้ว

โดยการแพทย์จีนใช้ซุปไก่ตุ๋นช่วยในการบำรุงร่างกาย ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า จึงมักจะเห็นว่ามีการตุ๋นซุปไก่เพื่อบำรุงสุขภาพในคนทั่วไป รวมถึงผู้ป่วย คนท้อง ผู้ที่เตรียมตัวสอบจอหงวน

ซึ่งปัจจุบันมีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์กว่า 20 ชิ้น พบว่า ซุปไก่สกัดช่วยลดความเครียด เสริมสมาธิและการเรียนรู้ ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ซุปไก่สกัด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและลดอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน เช่น งานวิจัยของ ศ.ดร.ไกส์สเลอร์ จากประเทศอังกฤษ พบว่า ซุปไก่สกัดช่วยกระตุ้นประสิทธิภาพด้านการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน

มีรายงานการวิจัยในการประชุมวิชาการประจำปี ค.ศ. 2001 ของสมาคมนักโภชนาการแห่งสหรัฐอเมริกา พบว่า ซุปไก่สกัดเป็นอาหารเสริมที่มีผลต่อการทำงานของสมอง โดยเฉพาะในเรื่องของการช่วยลดความเครียด เพิ่มสมาธิ ปัจจุบันซุปไก่สกัดจึงเป็นอาหารฟังก์ชันที่ได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพอย่างแพร่หลาย และนักวิจัยก็ยังคงดำเนินการศึกษาให้เห็นผลของการบริโภคซุปไก่สกัดอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อศึกษาถึงกลไกการออกฤทธิ์ของซุปไก่สกัดมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมี “เห็ดทางการแพทย์” (Medicinal Mushrooms) ซึ่งเป็นอาหารฟังก์ชั่นที่นอกจากให้คุณค่าทางโภชนาการแล้วยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ให้ประโยชน์ในการส่งเสริมภูมิคุ้มกันและสุขภาพอีกด้วย เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ เห็ดฮิเมะมัตสึทาเกะ ถั่งเฉ้า เห็ดหลินจือ หรือเรอิชิเห็ดชิตาเกะ และเห็ดแครง เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ อาหารฟังก์ชั่นไม่ใช่อาหารหลัก จึงไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้ แต่เป็นอาหารที่รับประทานเพื่อเสริมจากอาหารหลัก ที่อาจได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ในการส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง และการใช้อาหารฟังก์ชั่นควรพิจารณาถึงความปลอดภัยด้วย โดยดูจากระดับปริมาณที่เหมาะสมของสารอาหารและ องค์ประกอบของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีผลต่อสุขภาพ

และสิ่งสำคัญต้องได้รับการยืนยันถึงคุณประโยชน์ ด้วยวิธีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการทดลองทางคลินิก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับ หากเรารู้จักเลือกบริโภคอย่างถูกต้อง เหมาะสมตามความจำเป็นต่อความต้องการของร่างกาย เราก็จะได้รับการเสริมอาหารที่ให้ประโยชน์คุ้มค่าต่อร่างกายได้มากที่สุด และที่สำคัญเราต้องรับประทานอาหารหลักให้หลากหลาย ครบทุกหมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส และพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี

อ้างอิงจาก thaihealth

สมุนไพรลดน้ำตาล รักษาเบาหวาน บำรุงสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม !

สมุนไพรลดน้ำตาล รักษาเบาหวาน บำรุงสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม !

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวคนเราอย่างมาก หลายคนเป็นโรคเบาหวานแต่อาจจะยังไม่รู้ตัวก็มี เพราะโรคนี้เมื่อเป็นแล้วไม่ได้แสดงอาการใดๆ รุนแรงเท่าโรคร้ายแรงอื่นๆ ทำให้หลายคนละเลยใส่ใจสุขภาพ จนนำมาสู่การเป็นโรคเบาหวานได้ง่าย โรคนี้เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ผิดวิธี ทำให้เกิดความผิดปกติกับร่างกาย บวกกับพันธุกรรม (ในบางราย) จนกลายมาเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

นอกจากการใช้ยารักษาโรคเบาหวานแล้ว เรายังสามารถใช้ สมุนไพรไทยแก้เบาหวาน เพื่อช่วย ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้อีกด้วย มาดูกันดีกว่านะคะว่า สมุนไพรไทยแก้เบาหวานมีอะไรบ้าง?

1. มะระขี้นก

สมุนไพรไทยชนิดหนึ่งที่ขึ้นชื่อในด้านการรักษาโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นสมุนไพรที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานอย่างแท้จริง ในมะระขี้นกนั้นเต็มไปด้วยสารซาเรนติน มีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด บรรเทาอาการโรคเบาหวาน

เพิ่มการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน และยังช่วยเพิ่มความทนทานต่อกลูโคสของร่างกาย ช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด

ในมะระขี้นก ยังช่วยยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส อันเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน การรับประทานมะระขี้นกเป็นประจำ จะช่วยชะลอความผิดปกติของไตและความเสื่อมสภาพของเส้นประสาทในร่างกายที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานาน

นอกจากนั้น มะระขี้นกยังมีสรรพคุณชะลอการเกิดโรคต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานด้วย มะระขี้นกสามารถนำมาทานสด ๆ หรือใช้เป็นเครื่องเคียงจิ้มน้ำพริกก็ได้ ผู้ป่วยเบาหวานลองหามาทานกันดู จะช่วยทำให้อาการเบาหวานที่เป็นอยู่ดีขึ้นมาก

วิธีทำเป็นยา

  1. ให้นำผลมะระขี้นกสด 8 – 10 ผล ผ่าเอาเมล็ดด้านในออกให้หมด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงไปในเครื่องปั่นเติมน้ำลงไปเล็กน้อย
  2. จากนั้นปั่นแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มปริมาณ 100 ลิตร สามารถดื่มได้ทั้งกากเลยก็ได้ ให้ดื่มวันละ 3 ครั้ง การทำชาจากมะระขี้นก

วิธีทำเป็นชา

  1. ให้นำเนื้อจากผลมะระขี้นกผลเล็ก จะมีตัวยาอยู่มาก นำมาผ่าเอาแต่เนื้อชิ้นเล็ก ๆ ไปตากแดดให้แห้ง
  2. แล้วจึงนำมาบดให้เป็นผง แล้วนำมาชงดื่มกับน้ำอุ่น ให้ใช้มะระขี้นก 1 – 2 ชิ้นต่อน้ำอุ่น 1 แก้ว ดื่มครั้งละ 2 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง
  3. สามารถนำมาใส่กระติกน้ำ แล้วดื่มแทนการดื่มน้ำเปล่า ภายในระยะเวลา 1 เดือน จะเห็นผลว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างเห็นได้ชัด

2. ชะพลู

ชะพลูเป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ที่คนไทยนิยมนำมาทานสด โดยมีความเชื่อว่าชะพลูมีสรรพคุณในการย่อยอาหารและบำรุงธาตุ

สำหรับชาวอีสานยังมีความเชื่อว่า ชะพลูมีสรรพคุณในการแก้พิษหอย จึงนำมาประกอบอาหารประเภทแกงกะทิใส่ใบชะพลู

ชะพลูสามารถใช้เป็นยาแก้โรคเบาหวานได้ โดยการนำชะพลูมาต้มดื่มเพื่อแก้โรคเบาหวาน จากการทดลองพบว่า ชะพลูช่วยลดระดับน้ำตาลได้เป็นอย่างดี แต่ไม่มีผลสำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงตามปกติ จึงเหมาะอย่างยิ่ง สำหรับการนำมาประกอบอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

นอกจากนี้ ชะพลูยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีปริมาณแคลเซียม วิตามินเอและซีสูงด้วยเช่นกัน จึงเป็นสมุนไพรที่สามารถนำมาต้นรับประทานแทนชา ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

วิธีใช้

  1. ให้นำใบชะพลูทั้ง 5 ใช้ตั้งแต่ต้นจนถึงราก ปริมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำเปล่า 3 ขัน แล้วเคี้ยวจนเหลือ 1 ขัน
  2. จากนั้นจึงนำมาดื่มครั้งละครึ่งแก้ว ดื่มก่อนอาหาร 3 มื้อ สมุนไพรชนิดนี้มีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลโดยตรง

ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหามาทานเพื่อบรรเทาอาการของโรคเบาหวานที่เป็นอยู่ได้เป็นอย่างดี

3. กะเพรา

กะเพราก็เป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติทางยาในการรักษาโรคเบาหวานได้ กะเพรานั้นมีสรรพคุณที่หลากหลาย เช่น ใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวาน แก้ท้องผูก ท้องเสีย แก้หืดหอบ แก้ไอ ส่งผลดีต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติในการลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันได้มีการศึกษากันอย่างจริงจังเกี่ยวกับกระเพรา ในด้านการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย รักษาโรคหอบหืดและรักษาโรคมะเร็งได้ เป็นพืชที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล มีตัวยาที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

จากการศึกษาพบว่า ใบกะเพราะจะช่วยทำให้เซลล์ตับอ่อนมีความสามารถผลิตอินซูลินได้มากขึ้นและจากการศึกษาวิจัยการใช้ใบกะเพราในการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน โดยให้ผู้ป่วยทานผลกะเพราวันละ 2.5 กรัมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ จะสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้

แต่การรักษาด้วยใบกะเพราะนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง หรือเริ่มเป็นในระยะแรกเท่านั้น

วิธีใช้

  1. ให้นำผลกะเพรามาทำเป็นชา โดยการใช้ประมาณ 1 ช้อนชา ต่อน้ำร้อน 1 ถ้วย ให้นำมาดื่มเป็นประจำวันละ 3 ครั้ง
  2. สำหรับแคปซูลให้ทานวันละ 2.5 กรัม นอกจากนี้ยังสามารถใช้น้ำมันกะเพรา 2 – 5 หยดต่อวัน ก็ให้ผลดีเหมือนกัน แต่หลีกเลี่ยงการใช้กับสตรีตั้งครรภ์หรือหลังคลอดที่กำลังให้นมบุตร

4. ผักเชียงดา

สมุนไพรชนิดนี้มีการใช้ในการรักษาโรคเบาหวานมาอย่างยาวนาน มีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น บำรุงกำลัง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลได้มากขึ้น แถมยังช่วยฟื้นฟูเซลล์ให้ตับอ่อนที่เสียหาย ช่วยรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และ ชนิดที่ 2

นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน เพิ่มการหลั่งอินซูลินในร่างกาย เป็นสมุนไพรที่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถหารับประทานได้ง่าย เพราะในปัจจุบันสามารถหารับประทานรูปของแคปซูลก็ได้

5. อบเชยจีน

เป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ใช้เป็นตำรับยาในการรักษาโรคมาตั้งแต่สมัยโบราณ จัดว่าเป็นเครื่องเทศที่มีความสำคัญ

อบเชยจีนนั้นสามารถนำไปประกอบอาหารเพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นหอม มีสรรพคุณในการรักษาโรคไซนัส ป้องกันโรคมะเร็ง แถมในปัจจุบันยังพบว่า อบเชยมีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ที่สำคัญอบเชยยังมีสรรพคุณในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ช่วยขจัดไขมันตัวร้ายออกไปจากร่างกาย ทำให้เลือดมีปริมาณคอเลสเตอรอลน้อย

วิธีใช้

ให้นำผลอบเชยจีนประมาณ 1 ช้อนชา โดยการทานครั้งละครึ่งช้อนชา เช้ากับเย็น สามารถผสมลงไปในเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น ชา กาแฟ โกโก้ เป็นต้น หรือจะเลือกทานเป็นแบบแคปซูลก็มีความสะดวกไม่น้อย ให้รับประทานอย่างต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 20 วัน

6. อินทนิลน้ำ

เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีดอกสวยงาม อินทนิลน้ำมีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือด มีสาระสำคัญที่ชื่อว่า Corosolic acid มีฤทธิ์คล้ายกับอินซูลิน ที่ได้จากธรรมชาติ แต่ปราศจากผลข้างเคียง นอกจากนี้ยังช่วยชะลอการย่อยแป้งให้กับระบบทางเดินอาหาร ทำให้การลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เป็นไปด้วยดี เมล็ดแห้งของอินทนิลน้ำสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน มาดูวิธีการใช้กัน

วิธีที่ 1

  1. ให้นำใบแก่อินทนิลน้ำ 100 กรัม และน้ำสะอาด 1 ลิตร แล้วนำมาต้มให้เดือด เคี้ยวด้วยไฟอ่อนประมาณ 15 นาที
  2. ปล่อยทิ้งไว้จนเย็น นำมาดื่มเป็นยาครั้งละ 1 ถ้วย โดยให้ดื่มวันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น เมื่อดื่มติดต่อกัน 3 สัปดาห์ จะพบความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด

วิธีที่ 2

  1. ให้ในใบอินทนิลแห้งจำนวน 8 – 9 ใบ นำมาคั่วให้กรอบ แล้วจึงนำมาต้มกับน้ำ ดื่มแทนชา

แนะนำให้ต้มแล้วเก็บเอาไว้ในตู้เย็น สามารถดื่มได้เรื่อย ๆ แนะนำให้ดื่มติดต่อกัน 12 หม้อ หลีกเลี่ยงการใช้กับสตรีมีครรภ์ หรือมารดาในช่วงให้นมบุตร และคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานควรใช้วิธีนี้ควบคู่ไปกับการปรับการใช้ยาเป็นการรักษาควบคู่กัน

7. ว่านหางจระเข้

นอกจากจะมีสรรพคุณในด้านการดูแลผิวพรรณให้ชุ่มชื้นแล้ว ว่านหางจระเข้ยังช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยสมานแผล แถมยังเป็นสมุนไพรที่ช่วยรักษาโรคเบาหวานได้อีกด้วย จากการศึกษาพบว่า น้ำของว่านหางจระเข้สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

ใช้ได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังสามารถรักษาแผลให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี

โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง ที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ผิด แต่เราสามารถบรรเทา อาการโรคเบาหวาน ให้ดีขึ้นได้ ด้วยการใช้สมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน จะช่วยทำให้อาการเบาหวานดีขึ้นได้ในระยะยาว และนี่ก็คือ สมุนไพรไทยแก้เบาหวาน นับว่าหาได้ง่ายๆ จากรอบตัวเรา

สำหรับใครที่เป็นโรคเบาหวานอยู่ก็อย่าลืมรักษาอาการเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือดด้วยสมุนไพรเหล่านี้กันนะคะ

อ้างอิงจาก mahosot

เตือน! อันตรายกว่าที่คิด…‘ยาดม’ ภัยเงียบใกล้ตัว

ใช้ผิดชีวิตเปลี่ยน! ‘ยาดม’ ภัยเงียบใกล้ตัว

รักษาอาการวิงเวียนหน้ามืดตาลาย หวัด คัดจมูก กระทั่งใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการเคล็ดขัดยอก แมลงกัดต่อย ฯลฯ เหล่านี้คือสรรพคุณล้นเหลือที่ช่วยจัดการกับปัญหาสุขภาพได้ง่ายในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ จึงพบผู้ติดการใช้ยาดมเป็นจำนวนมากและถี่ขึ้นเรื่อยๆ และนั้นทำให้ยาดมเปลี่ยนจากสรรพคุณไปสู่สรรพโทษก่อโรคให้แก่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว เพราะ ‘การบูร’ เป็นสารกระตุ้นในระบบประสาทที่ทำให้เกิดการเสพติด

ยาดมเป็นหนึ่งในผลิตภัณท์ที่ผลิตขึ้นมาจากการบูร พิมเสน เมนทอลและน้ำมันหอมระเหยต่าง ๆ อาทิ สะระแหน่ น้ำมันเขียว น้ำมันกานพลู หรือน้ำมันยูคาลิปตัส นอกจากนี้ก็ยังอาจจะมีส่วนผสมจากสมุนไพร และน้ำมันบางชนิดที่ช่วยในการละลายอย่างน้ำมันงา และน้ำมันแร่อีกด้วย โดยสารเหล่านี้มีถูกผสมรวมกันแล้วจะกลายเป็นน้ำมันที่เมื่อได้สูดดมแล้วก็จะทำให้รู้สึกเย็นในโพรงจมูก กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและสดชื่นขึ้นได้บ้าง นอกจากนี้ยังอาจจะช่วยลดอาการปวดได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะสรรพคุณของสารแต่ละชนิดที่อยู่ในยาดมที่มีดังนี้ค่ะ

ติดยาดม อันตรายไหม?

1. เมนทอล

เมนทอลหรือเกล็ดสะระแหน่ เป็นสารที่มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นหอมเย็น สกัดมาจากใบมินต์ มีสรรพคุณในการขับลม ลดอาการปวด บวม และมีฤทธิ์เป็นยาชาอ่อน ๆ แต่ถ้าหากใช้ในปริมาณที่สูงมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ บางรายอาจร้ายแรงถึงขั้นปอดอักเสบเลยก็มี

2. การบูร

เดิมทีแล้วการบูรเป็นสารที่สกัดมาจากต้นการบูร แต่เนื่องจากมีราคาสูงจึงทำให้มีการผลิตสารการบูรแบบสังเคราะห์ขึ้น ซึ่งก็มีสรรพคุณเหมือนกัน สามารถดูดซึมทางผิวหนังได้ดี และมีสัมผัสที่เย็นเช่นเดียวกับเมนทอล โดยสรรพคุณของการบูรที่โดดเด่นก็คือมีฤทธิ์เป็นยาชาและยาต้านจุลินทรีย์อย่างอ่อน ๆ ช่วยแก้เคล็ดขัดยอก และอาการบวม แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้หากใช้มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ ปอด และตับได้ จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง

3. พิมเสน

ต้องบอกก่อนว่าพิมเสนที่ใช้กันในปัจจุบันนั้นเป็นพิมเสนชนิดสังเคราะห์ ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากพิมเสนแท้ ๆ โดยสามารถสังเกตได้ว่าพิมเสนแท้จะมีรสเผ็ดแต่ไม่กัดลิ้นและช่วยให้เย็นชุ่มคอ แต่ถ้าเป็นพิมเสนที่สังเคราะห์ขึ้นมา เวลารับประทานแล้วจะรู้สึกเผ็ดกัดลิ้น ทั้งนี้สรรพคุณทางยาของพิมเสนก็ไม่ค่อยแตกต่างจากการบูรและเมนทอลนัก คือใช้แก้อาการวิงเวียนศีรษะ หรือใช้ทาเพื่อแก้อาการเคล็ดขัดยอก อีกทั้งยังมีฤทธิ์กระตุ้นและช่วยผ่อนคลายระบบประสาทส่วนกลางด้วยล่ะ แต่ถ้าหากใช้มากไปก็ทำให้ระคายเคืองได้เช่นกันค่ะ

ยาดม อันตรายไหม ถ้าใช้จนติดจะอันตรายหรือเปล่า ?

แม้ว่ายาดมจะช่วงให้รู้สึกโล่งจมูก ทำให้สดชื่น และตื่นตัว หรือรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ หรือคัดจมูกได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นประโยชน์เสมอไป เพราะหากใช้มากเกินไปอาจจะทำให้เกิดการเสพติดได้ อีกทั้งยังอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ และหากอาการรุนแรงก็ถึงขั้นปอดอักเสบได้เลยทีเดียว นอกจากนี้หากยาดมที่ใช้มีการบูร และพิมเสนผสมอยู่ด้วย การใช้ติดต่อกันนาน ๆ หรือมีอาการติดยาดม ก็จะส่งผลกระทบต่อตับได้อีกด้วย

ใช้ผิดชีวิตเปลี่ยน! ‘ยาดม’ ภัยเงียบใกล้ตัว

  • ก่อให้เกิดเยื่อเมือกบุทางเดินจมูกและระบบหายใจระคายเคืองอักเสบ
    เนื่องจากการสัมผัสกับกลิ่นที่เข้มข้นบ่อยๆ สารเมนทอล พิมเสน น้ำมันหอมระเหย (น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันเขียว น้ำมันกานพลู หรือน้ำมันยูคาลิปตัส) รวมไปถึงน้ำมันระเหยช่วยในการละลาย เช่น น้ำมันงา น้ำมันแร่ หรือสารสกัดจากสมุนไพร ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักทำให้เกิดความรู้สึกเย็น ซ่า ในโพรงจมูก รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว หากมีโรคของโพรงจมูกอยู่เช่น โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ ติดเชื้อในโพรงจมูกหรือไซนัสอักเสบควร เนื่องจากอาจมีเยื่อบุโพรงจมูกเสียหายการสูดยาดมที่มีเข้มข้นมากๆ จะก่อให้เกิดการระคายเคืองเพิ่มมากขึ้น บางรายอาจร้ายแรงถึงขั้นปอดอักเสบจากการสูดดมสารเมนทอลที่มากเกิน

  • เกิดโรคผิวหนังติดเชื้อ เกิดอาการคันผื่นแดงบริเวณผิวหนังที่สัมผัส หากมีอาการแพ้สารเมนทอลหรือการบูร โดยสรรพคุณของเมนทอลและการบูรที่โดดเด่นก็คือมีฤทธิ์เป็นยาชาและยาต้านจุลินทรีย์อย่างอ่อน ๆ ช่วยแก้เคล็ดขัดยอก และอาการบวม แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งช่วยกระตุ้นระบบและสงบระบบประสาทส่วนกลาง ในกรณีผู้แพ้จึงก่อเกิดอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังอาจอันตรายถึงชีวิตโดยอาจทำให้เด็กหายใจไม่ออกหรืออาจทำให้ช็อคได้หากเด็กทารกที่มีอาการหวัดที่แพ้สูดดมยาดม

  • ทำให้ระบบการทำงานของตับเสียหาย

เพราะการบูรสามารถซึมซับผ่านผิวหนังได้ดี ยิ่งการบูรเป็นสารที่ระเหิดได้เมื่อใส่ในรถยนต์ที่เราเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา การบูรจะระเหิดไปเกาะที่ช่องแอร์ และหากจอดรถยนต์ทิ้งไว้ในที่อากาศร้อน อัตราการระเหิดก็จะยิ่งเร็วขึ้น ทำให้รู้สึกว่าการบูรลดจำนวนลง หากมีการใส่การบูรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้เปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้ให้ระเหิดออกมาด้านนอก ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรจะเพิ่มขึ้น

ดังนั้น การใช้ยาสูดดมควรเพิ่มความระมัดระวังให้เป็นพิเศษ ไม่ควรสูดดมต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ควรสูดดมในระยะใกล้จนเกินไป อย่างเช่น

  • ใส่หลอดยาเข้าไปค้างไว้ในจมูกเพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาดมร่วมกับผู้อื่นเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่เกิดขึ้นได้ง่าย
  • กรณีที่ใช้น้ำยาดมทาถูควรหยดใส่สำลีหรือผ้าเช็ดหน้าแล้วสูดไอระเหยห่าง ๆ ไม่ควรนำมาป้ายที่จมูกโดยตรง ให้ทาบริเวณกลางอกเพื่อสูดไอระเหยแทน ท้ายที่สุดหากเกิดอาการผิดปกติควรเลิกใช้ทันทีและรีบปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง
  • หากเป็นยาดมที่มีลักษณะเป็นขี้ผึ้ง ไม่ควรนำมาป้ายโดยตรงที่จมูกแต่ให้ทาบาง ๆ ที่กลางอกและสูดไอระเหยแทน

ข้อควรระวังในการใช้ยาดม

เพราะยาดมมีสารเคมีที่ความเข้มข้นสูง จึงอาจจะทำให้เป็นอันตรายกับเด็กได้ ดังนั้นจึงควรเก็บไว้ให้ห่างจากมือเด็ก และไม่ควรนำมาใช้กับเด็กทารกเพราะอาจจะทำให้เด็กหายใจไม่ออก และถ้าหากเป็นผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับโพรงจมูก เช่น โรคไซนัส หรืออาการติดเชื้อในโพรงจมูก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ เพราะอาจจะทำให้ยิ่งเกิดความเสียหายกับเนื้อเยื่อในโพรงจมูกมากขึ้นค่ะ

ยาดม คนท้องใช้ได้หรือไม่ ?

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่าคนท้องห้ามใช้ยาดม แต่ขอบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดค่ะ เพราะว่าจริง ๆ แล้วคนท้องสามารถใช้ยาดมได้ และไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อทารกในครรภ์ แต่ก็ควรใช้เท่าที่จำเป็นน่าจะดีที่สุดค่ะ

ทราบกันแบบนี้แล้ว ใครที่กำลังชอบดมยาดมหรือว่าเป็นคนที่ติดยาดมก็ควรจะเพลา ๆ บ้างล่ะเนอะ แม้ว่ายาดมจะมีกลิ่นหอมช่วยให้โล่งจมูกก็จริง แต่ถ้าใช้มากไปก็ระวังอาจจะได้ผลเสียมากกว่าผลดี ใช้เท่าที่จำเป็นดีกว่านะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
หมอชาวบ้าน
momypedia.com

ระวัง!!! ท้องร้องโครกคราก ไม่ได้แปลว่า “หิว”

ระวัง!!! ท้องร้องโครกคราก คือสัญญาณบอกโรค ไม่ได้แปลว่า “หิว”

เคยเป็นมั๊ยได้ยินเสียง ท้องร้องโครกคราก ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้หิว แต่เราก็ดันไปมโนว่าท้องร้องคือเรากำลัง “หิว” แต่ความจริงแล้วเสียง ท้องร้องโครกคราก เป็นสัญญาณจากร่างกายกำลังฟ้องว่ากำลังแน่แค่ไหน

ความจริงแล้วเสียง ท้องร้องโครกคราก เป็นสัญญาณจากภายในร่างกายว่า คุณกำลังเป็น “โรคกระเพาะอาหารอักเสบ” หรือ “แผลในกระเพาะอาหาร”

ซึ่งโรคนี้เกิดจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ความเครียด หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ นั่นเอง

อาการของ โรคกระเพาะ
อาการนี้จะเริ่มจากการที่ ท้องร้องโครกคราก เหมือนกรดในกระเพาะหลั่งตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลานอนราบ จะร้องดังมาก คล้ายคนหิวข้าวทั้งๆ ที่เพิ่งทานข้าวเข้าไปและไม่มีความรู้สึกหิวเลย ซึ่งอาการแบบนี้จะเป็นบ่อยในช่วงก่อนเข้านอน บางครั้งมีอาการแน่นท้องจนรู้สึกลำคานกันเลยทีเดียว

วิธีรักษา โรคกระเพาะ

1. รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์ รวมทั้งให้ยากำจัดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ในกรณีที่ตรวจพบเชื้อจากการตรวจส่องกล้องทางเดินอาหาร หรือตรวจโดยการเป่าลมหายใจ

2. รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เมื่อมีอาการของโรคกระเพาะกำเริบ

3. รับประทานอาหารจำนวนน้อย ๆ แต่ให้บ่อยมื้อ ไม่ควรรับประทานจนอิ่มมากในแต่ละมื้อ

4. หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของดอง น้ำอัดลม กาแฟ ของทอด ของมัน และของขบเคี้ยว

5. งดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด

6. งดการใช้ยาแก้ปวดแอสไพริน และยารักษาโรคข้อกระดูกอักเสบทุกชนิด ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา กลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์

7. ผ่อนคลายความเครียด และความวิตกกังวล พักผ่อนให้เพียงพอ

8. ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น ปวดท้องรุนแรง หรือ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก ถ่ายเป็นเลือดสด หรือสีดำเหลว ควรรีบไปพบแพทย์

9. ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยที่ได้ผลดีหลายวิธี นอกเหนือจากการซักประวัติและตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว การตรวจ X-RAY กลืนสารทึบรังสี และการส่องกล้องตรวจในกระเพาะอาหารสามารถตรวจพบแผล เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อในกระเพาะอาหารเพื่อนำไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง และตรวจหาเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหารได้

อ้างอิงจาก thairats.com/เกร็ดความรู้/ระวัง-ท้องร้องโครกคราก

สุดยอดมาก ๆ ! 4 อาหาร กินแล้วช่วยทำความสะอาดปอดสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่

มะเร็งปอดนับว่าเป็นโรคร้ายอันดับต้น ๆ ที่คร่าชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สูบบุหรี่ ซึ่งคิดเฉลี่ยเป็นตัวเลขจากกรมอนามัยโลกเฉลี่ยชั่วโมงละ 8 คน และนานวันดูจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และแพร่สู่ผู้คนที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่ได้รับควันเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเราหลีกเลี่ยงมลภาวะเหล่านี้ไม่ได้ วันนี้เราจึงหยิบนำวิธีเบื้องต้นที่สามารถทำได้ทุกวันเพื่อชำระล้างบำรุงปอดของคุณให้ยังคงมีประสิทธิภาพและสะอาด

“ปอด” เป็นอวัยวะสำคัญที่ใช้ในการหายใจ มันทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอดวัน ทั้งแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ ควบคุมและขับสารต่างๆ เช่น ยา แอลกอฮอล์ ออกจากระบบเลือด ควบคุมสมดุลของความเป็นกรด-ด่างในเลือด ซึ่งมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ และอวัยวะต่างๆ กรองลิ่มเลือดเล็กๆที่ตกตะกอนออกจากเส้นเลือดดำ รวมทั้งปกป้องและรับแรงกระแทกที่จะทำอันตรายต่อหัวใจ ซึ่งอยู่ตรงกลางช่องทรวงอก

เพราะฉะนั้น จึงต้องดูแลปอดให้ดี สิ่งแรกและสำคัญที่สุด คือ อย่าสูบบุหรี่ เพราะสารทาร์และนิโคตินในควันบุหรี่ จะทำให้ถุงลมปอดโป่งพอง หายใจขัด หอบเหนื่อย หากเป็นเรื้อรังอาจทำให้ตายได้ นอกจากนี้ สารพิษในบุหรี่ยังทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด และมะเร็งในอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายอีกนับสิบชนิด

สิ่งต่อมาที่ควรทำ เพื่อไม่ให้ปอดทำงานหนักเกินไป คือ หลีกเลี่ยงมลภาวะทั้งในและนอกบ้าน เช่น สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง เป็นต้น

การออกกำลังกายก็สำคัญเช่นกัน เพราะช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจทำงานดีขึ้น ส่งผลให้ปอดทำงานดีขึ้นด้วย เพียงขยับร่างกายวันละ 30 นาที เช่น เดินขึ้นบันได เดินเล่นแถวบ้าน แกว่งแขน ฯลฯ

สุดท้ายคือเรื่องของอาหาร แม้ว่าอาหารจะไม่ส่งผลโดยตรงต่อปอด แต่ส่งผลทางอ้อมผ่านระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ อาหารหลายชนิดจะให้เอนไซม์ วิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้หายใจอย่างปลอดโปร่งโล่งสบาย

ฟอกปอดให้สะอาดขึ้น ด้วยของกิน 4 ชนิด

1. หอมหัวใหญ่วันละลูก

เนื่องจากหอมหัวใหญ่เป็นผักที่มีวิตามินซีสูงและมีสารเคอร์ซีทีนที่ช่วยต่อต้านอนุมูอิสระในร่างกายสูงมาก ซึ่งจากการศึกษาทางการแพทย์พบว่าเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สามารถชะล้างสารพิษที่มีอยู่ในปอดได้ หากทานอย่างต่อเนื่องระหว่าง 1-7 หัวต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ หัวหอมยังมีประสิทธิภาพคุณสมบัติต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อาทิ ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งรังไข่ มะเร็งหลอดอาหาร และชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

2. ขิงห้ามขาด

นอกจากเป็นเครื่องเคียงที่ขาดไม่ได้ในครัวเรือน ขิงยังเต็มเปี่ยมไปด้วยสรรพคุณทางยา แถมยังจัดเป็นยาอายุวัฒนะชั้นเลิศ เพราะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก และขิงเองยังมีสรรพคุณเด่นเกี่ยวกับการบำรุงรักษาระบบทางเดินหายใจ การเปิดหลอดลม ระบายขับความร้อน เวลาเรารับประทานขิงจึงรู้สึกโล่ง เพราะมีเมือกที่ช่วยขับไล่แบคทีเรียเสมือนน้ำยาฆ่าเชื้อ ต้านการอักเสบการเสียหายของปอด

3. ส้มโอ


นอกจากมีวิตามินซีสูงกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน วิตามินวิตามินบี 1 ช่วยในการย่อยอาหาร เสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ วิตามินบี 2 ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด มีโพแทสเซียมที่ดีต่อการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อ มีโฟเลตที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและป้องกันความผิดปกติของทารกในครรภ์ ยังมีสารซึ่งคล้าย ๆ สรรพคุณของขิงนั้นคือ ลิโมนอยด์ (Limonoid) สารที่ช่วยล้างพิษและสามารถยับยั้งการเจริญของเนื้องอกและเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

4. เมล็ดถั่วบราซิล

นอกจากเป็นดั่งตัวช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรงควบคู่กับบำรุงผิวพรรณให้สวยสดใสที่กำลังเป็นที่นิยม ถั่วบราซิลยังเป็นแหล่งของเซเลเนียมที่ดีที่สุด ซึ่งเซเลเนียมเป็นแร่ธาตุต้านอนุมูลอิสระ ที่ทำให้การตอบสนองของแอนตี้บอดี้ในระบบภูมิคุ้มกันเป็นปกติ ผลที่ได้รับคือการช่วยป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน และหยุดการเจริญเติบโตของเนื้องอก การรับประทานถั่วบราซิลจึงเสมือนเสริมเกราะป้องกันให้ปอดเราแข็งแรงต่อสู้กับควันพิษ

 

ที่มา http://www.manager.co.th

รวม 4 สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ ดื่มแล้วไร้สิว ตัวเบาหวิว หน้าท้องลด!

รวม 4 สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ ดื่มแล้วไร้สิว ตัวเบาหวิว หน้าท้องลด!

ท้องผูก เรอบ่อย หน้ามัน สิวขึ้น มีกลิ่นปาก หน้าท้องป่อง ฯลฯ เชื่อว่าหลายคนกำลังเจอปัญหาเหล่านี้อยู่ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะคนยุคใหม่ที่มีชีวิตเร่งรีบไปเกือบทุกอย่าง แต่อาจมีน้อยคนที่รู้ว่าทางออกที่แท้จริงไม่ใช่การทานยาถ่าย สรรหาสกินแคร์ราคาแพง หรือซื้อยาสีฟันดับกลิ่นปากนะคะ เพราะต้นตอที่แท้จริงอาจมาจาก “ลำไส้” ของเรานี่เองค่ะ

มะเร็งลำไส้ เพชฌฆาตเงียบจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ มาทำความรู้จักกับโรคให้ดียิ่งขึ้น แล้วถามตัวเองอีกที วันนี้คุณดูแลสุขภาพแล้วหรือยัง ?

โรคมะเร็ง เป็นโรคที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ที่ถือเป็นหนึ่งในสามของชนิดมะเร็งที่คนไทยเป็นมากที่สุด โดยในแต่ละปีนั้นมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้นี้มากขึ้นนับร้อยคน วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกกับเจ้ามะเร็งชนิดนี้ เพื่อที่จะได้ตระหนักถึงความอันตรายและหันกลับมาดูแลรักษาสุขภาพของเราให้ดีมากยิ่งขึ้น

มะเร็งลำไส้ เกิดจากอะไร ?

โรคมะเร็งลำไส้ เป็นความผิดปกติของเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณลำไส้ที่เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้มีการแบ่งตัวและเพิ่มขึ้นของขนาดเยื่อบุอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้ จากนั้นเมื่อเซลล์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็จะเกิดติ่งเนื้อหรือเนื้องอกขึ้นในลำไส้ ซึ่งเนื้องอกอาจจะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่ก็ได้ แต่หากกลายเป็นมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะลุกลามไปยังชั้นกล้ามเนื้อและส่วนต่าง ๆ ของลำไส้ผ่านท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือด และไปปรากฏยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เรียกว่า “มะเร็งแพร่กระจาย”

โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดเซลล์มะเร็งในลำไส้นั้นก็เช่นเดียวโรคมะเร็งอื่น ๆ อีกหลายชนิด คือยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่แพทย์มีการคาดว่าอาจจะเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัยร่วมกัน เช่น การถ่ายทอดของยีนที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ และอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย อย่างเช่น การบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ได้แก่ เนื้อแดง อาหารไขมันสูง การไม่บริโภคผัก-ผลไม้ การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือการมีสารพิษตกค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน

นอกจากนี้ความผิดปกติที่เกิดในลำไส้หรือระบบขับถ่ายก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้ อาทิ ท้องผูกเรื้อรัง หรือโรคลำไส้แปรปรวน เป็นต้น ทั้งนี้อัตราการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ของทั้งเพศชายและหญิงอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน

มะเร็งลำไส้ ใครคือกลุ่มเสี่ยง ?

โรคมะเร็งลำไส้แม้จะมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง แต่สำหรับบางคนบางกลุ่ม อาจมีความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้สูงกว่าคนอื่น โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรระมัดระวังให้มากขึ้นมีดังนี้

– ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารที่ผ่านการปิ้งย่างจนไหม้เกรียมเป็นประจำ และกินอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์น้อย
– ผู้ที่ชอบดื่มเหล้า สูบบุหรี่
– ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย ชอบนั่งอยู่กับที่นาน ๆ ไม่ค่อยมีการขยับไป-มา
– มากกว่า 90% ของมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดในคนที่อายุมากกว่า 50 ปี
– มีประวัติเคยเป็นมะเร็งลำไส้ หรือเคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ชนิด Adenomatous polyps
– มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ หรือเคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ชนิด Adenomatous polyps
– มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ
– มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย เช่น ลำไส้อักเสบ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะลำไส้แปรปรวน หรือโรคโครห์น (Crohn’s disease)
– มีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่าง แต่ในกรณีนี้พบได้น้อยมาก

อาการมะเร็งลำไส้ มีสัญญาณเตือนเบื้องต้นอะไรบ้าง

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการของโรคมะเร็งจะเริ่มต้นจากสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ที่เราอาจมองข้าม ซึ่งอาการเหล่านี้ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหากละเลยก็อาจทำให้อาการยิ่งรุนแรงขึ้น ดังนั้นเราจึงควรสังเกตตัวเองว่ามีอาการผิดปกติเหล่านี้หรือไม่เพื่อที่จะได้พบแพทย์ และเริ่มต้นการรักษาได้ไวขึ้นค่ะ

1. น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะรับประทานอาหารในปริมาณเท่าเดิม
2. ลักษณะของอุจจาระเปลี่ยนไป อาจมีขนาดเล็กลง หรือมีเลือดออกมาปะปนด้วย
3. ท้องผูก และท้องเสียสลับกันบ่อยผิดปกติ หรืออาจมีอาการท้องผูกเรื้อรัง
4. ท้องอืด ท้องเฟ้อ บ่อยผิดปกติ และมักมีอาการปวดบริเวณท้องช่วงล่าง
5. ความอยากอาหารลดลง เพราะเมื่อมีก้อนเนื้ออยู่ในลำไส้ การทำงานของลำไส้จะช้าลง ส่งผลให้ไม่รู้สึกหิว
6. เกิดอาการอ่อนเพลียผิดปกติ เพราะการสูญเสียเลือดจากการที่มีเลือดออกในลำไส้เนื่องจากเนื้องอก จะส่งผลให้เกิดความอ่อนเพลีย ซึ่งถ้าหากเสียเลือดมากเกินไปอาจถึงขั้นช็อกได้
7. คลื่นไส้ อาเจียน หากอยู่ดี ๆ เริ่มมีอาการอาเจียนบ่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ที่เกิดจากมะเร็งทำให้เกิดอาการนี้ได้

มะเร็งลำไส้ อาการเป็นอย่างไร ปวดท้องแบบไหน ?

ส่วนใหญ่แล้วอาการของมะเร็งลำไส้จะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเนื้อและตำแหน่งของมะเร็ง โดยหลัก ๆ แล้วจะมีการพบก้อนเนื้อบริเวณลำไส้ส่วนต่าง ๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

– บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านขวา

หากผู้ป่วยมีก้อนเนื้อมะเร็งที่บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านขวา จะทำให้มีอาการอ่อนเพลีย โลหิตจาง มีเลือดออกในทางเดินอาหาร บางรายอาจมีอาการปวดหน่วง ๆ ที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา หากคลำบริเวณท้องก็จะพบก้อนเนื้ออยู่ด้วย ในกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยพบอาการลำไส้อุดตัน

– บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านซ้าย

ก้อนเนื้อมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ด้านซ้ายจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการลำไส้อุดตันจากก้อนมะเร็ง หรือมีการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติ มีอาการท้องผูก ปวดท้อง อาเจียน ไม่ผายลม บางรายอาจไม่มีการถ่ายอุจจาระเลย หรือถ้าถ่ายออกมาก็อาจมีเลือดปนออกมาด้วย

– บริเวณลำไส้ตรง

เนื่องจากลำไส้ตรงเป็นส่วนปลายของลำไส้ที่อยู่ใกล้ทวารหนัก หากผู้ป่วยมีก้อนเนื้อบริเวณนี้ก็อาจจะมีอาการปวดทวารหนักอย่างรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด เมื่อถ่ายและก็อาจจะถ่ายไม่สุด บางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณขาหนีบโต หรือมีก้อนเนื้อออกมาจากทวารหนักที่ไม่ใช่ริดสีดวง

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีก้อนเนื้อมะเร็งในลำไส้ใหญ่ซึ่งมีอาการลำไส้อุดตัน จะมีอาการปวดท้องรุนแรงคล้ายลำไส้ถูกบิดอยู่เป็นระยะ อาจมีอาการถ่ายไม่ออก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้หากอยู่ในระยะเริ่มแรกก็สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงจากสีอุจจาระ หากมีความผิดปกติก็ควรไปพบแพทย์ก่อนจะดีที่สุดค่ะ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีกี่ระยะ

มะเร็งลำไส้ใหญ่มีทั้งหมด 4 ระยะ ซึ่งในแต่ละระยะมีอัตราการหายขาดจากโรคที่แตกต่างกันไป ดังนี้

มะเร็งลำไส้ ระยะแรก (ระยะที่ 1) – ระยะเริ่มแรก เป็นระยะที่ยังไม่มีการลุกลาม จึงสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด อัตราการหายขาดอยู่ที่ 95%

มะเร็งลำไส้ ระยะที่ 2 – เป็นระยะที่เริ่มลุกลาม โดยเซลล์มะเร็งจะทะลุเข้ามาในชั้นกล้ามเนื้อของลำไส้ และอาจลามไปถึงเยื่อหุ้มลำไส้ เนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ หรืออวัยวะข้างเคียง จำเป็นต้องได้รับการรักษาทั้งแบบผ่าตัด และเคมีบำบัดควบคู่กันไป มีโอกาสหายขาดถึง 80-90% แต่ถ้าหากรักษาด้วยการผ่าตัดอย่างเดียวโอกาสจะอยู่ที่ 70%

มะเร็งลำไส้ ระยะที่ 3 – มะเร็งจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง ทำให้ต้องทำการผ่าตัดนำต่อมน้ำเหลืองออกให้มากที่สุด และต้องมีการทำเคมีบำบัดด้วยเพื่อไม่ให้มะเร็งฟื้นตัวและกลับมาลุกลามได้ ระยะนี้โอกาสหายขาดอยู่ที่ 60%

มะเร็งลำไส้ ระยะสุดท้าย (ระยะที่ 4) – ถือเป็นระยะที่ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากมะเร็งจะแพร่กระจายไปที่อวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ปอด หรือกระดูก ในการรักษาจะต้องทำการผ่าตัดเพื่อตัดอวัยวะบางส่วนที่เป็นมะเร็งออก และทำเคมีบำบัดร่วมด้วย ในระยะนี้หากได้รับการรักษาที่ต่อเนื่องโอกาสหายขาดก็เทียบเท่ากับระยะที่ 3

การตรวจมะเร็งลำไส้ มีวิธีใดบ้าง

ในการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาโรคมะเร็งลำไส้สามารถทำได้หลายวิธี มีตั้งแต่วิธีเบื้องต้นไปจนถึงการตรวจทางพยาธิวิทยา โดยแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติครอบครัว ประวัติส่วนตัว ตรวจร่างกายโดยทั่วไปแล้วจึงจะเข้าสู่การตรวจเฉพาะทาง มีวิธีตรวจดังนี้

1. การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก

วิธีนี้ถือเป็นการตรวจแบบเบื้องต้น โดยแพทย์จะสวมถุงมือและทาครีมหล่อลื่นแล้วจึงจะตรวจบริเวณปากทางของทวารหนัก เพื่อตรวจดูว่ามีก้อนเนื้อแปลกปลอมอะไรหรือไม่

2. ตรวจหาเลือดในอุจจาระ

แพทย์จะสั่งให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจงดเนื้อสัตว์และเลือดสัตว์ รวมทั้งอาหารเสริมบำรุงเลือดต่าง ๆ ที่อาจใช้อยู่เป็นเวลา 3 วัน จากนั้นก็จะนำตัวอย่างอุจจาระที่ได้ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งถ้าหากมีเลือดปนอยู่ในอุจจาระก็แปลว่าภายในระบบทางเดินอาหารอาจมีเลือดออก แพทย์ก็จะส่งตัวให้ไปทำการตรวจอย่างละเอียดในขั้นต่อไป

3. การส่องกล้อง

การส่องกล้องเพื่อตรวจวินิจฉัยมีทั้งหมด 2 แบบคือ แบบที่ตรวจเฉพาะลำไส้ส่วนล่าง เรียกว่า Sigmoidoscope และการส่องกล้องเพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่ทั้งหมด เรียกว่า Colonoscopy

4. การกลืนสีหรือแป้ง (barium enema)

นอกจากส่องกล้องแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่สามารถตรวจหาก้อนเนื้อได้ก็คือการกลืนสารทึบรังสี แล้วเอกซเรย์เพื่อดูความผิดปกติของลำไส้ใหญ่

5. การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ

หากพบความผิดปกติของลำไส้หลังจากเอกซเรย์ หรือขณะที่กำลังส่องกล้อง แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ถ้าหากใช่ แพทย์ก็จะวางแผนสำหรับการรักษาต่อไป

มะเร็งลำไส้ รักษาอย่างไร ?

หลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้แล้ว แพทย์จะตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งว่าอาการที่เป็นอยู่ในระยะใด จากนั้นจึงจะเริ่มต้นวางแผนสำหรับการรักษา ทั้งนี้แพทย์จะต้องเช็กสภาพความพร้อมของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสุขภาพ อายุ และระยะของมะเร็ง แล้วถึงจะวางแผนการรักษาได้ โดยวิธีการรักษาที่ใช้อยู่กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่

1. การผ่าตัด

การผ่าตัดถือเป็นวิธีการรักษาเบื้องต้นของโรคมะเร็ง โดยแพทย์จะแนะนำให้ทำการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย ส่วนใหญ่แล้วหากเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรกจะใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว โดยจะผ่าตัดนำลำไส้ส่วนที่เสียออกแล้วนำลำไส้ที่เหลือมาต่อกัน แต่ถ้าหากส่วนที่เป็นมะเร็งนั้นอยู่ใกล้ทวารหนักก็อาจมีการตัดทวารหนักทิ้ง และให้ผู้ป่วยใช้การอุจจาระผ่านทางหน้าท้อง จากนั้นแพทย์ก็จะทำการติดตามผลอย่างใกล้ชิดจนมั่นใจว่าจะไม่มีการกลับมาเป็นซ้ำอีก แต่ถ้าหากผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ 2 ขึ้นไป ก็จะเพิ่มการรักษาด้วยรังสีหรือเคมีบำบัดตามมาหลังการผ่าตัดด้วยเพื่อให้ ทำลายเซลล์มะเร็งให้หมด ไม่ให้หลงเหลือจนเกิดมะเร็งซ้ำ

2. รังสีรักษา

รังสีรักษาเป็นการรักษาที่ใช้รังสีทำลายเซลล์มะเร็งในบริเวณที่เกิดโรค วิธีนี้สามารถลดขนาดของก้อนเนื้อมะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็งได้เกือบทั้งหมด ทำให้สามารถผ่าตัดได้ง่ายขึ้น โดยการใช้รังสีรักษาจะทำได้ทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด แต่ปัจจุบันนี้แพทย์นิยมให้ใช้การรักษาด้วยรังสีก่อนการผ่าตัด เนื่องจากได้ผลที่ดีกว่า แต่การให้รังสีหลังผ่าตัดก็สามารถป้องกันการเกิดซ้ำของโรค และลดการนำลำไส้มาเปิดไว้ที่หน้าท้องได้เช่นกัน

3. เคมีบำบัด

การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้ร่วมกับการผ่าตัด โดยผู้ป่วยหลังจากได้รับการผ่าตัดแล้วก็จะต้องได้รับยาเคมีบำบัดเพิ่มเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาแบบนี้จะต้องเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่ 2 เป็นต้นไป หรือมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ การใช้เคมีบำบัดสามารถเพิ่มโอกาสรอดของผู้ป่วยได้มากเลยทีเดียว ขณะที่ในบางรายที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ การรักษาด้วยเคมีบำบัดก็จะกลายเป็นการรักษาหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย ลดความทรมานจากมะเร็ง แต่จะไม่สามารถทำให้หายขาดได้ค่ะ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันอย่างไร

ถึงสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ได้ แต่เราก็สามารถลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้ในหลาย ๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เนื้อแดงก็ควรรับประทานให้น้อยลง อีกทั้งยังควรดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นปกติอยู่เสมอ อย่าให้เกิดลำไส้อักเสบ ลำไส้แปรปรวน หรืออาการท้องผูกบ่อย ๆ ซึ่งถ้าหากคุณมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายเรื้อรัง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังควรตรวจหาความเสี่ยงโรคมะเร็งอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งค่ะ

ป่วยมะเร็งลําไส้ กินอะไรได้บ้าง หรือห้ามกินอะไร

หากป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจคือการเลือกรับประทานอาหารให้ถูกโภชนาการ โดยชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง แนะนำว่าผู้ป่วยควรจัดอาหารดังนี้

– คาร์โบไฮเดรต ควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและมีใยอาหารมาก ๆ เช่น ข้าวกล้อง เพราะใยอาหารจะช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งและน้ำดีแล้วขับออกจากร่างกาย

– โปรตีน ควรทานวันละ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สามารถทานเนื้อสัตว์ได้ แต่ควรเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แฮม เพราะมีสารไนไตรท์ที่กระตุ้นการเกิดมะเร็งมากขึ้น ส่วนโปรตีนชนิดอื่นที่ควรทาน เช่น ไข่ และถั่ว เช่น ถั่วเหลือง

– ไขมัน เลี่ยงไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ หันไปทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวแทน เช่น ไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 และ 6 ซึ่งพบได้ในน้ำมันปลา แต่ไม่ควรทานวิตามินเสริม หรือน้ำมันปลา เพราะจะทำให้ได้รับไขมันเกินความจำเป็น นอกจากนี้ ควรเลี่ยงไขมันที่เกิดจากการปิ้งย่างหรือน้ำมันทอดซ้ำที่มีสารก่อมะเร็งโดยตรง

– ผัก หากผู้ป่วยมีอาการท้องอืดควรเลี่ยงผักที่มีใยอาหารมาก ๆ รวมทั้งผักกลิ่นฉุนที่มีสารกำมะถันอยู่มาก เช่น ต้นหอม หัวหอมใหญ่ ส่วนผักที่ควรรับประทานคือผักในตระกูลกะหล่ำ ซึ่งมีงานวิจัยพบว่ามีผลดีต่อการป้องกันและต่อต้านมะเร็งลำไส้ แต่ควรล้างให้สะอาด

– ผลไม้ สามารถทานได้ทุกชนิด โดยเฉพาะผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เช่น ฝรั่ง แอปเปิล ยกเว้นผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดมาควรเลือกทานผลไม้ที่ย่อยง่าย เช่น มะละกอสุก ส้ม แก้วมังกร เป็นต้น และหลังจากการรับประทานผลไม้เส้นใยสูงแล้ว ควรเพิ่มการดื่มน้ำให้มากขึ้นเพื่อป้องกันการอุดตันของลำไส้จากเส้นใยอาหาร

โรคมะเร็งลำไส้ เป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด อย่าปล่อยให้วิถีการดำเนินชีวิตของคุณต้องเข้าไปใกล้ความเสี่ยงโรคมะเร็งเลยจะดีกว่า เพราะเมื่อเจ้าโรคนี้เข้ามาอยู่ในชีวิตแล้ว สิ่งที่ต้องเสียไปย่อมไม่คุ้มกันเลย หันกลับมารักตัวเองให้มากอีกนิดจะได้มีอายุที่ยืนยาวนะคะ

ทำไมต้องใช้ สูตรดีท็อกซ์ลำไส้

ฟังดูเหลือเชื่อแต่มันคือเรื่องจริงว่าเฉพาะพื้นผิวลำไส้เล็ก ก็มีขนาดถึง 250 ตารางเมตร หรือเท่ากับสนามเทนนิส 2 สนามเลยทีเดียว!!! แต่เมื่ออยู่ในช่องท้องของเราจะมีรูปทรงหดย่นพับไปพับมา และเต็มไปด้วยซอกมากมาย และซอกตามรอยพับนี่แหละค่ะ ที่เป็นแหล่งสะสมของ “ตะกรันลำไส้” ที่เกิดจากการทานอาหารมันๆ ย่อยยาก รวมถึงอุจจาระเก่าที่ตกค้างจากการขับถ่ายไม่เป็นเวลา อาจดูน่าตกใจ แต่เชื่อหรือไม่ว่ามันสามารถสะสมอยู่ในลำไส้ของเราได้หลายกิโลกรัมเลยทีเดียวนะคะ

ลำไส้ที่มีตะกรันสะสมมากๆ เสี่ยงกับอะไรบ้าง

-เป็นสิว ผิวพรรณไม่สดใส
-มีกลิ่นตัว
-มีกลิ่นปากแบบไม่ทราบสาเหตุ
-ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย
-ถ่ายยาก ถ่ายไม่สุด
-ท้องผูก ขับถ่ายไม่เป็นเวลา
-มีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง หรือท้องเสียบ่อย
-มีอาการคล้ายกรดไหลย้อน (ซึ่งเกิดจากแก๊สในลำไส้)
-เสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้

ดังนั้น ใครที่มีปัญหาตามที่ว่ามา ควรหันมาทานผักผลไม้ให้มากขึ้น และลองมาทำ สูตรดีทอกซ์ลำไส้ แบบฉบับโฮมเมดกันนะคะ ทำเองไม่ยาก แต่บอกเลยว่าได้ผลดีมาก แถมประโยชน์เพียบ!!!

**แต่ละสูตรใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่ทานได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีโรคประจำตัวหรือมีแผลในระบบทางเดินอาหาร แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ก่อนนะคะ**

สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ สูตรที่ 1
น้ำมะนาว+น้ำอุ่น

สูตรนี้ง่ายสุดๆ แต่ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ หากดื่มหลังตื่นนอน (ก่อนอาหารเช้า) ได้ต่อเนื่องกันทุกวัน จะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในอาทิตย์แรก และหากทำได้ครบ 21 วัน ทั้งสุขภาพภายในและผิวพรรณภายนอกจะดีขึ้น จนคนรอบข้างต้องทักเชียวล่ะค่ะ

ส่วนผสม
มะนาวครึ่งลูก
น้ำเปล่า 2-4 แก้ว

วิธีทำ
1. ผ่ามะนาวตามแนวนอนครึ่งลูก (อีกครึ่งสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้)
2. บีบน้ำมะนาวใส่น้ำอุ่น คนให้เข้ากัน แล้วดื่มทันที โดยดื่มเป็นอย่างแรกหลังตื่นนอน และดื่มก่อนรับประทานอาหารเช้า

สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ สูตรที่ 2
เม็ดแมงลัก+น้ำอุ่น

เม็ดแมงลักสามารถพองตัวได้หลายเท่าและยังมีกากใยอาหารที่ช่วยกระตุ้นประสาทรอบๆ ลำไส้ ทำให้เกิดความรู้สึกอยากถ่าย และยังช่วยดูดซับไขมันไม่ดี (LDL-cholesterol) ให้ขับออกมาพร้อมกับอุจจาระอีกด้วย ได้ประโยชน์สองต่อเลยทีเดียวค่ะ

ส่วนผสม
เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา
น้ำอุ่น 1 แก้ว

วิธีทำ
1. ล้างเม็ดแมงลักผ่านตะแกรงให้สะอาด
2. แช่เม็ดแมงลักในน้ำอุ่นประมาณ 30 นาทีให้พองเต็มที่
3. ดื่มก่อนนอนสัก 1-2 ชั่วโมง (เพื่อไม่ให้ปวดปัสสาวะกลางดึก) ดื่มได้ทุกวัน หรือจะดื่มอาทิตย์ละ 3-4 วันก็ได้ค่ะ

สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ สูตรที่ 3
น้ำผึ้ง+มะนาว+โยเกิร์ต+นมสด

สำหรับสูตรนี้รสชาติดีทีเดียวค่ะ หากใครยังไม่เคยลองแนะนำให้ทำช่วงวันหยุดหรือมีเวลาก่อนออกจากบ้านอย่างน้อย 40 นาที จะได้สะดวกเข้าห้องน้ำนะคะ โดยดื่มเป็นอย่างแรกหลังตื่นนอน จะช่วยกระตุ้นการขับถ่าย เหมาะกับคนที่ท้องผูกบ่อยๆ ค่ะ

ส่วนผสม
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ½ ถ้วย
มะนาว ½ ลูก
น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
นมสด UHT รสจืด 1 กล่อง (ประมาณ 200 มล.)
*ควรเลือกนมโคแท้ 100% เท่านั้น เพราะมีคุณค่าทางอาหารเต็มที่ค่ะ

วิธีทำ
1. บีบน้ำมะนาวใส่แก้ว ตามด้วยน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา หรือกะประมาณ 1/3 ของช้อนโต๊ะ
2. ใส่โยเกิร์ตลงไปครึ่งถ้วย
3. สำหรับนมสด หากแช่เย็นมาควรนำไปอุ่นให้หายเย็น (แต่ไม่ถึงกับร้อน) แล้วเทลงในแก้วเป็นลำดับสุดท้าย
4. คนให้เข้ากันจนกระทั่งน้ำผึ้งไม่ติดช้อน ก็ดื่มได้ทันที หลังจากนั้นจึงดื่มน้ำอุ่นตามอีกสักครึ่งแก้วค่ะ

สูตรดีท็อกซ์ลำไส้ สูตรที่ 4
น้ำมะละกอดิบต้ม


ส่วนผสม
มะละกอดิบ 1/2 ลูก ปอกเปลือก เอาเมล็ดออกให้หมดแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ
น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง

วิธีทำ
ต้มมะละกอดิบในน้ำสะอาดประมาณ 15 นาที พักไว้ให้เย็น สามารถใส่ตู้เย็นเก็บไว้ดื่มได้หลายวัน โดยดื่ม 1 แก้วก่อนนอน เมื่อตื่นเช้ามาให้ดื่มน้ำอุ่นอีก 1 แก้ว ก็จะช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้นค่ะ

แต่ละสูตรใช้วัตถุดิบที่หาได้ไม่ยากในบ้านเราทั้งนั้นเลย ดังนั้นจึงสามารถทำเวียนกันไปแต่ละสูตรได้ตามความชอบเลยค่ะ และถ้าหากอยากให้ได้ผลดียิ่งขึ้นล่ะก็ ควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายหน้าท้อง เพื่อกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่ายได้ดี ก็จะยิ่งแฮปปี้กับผลลัพธ์แบบคูณสองเลยล่ะค่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ศูนย์มะเร็ง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
สมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่
โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ลองทำเลย! สูตรพอกหน้าขาวแบบเร่งด่วน..ด้วยสูตรการพอกหน้าใกล้ตัวจากธรรมชาติ

10 สูตรพอกหน้าใสเร่งด่วน ด้วยสูตรการพอกหน้าใกล้ตัวจากธรรมชาติ

สูตรพอกหน้าใสเร่งด่วน ด้วยสูตรการพอกหน้าใกล้ตัวจากธรรมชาติ การพอกหน้าหรือมาส์กหน้าเป็นหนึ่งในวิธีบำรุงดูแลผิวหน้าที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบและมักจะทำกันเป็นประจำ เนื่องจากใช้เพียงแค่วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในบ้าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าคอร์สความงามนอกบ้านอีกด้วย สิ่งที่สำคัญก็คือสูตรพอกหน้าเหล่านี้มีความปลอดภัยสูง เพราะมาจากธรรมชาติแท้ๆ นั่นเอง

 

1 ) สูตรพอกหน้า ด้วยมะนาว มะขามเปียก และน้ำผึ้ง

สูตรพอกหน้า สูตรนี้จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดออก จึงทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้เนื้อมะขามเปียกปริมาณ 1 กำมือที่แยกเอาเส้นใยและเม็ดออก ผสมกับน้ำมะนาวคั้นสด 1 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ คนส่วนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที จึงค่อยล้างออกให้สะอาด ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

 

2 ) สูตรหน้าใสเร่งด่วน ฟักทอง

สูตรหน้าใสเร่งด่วน ฟักทองมีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินเอในปริมาณที่สูงมาก จะช่วยเติมสารอาหารลงสู่ผิวทำให้หน้าขาวกระจ่างใส ผิวมีลักษณะเนียนนุ่มน่าสัมผัสเหมือนผิวเด็ก โดยนำเอาฟักทองไปต้มแล้วเอาแต่เนื้อปริมาณ 1/2 ถ้วยผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย บดให้ละเอียด พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที จึงค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด

 

3 ) สูตรหน้าขาวเร่งด่วน กล้วยหอม

สูตรหน้าขาวเร่งด่วน ผลไม้สีเหลืองที่มีกลิ่นหอมชวนรับประทานนี้ นอกจากจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ยังสามารถนำมาบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นได้ดี โดยนำเนื้อกล้วยหอมสุกมาบดให้ละเอียดแล้วพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จึงค่อยล้างออกให้สะอาด

 

4 ) สูตรพอกหน้าขาวใสเร่งด่วน ขมิ้นและนมสด

สูตรพอกหน้าขาวใสเร่งด่วน ขมิ้นเป็นสมุนไพรไทยที่นิยมใช้มาตั้งแต่โบราณ รวมถึงนมสดที่นำมาประทินผิวให้ขาวผุดผ่องเนียนใส แลดูสะอาดเกลี้ยงเกลาหมดจด โดยใช้ผงขมิ้นปริมาณ 1 ถ้วยตวง ผสมกับนมสด 3/4 ถ้วยตวง คนส่วนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกผิวให้ทั่วขณะอาบน้ำ หลังจากที่ฟอกสบู่ล้างตัวเรียบร้อยแล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 30 นาที จึงค่อยล้างออกให้สะอาด หากสามารถทำได้ทุกวันรับรองว่าผิวจะเนียนนุ่มน่าสัมผัสสุดๆ เลยค่ะ

 

5 ) พอกหน้าขาวใสเร่งด่วน โยเกิร์ต

พอกหน้าขาวใสเร่งด่วน ในโยเกิร์ตอุดมไปด้วยลุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส วิตามินบี และกรดแลคติก ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยขจัดสิ่งสกปรกในรูขุมขนได้อย่างหมดจด และบำรุงผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใส เพิ่มความเนียนนุ่มชุ่มชื้นไม่แห้งตึง โดยใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติปริมาณ 1 ถ้วย แช่เย็นจัดๆ แล้วนำมาพอกหน้าพร้อมกับใช้ปลายนิ้วมือนวดเบาๆ ประมาณ 20 นาที จึงค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาดแล้วตามด้วยน้ำเย็นจัดๆ ปิดรูขุมขน

 

6 ) สูตรพอกหน้าขาวใสเร่งด่วน แอปเปิ้ล

สูตร พอกหน้า ขาวใสเร่งด่วน ในผลแอปเปิ้ลจะมีคอลลาเจนและอีลาสตินที่ช่วยทำให้หน้าใส ไร้ริ้วรอย และทำให้เซลล์ผิวหน้ามีความแข็งแรงมากขึ้น โดยนำแอปเปิ้ลมาปอกเปลือกแล้วคว้านเมล็ดออก จากนั้นนำเนื้อแอปเปิ้ลไปปั่นให้ละเอียดหรืออาจจะผสมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงค่อยล้างออกให้สะอาด

 

7 ) หน้าขาวใสพอกสูตร ข้าวโอ๊ต

หน้าขาวใสพอกสูตร ข้าวโอ๊ตเป็นเมล็ดธัญพืชที่ช่วยทำให้ผิวพรรณแลดูเปล่งปลั่งและลดเลือนริ้วรอยให้จางลงได้ เพียงแค่นำข้าวโอ๊ตปริมาณ 1/2 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนกว่าข้าวโอ๊ตจนนิ่ม แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด

 

8 ) หน้าใสเร่งด่วนพอกสูตร มะเขือเทศ

หน้าใสเร่งด่วนพอกสูตร ในผลมะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินซีและกรดผลไม้จากธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงผิวหน้าให้ขาวใส พร้อมกับลอกเซลล์ผิวหนังที่เสื่อมสภาพให้หลุดออก ใบหน้าของเราก็จะแลดูมีเลือดฝาดเหมือนผิวเด็กนั่นเอง โดยใช้มะเขือเทศจำนวน 1 ลูก นำมาบดหรือปั่นให้ละเอียด หรือฝานเป็นชิ้นหนาๆ แล้วนวดให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที จึงค่อยล้างออกให้สะอาด

 

9 ) สูตรพอกหน้าใสเร็ว ดินสอพอง

สูตรพอกหน้าใสเร็ว ดินสอพองมีคุณสมบัติช่วยดูดซับความมันและขจัดสารพิษที่ตกค้างบนใบหน้าได้ดี ทำให้ผิวหน้าปราศจากความมันส่วนเกิน พร้อมกับป้องกันแสงแดดได้อีกด้วย โดยนำดินสอพองผสมกับน้ำเปล่าให้พอเป็นเนื้อครีมข้นๆ แล้วนำมาพอกหน้า เว้นรอบดวงตาและริมฝีปาก ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที หรือจนกว่าจะแห้งตึงแล้วค่อยล้างออกให้สะอาด

 

10 ) สูตรพอกหน้าขาวเร็ว น้ำตาลทรายแดง

สูตรพอกหน้าขาวเร็ว น้ำตาลทรายแดงมีคุณสมบัติเป็นเม็ดสครับจากธรรมชาติที่ไม่คมมากจนทำให้ทำร้ายผิว ซึ่งช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพได้ดีไม่แตกต่างจากเกลือสครับทั่วไป โดยนำน้ำตาลทรายแดงมาปั่นหรือบดให้ละเอียด หรืออาจจะเติมนมสดลงไปผสมเล็กน้อย แล้วนำมานวดเบาๆ เป็นวงกลมให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จึงค่อยล้างออกให้สะอาด

สูตรพอกหน้าใสเร่งด่วน สาวๆ คนไหนที่อยากมีผิวสวยเนียนนุ่ม แลดูขาวสดใสให้น่ามองมากขึ้น รับรองว่าสูตรพอกหน้าเหล่านี้หากได้ทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องไปเสียเงินเข้าคอร์สแพง ๆ รับรองว่าเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

ปากเหม็นไม่รู้สาเหตุ อาจเพราะคุณมีก้อนนี้ในปาก !!! มาดูวิธีกำจัดก้อนสีเหลืองเหม็นๆในปากกัน

นิ่วทอนซิล ขี้ทอนซิล ก้อนเหลือง ๆ จาก ต่อมทอนซิล คืออะไร

นิ่วทอนซิล หรือ ขี้ทอนซิล ทุกคนต้องเคยเจอแน่ ๆ ก็ก้อนสีเหลือง ๆ เหม็น ๆ ที่หลุดออกมาจากคอไงล่ะ ว่าแต่เกิดจากอะไรนะ แล้วจะป้องกันได้ไหม คำตอบอยู่ที่นี่แล้ว

กรี๊ด !!!! ก้อนอะไรเนี่ย สีเหลือง ๆ ขาว ๆ หลุดออกมาจากคอเป็นประจำเลย แถมมีกลิ่นเหม็นอีกต่างหาก ฮือ ๆ เราจะเป็นอะไรหรือเปล่า… ทำไมรู้สึกว่าเรามีกลิ่นปาก ทั้ง ๆ ที่ก็แปรงฟันบ้วนปากด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อมาอย่างดี โอ๊ะโอ ! ไม่ต้องตกใจหรือวิตกกังวลพร้อม ๆ กับตั้งคำถามมากมายจะทำให้ปวดหัวเปล่า ๆ ค่ะ เพราะเราจะมาเฉลยคำถามที่เชื่อว่าหลายคนอยากรู้ว่าก้อนสีขาว ๆ เหลือง ๆ ที่หลุดออกมาจากคอเรามันคืออะไร อย่ารอช้าเข้าไปหาคำตอบเพื่อสุขภาพที่ดีกันดีกว่าค่ะ…

ก่อนอื่นเรามารู้จัก ทอนซิล” กันก่อน สำหรับ ทอนซิล (Tonsils) คือ ต่อมน้ำเหลืองในทางเดินหายใจ มีหลายตำแหน่ง ได้แก่ สองข้างของลิ้น (palatine tonsil), ด้านหลังจมูก (nasopharyngeal tonsil adenoid), ผนังคอด้านหลัง และโคนลิ้น

ทอนซิลเป็นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ทำงานโดยการจับเชื้อโรคมาไว้ในหลืบ (Crypt) ที่ด้านข้างของคอ ซึ่งบริเวณนี้อาจมีเศษอาหารเข้าไปติดหรือตกค้างได้ นอกจากนั้นเซลล์ที่ตายแล้วอาจหลุดลอกออกมา แล้วทำให้แบคทีเรีย เม็ดเลือดขาว และเอนไซม์ในน้ำลายเข้าไปย่อยสลายเกิดเป็นสารคล้ายเนยสีเหลืองขาวสะสมอยู่ ในบางคนอาจมีสารแคลเซียมมาเกาะ ทำให้มีลักษณะคล้ายก้อนแคลเซียมอยู่ในร่องของต่อมทอนซิล เรียกว่า ขี้ทอนซิน หรือภาษาทางการแพทย์คือ ทอนซิลโลลิท (Tonsillolith) ทั้งนี้ อาจเรียกได้ว่า นิ่วทอนซิน หรือ Tonsil Stone

และเจ้าขี้ทอนซิลนี่แหละที่อาจก่อให้เกิดความรำคาญกับช่องปาก รู้สึกคล้ายมีอะไรติด ๆ อยู่ในลำคอ ทำให้ต่อมทอนซิลอักเสบ ทำให้มีอาการเจ็บคอเป็น ๆ หาย ๆ ทำให้มีกลิ่นปาก และทำให้มีอาการปวดร้าวไปที่หู หรือไอเรื้อรังได้ในผู้ป่วยบางราย ซึ่งปัญหาดังกล่าวพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

อาการต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง มีกลิ่นปาก ก็อาจเกิดจากเศษอาหารซึ่งตกตะกอนกับแคลเซียมในน้ำลาย แล้วไปฝังอยู่ตามร่องของต่อมทอนซิลก็เป็นได้ ถ้าเป็นบ่อย ๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการระคายเคืองคอประจำ

สำหรับต่อมทอนซิลที่อักเสบเรื้อรังถ้าต่อมโตไม่มาก ไม่มีอาการของการอุดตันการหายใจ เช่น นอนกรน นอนหายใจเสียงดัง หรือกลืนลำบาก ก็ยังไม่ต้องผ่าตัดทอนซิล อาจรับประทานยาฆ่าเชื้อแบททีเรีย ซึ่งคลุมเชื้อชนิด ANAEROBE BACTERIA เป็นแบคทีเรียที่ก่อกลิ่นเหม็นต่าง ๆ

แต่ถ้าต่อมทอนซินโตมาก ๆ และมีอาการอุดตันในลำคอ เช่น นอนกรน หายใจดัง กลืนลำบาก มีประวัติเจ็บคอบ่อย ต่อมทอนซิลอักเสบบ่อย ก็อาจจำเป็นต้องผ่าตัดทอนซิลทั้ง 2 ข้าง

การรักษา

การรักษามี 2 วิธี คือ ไม่ผ่าตัดและผ่าตัด

1. ไม่ผ่าตัด อาจหาวิธีป้องกันหรือแก้ไข ได้แก่

การกลั้วคอแรง ๆ หลังรับประทานอาหารด้วยน้ำยากลั้วคอ, น้ำเกลือ หรือน้ำเปล่าธรรมดา
ใช้นิ้วนวดบริเวณใต้คางบริเวณมุมขากรรไกรล่าง (ซึ่งตรงกับบริเวณต่อมทอนซิล) เพื่อให้ก้อนดังกล่าวหลุดออกมา


การใช้ไม้พันสำลี (Cotton bud), ปลายของที่หนีบผม, เครื่องมือที่ใช้เขี่ยขี้หูออก (ear curette), แปรงสีฟัน เขี่ย หรือกดบริเวณต่อมทอนซิล เพื่อเอาก้อนดังกล่าวออก

ใช้ที่พ่นน้ำทำความสะอาดช่องปาก ฟัน และลิ้น (water pick) ฉีดบริเวณต่อมทอนซิล เพื่อให้ก้อนดังกล่าวหลุดออก


ใช้นิ้วล้วงเข้าไปในช่องปาก แล้วกดบริเวณส่วนล่างของต่อมทอนซิล แล้วดันขึ้นบน หรือใช้ลิ้นดัน เพื่อให้ก้อนดังกล่าวหลุดออกมา แต่ถ้าเป็นเยอะ แล้วไม่สามารถล้วงเอาออกมาได้ ก็ต้องไปให้คุณหมอช่วยเอาออกให้

 

2. ผ่าตัด

ได้แก่ ใช้กรด trichloracetic acid หรือเลเซอร์ (laser tonsillotomy) จี้ต่อมทอนซิลเพื่อเปิดขอบร่องของต่อมทอนซิลให้กว้าง ไม่ให้เป็นซอกหลืบ ที่จะเป็นที่สะสมของสิ่งต่าง ๆ ได้อีก ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่

ผ่าตัดต่อมทอนซิลออก (Tonsillectomy) เป็นการรักษาที่หายขาด มักจะทำในกรณีที่ใช้วิธีดังกล่าวข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผล หรือต่อมทอนซิลอักเสบมาก ๆ

การป้องกัน
ควรจะหลีกเลี่ยง หรือลดอาหารประเภทโปรตีน แป้ง เพื่อลดปริมาณเศษอาหารที่จะไปตกตะกอนกับน้ำลาย

มาดูวิธีกำจัดก้อนสีเหลืองเหม็น ๆ ในปากกัน (https://pantip.com/topic/32886613)

ก่อนอื่นต้องบอกเลยครับว่า ผมรู้สึกรำคาญใจกับการมีก้อนเหลืองๆเหม็น ๆ ในปาก หรือ ละเอียดกว่า นั้น คือ มี tonsilstone ในซอกทอนซิล ซึ่งทำให้ผมขาดความมั่นใจในกลิ่นปากของตัวเองมาก ไม่ว่าคุณจะแปรงฟันสะอาดแค่ไหน หรือ บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากดีแค่ไหน ก็ไม่ได้ช่วยให้กลิ่นปากคุณสดชื่นได้มากนักหากก้อนนั้นยังอยู่ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การกำจัดมันซะ แต่จะทำอย่างไรล่ะ

1. กลั้วปากกลั้วคอแรง ๆ หือ กลั้วด้วยน้ำเกลือหรือน้ำโซดา ตามวิธีในเน็ต ผมลองแล้ว tonsilstone ยังฝังแน่น วิธีนี้ไม่ช่วยซักเท่าไหร่

2. วิธีสุดคลาลสิก คือ การใช้ปลายหวีเขี่ย หรือ ใช้ cutton brush เขี่ย วิธีนี้ต้องใช้ความพยายามสูงมาก และเจ็บมาก กว่าจะควาน tonsilstone ออกมาได้ และหากตำแหน่งที่ก้อนนั้นอยู่มันลึกเข้าไปใน หลืบของซอกทอนซิลแล้ว ยากมากที่จะเอาออกมาได้

3. ผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออก วิธีนี้ผมยังไม่ได้ลองครับ

4. วิธีสุดท้าย คือ การใช้น้ำฉีดเข้าไปในซอกทอนชิล ซึ่ง วิธีนี้ ง่ายและสามารถกำจัด tonsilstone ได้รวดเร็วมากๆ มาดูกันครับ

1. เตรียมอุปกรณ์ มี Syringe หรือ ซลิ้ง
2. น้ำ หรือ น้ำโซดา อันนี้ ผมมโนไปเองว่า ใช้โซดาแล้วรู้สึกดี

 

วิธีทำ

1. สูบน้ำหรือโซดาเข้าซลิ้ง
2. ยัดปลายซลิ้งเข้าไปในซอก หรือ รูที่ก้อนเหลือง ๆ มันชอบเข้าไปติด ของผมจะเป็นรู ในรูปที่ปลายนิ้วชี้

3. ฉีดน้ำเข้าไปในรู แล้วท่านจะพบว่า ก้อน tonsilstone ที่ติดในรูมาเป็นพันๆปี มันจะหลุดออกมาอย่างง่ายดายแบบนี้ ท่านพบความอัศจรรย์ว่า มันมีก้อน tonsilstone ซ่อนในปากท่านหลายก้อน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
– si.mahidol.ac.th
– eent.co.th
– followhissteps.com
– bbznet.com

ขอบคุณเจ้าของกระทู้ https://pantip.com/topic/32886613