เคล็ดลับง่าย ๆ ปอกแอปเปิ้ลยังไง…ไม่ให้คล้ำ!

วิธีการเก็บรักษาแอปเปิ้ลที่หั่นแล้วไม่ให้คล้ำ

 

1. ใช้น้ำมะนาว

การที่แอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีคล้ำนั้นเป็นเพราะเอนไซม์ในเนื้อผลไม้ทำปฏิกิริยากับออกซิ เจนในอากาศหรือที่เรียกว่า “ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น” น้ำมะนาวสามารถป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ เพราะมีกรดซิตริกหรือกรดมะนาวซึ่งเป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นหรือที่รู้จักกันในชื่อสารต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง น้ำมะนาวที่ใช้จะมาจากมะนาวสดหรือมะนาวขวดก็ได้ทั้งคู่ แต่ทางที่ดีควรใช้วิธีนี้กับแอปเปิ้ลสายพันธุ์ที่มีเนื้อหวานเท่า นั้นเพราะน้ำมะนาวจะทำให้แอปเปิ้ลมีรสเปรี้ยว การใช้น้ำมะนาวเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อแอปเปิ้ลเปลี่ยนสีสามารถทำได้สองวิธีต่อไปนี้

  1. ราดน้ำมะนาวในถ้วยแอปเปิ้ลที่หั่นเป็นชิ้นแล้วคลุกให้ทั่ว หรือจะใช้แปรงทาเนยจุ่มน้ำมะนาวทาเนื้อแอปเปิ้ลด้านที่ถูกหั่นก็ได้เช่นกัน วิธีนี้จะทำให้แอปเปิ้ลออกรสเปรี้ยวมะนาว
  2. นำแอปเปิ้ลที่หั่นเป็นชิ้นมาแช่ในน้ำมะนาวผสมกับน้ำเย็น โดยใช้น้ำมะนาวหนึ่งช้อนโต๊ะต่อน้ำหนึ่งถ้วยตวง การแช่แอปเปิ้ลนั้นให้แช่เพียง 3-5 นาทีเท่านั้นแล้วล้างน้ำเปล่า

สามารถใช้มะนาวเหลืองหรือเลม่อนแทนได้เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน หรือจะใช้สับปะรดก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ดี

2. ใช้เกลือ

เกลือเป็นวัตถุกันเสียตามธรรมชาติและช่วยป้องกันแอปเปิ้ลหั่นแล้วไม่ให้เปลี่ยนสีได้เป็นอย่างดี วิธีนี้จะต้องผสมน้ำเกลือโดยการละลายเกลือ 1/2 ช้อนชากับน้ำเย็น 4 ถ้วย จากนั้นแช่แอปเปิ้ลที่หั่นแล้วในน้ำเกลือประมาณ 3-5 นาทีแล้วนำขึ้นมาล้างน้ำเปล่าให้สะอาดในกระชอน วิธีนี้จะทำให้เนื้อแอปเปิ้ลไม่ทำปฏิกิริยากับอากาศอยู่ได้ครู่หนึ่ง

วิธีนี้ไม่ต้องกังวลว่าเนื้อแอปเปิ้ลจะมีรสเค็ม เพราะถ้าไม่ใช้เกลือมากเกินหรือแช่น้ำเกลือนานเกินไปและล้างแอปเปิ้ลให้สะอาด แอปเปิ้ลจะไม่เสียรสชาติ

3. ใช้น้ำอัดลม

เครื่องดื่มน้ำอัดลมสามารถป้องกันไม่ให้เนื้อแอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีคล้ำได้เพราะมีกรดซิตริก น้ำมะนาวโซดาและจินเจอร์เอลเป็นสองตัวเลือกยอดนิยมที่นำมาใช้แช่แอปเปิ้ลหั่นแล้วในน้ำอัดลมประมาณ 3-5 นาทีแล้วเทน้ำออก จากนั้นจะล้างน้ำเปล่าหรือจะปล่อยทิ้งไว้ให้มีรสของน้ำอัดลมก็ได้รสชาติใหม่ไปอีกแบบ

น้ำโซดาน่าจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยป้องกันเนื้อแอปเปิ้ลเปลี่ยนสีได้ ถ้ามีน้ำโซดาอยู่ติดบ้านจะลองนำมาใช้ก็ไม่เสียหาย

4. ผลิตภัณฑ์ถนอมอาหาร Fruit-Fresh

ผลิตภัณฑ์ Fruit-Fresh เป็นกรดซิตริกและกรดแอสคอร์บิก (หรือวิตามินซี) ในรูปแบบผงซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาผลไม้เปลี่ยนเป็นสีคล้ำโดยเฉพาะ เจ้าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ยังอ้างว่าสามารถกันการเปลี่ยนเป็นสีคล้ำได้นานถึงแปดชั่วโมงเลยทีเดียวและสามารถหาซื้อได้ตามแผนกผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋องตามร้านค้าทั่วไป

5. ลวกแอปเปิ้ล

การลวกแอปเปิ้ลก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการเปลี่ยนสีได้ การลวกจะหยุดการทำงานของเอนไซม์ไม่ให้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ การลวกแอปเปิ้ลนั้นง่ายนิดเดียว เพียงนำแอปเปิ้ลที่หั่นแล้วใส่ในน้ำเดือดซึ่งใช้เวลาประมาณ 5 นาทีแล้วนำขึ้นจากหม้อเพื่อล้างน้ำเย็น ต้องคำนึงว่าการลวกจะทำให้แอปเปิ้ลมีเนื้อนุ่ม จึงไม่เหมาะกับการรับประทานแบบเปล่าๆ

วิธีนี้จะเหมาะกับแอปเปิ้ลที่จะนำไปประกอบอาหารหรือทำขนม

6. ใช้แรปถนอมอาหาร

วิธีง่ายๆ ในการป้องกันแอปเปิ้ลไม่ให้เปลี่ยนสีวิธีหนึ่งก็คือการใช้แรปคลุมนั่นเอง วิธีนี้เป็นการกันไม่ให้เนื้อแอปเปิ้ลสัมผัสอากาศทำให้ไม่เกิดปฏิกิริยากับออกซิเจน ให้ใช้แรปคลุมแอปเปิ้ลให้แน่นที่สุดและพยายามไม่ให้มีรอยอากาศบนเนื้อด้านที่ถูกหั่น

วิธีนี้เหมาะกับแอปเปิ้ลที่หั่นเป็นครึ่งลูกมากกว่าเป็นชิ้นเล็กๆ หลายชิ้นเพราะแอปเปิ้ลชิ้นใหญ่หนึ่งชิ้นคลุมได้ง่ายกว่า

ต้องคำนึงว่า ถ้ามีอากาศเพียงเล็กน้อยในแรปจะทำให้เนื้อแอปเปิ้ลทำปฏิกิริยากับออกซิเจน การไล่อากาศออกให้หมดนั้นทำได้ยาก วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ไม่ค่อยได้ผลนัก

7. ใช้หนังยาง

การใช้หนังยางรัดดูเป็นวิธีที่แหวกแนวแต่ก็เป็นวิธีการป้องกันการเปลี่ยนสีอย่างง่ายๆ เพียงแต่สามารถใช้กับแอปเปิ้ลที่หั่นทั้งลูกและไม่ได้ปอกเปลือกเท่านั้น วิธีนี้เป็นการทำให้เนื้อแอปเปิ้ลไม่สัมผัสอากาศเลย โดยการหั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นขนาดปานกลางแล้วประกอบกลับให้เป็นลูกแอปเปิ้ลเหมือนเดิมแล้วใช้หนังยางรัด ดังนั้นแอปเปิ้ลจะดูเหมือนไม่เคยถูกหั่น

วิธีนี้เหมาะสำหรับคนทำงานหรือนักเรียนที่นำแอปเปิ้ลไปเป็นอาหารกลางวัน

สิ่งที่ต้องคำนึงถึง

1. เลือกแอปเปิ้ลให้ถูก

แอปเปิ้ลบางสายพันธุ์อาจไวต่อการเปลี่ยนสี ดังนั้น หากต้องการหั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นควรเลือกแอปเปิ้ลชนิดที่เปลี่ยนสียาก จากผลการวิจัยพบว่า “แอปเปิ้ลสายพันธุ์ Arangeh เปลี่ยนสีน้อยที่สุด รองลงมาเป็น Granny Smith และ Golden Smoty ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เปลี่ยนสีน้อยเช่นกัน ส่วนสายพันธุ์ Golden Delicious นั้นจัดอยู่ในระดับปานกลาง และสายพันธุ์ Red Delicious จะเปลี่ยนสีมากที่สุด” 

2. เก็บแอปเปิ้ลที่หั่นแล้วอย่างถูกวิธี

วิธีการเก็บรักษาแอปเปิ้ลหั่นแล้วที่ดีที่สุด (หลังจากทำการถนอมอาหารด้วยวิธีข้างต้น) คือการเก็บใส่ถุงพลาสติกที่มีซิปปิดปากถุงหรือถุงซิปล็อคแล้วรีดอากาศออกให้มากที่สุดก่อนปิดปากถุง แช่ไว้ในตู้เย็นจนกว่าจะนำมาเสิร์ฟหรือรับประทาน เมื่อเก็บอย่างถูกวิธีแล้วแอปเปิ้ลจะยังคงความสดและกรอบ

3. ใช้มีดที่สะอาดและมีคุณภาพ

ถ้าใช้มีดที่เก่ามีดจะถูกกัดกร่อนด้วยกรดธรรมชาติและเกิดตะกอนจากเกลือของเหล็กปนเปื้อนเนื้อผลไม้ เกลือของเหล็กจะยิ่งเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและทำให้แอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีคล้ำอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการใช้มีดที่สะอาดและมีคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยชะลอการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น

4. พรางแอปเปิ้ลสีคล้ำ

ถ้าหากแอปเปิ้ลกลายเป็นสีคล้ำจนสายเกินแก้ ให้ลองปกปิดเนื้อที่คล้ำด้วยซินนาม่อนหรืออบเชย รสของอบเชยจะช่วยเสริมรสชาติของแอปเปิ้ลได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสีน้ำตาลแดงของอบเชยยังช่วยพลางสีที่คล้ำของแอปเปิ้ลได้อีกด้วย นอกจากนี้อบเชยก็มีสารต้านอนุมูลอิสระ การโรยอบเชยเล็กน้อยอาจช่วยชะลอการเปลี่ยนสีได้

5. ใช้วิธีข้างต้นกับผลไม้ชนิดอื่นๆ

วิธีเหล่านี้สามารถใช้กับผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น กล้วย แพร์ พีช และอาโวคาโด ที่มีโอกาสเปลี่ยนเป็นสีคล้ำได้เช่นกัน

เคล็ดลับ

  • วิธีทั้งหมดข้างต้นไม่สามารถป้องกันการเปลี่ยนสีได้อย่างถาวร แต่สามารถรักษาแอปเปิ้ลไม่ให้คล้ำได้สองถึงสามชั่วโมง ซึ่งจะทำให้แอปเปิ้ลดูน่ารับประทานหากต้องหั่นไว้บนถาดผลไม้หรือไว้ทานกับชีส
  • วิธีการเหล่านี้สามารถใช้กับมันฝรั่งได้เช่นกันเพราะมีกระบวนการเดียวกัน

source:

http://www.foodfreshly.com/fresh-cut-apples/fresh-cut-apples.html
http://www.theyummylife.com/prevent_apple_and_pear_slices_from_browning
http://www.wegmans.com/webapp/wcs/stores/servlet/ProductDisplay?productId=356982&storeId=10052&langId=-1

บทสรุป จุ่มลวกช้อนในหม้อหุงข้าว ฆ่าเชื้อได้จริงหรือ?

บทสรุป จุ่มลวกช้อนในหม้อหุงข้าว ฆ่าเชื้อได้จริงหรือ?

ก่อนหน้านี้ เคยมีคำแนะนำเกี่ยวกับการลวกช้อนในหม้อหุงข้าว จากนายสง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการกรมอนามัย ในฐานะอุปนายกสมาคมโภชนาการ เปิดเผยว่าร้านอาหารหลายแห่ง โดยเฉพาะร้านที่อยู่ในโรงอาหาร เจ้าของร้านหลายแห่งนำเอาน้ำใส่หม้อหุงข้าวเสียบปลั๊ก ให้ลูกค้าใช้ช้อนจุ่มลงไป เพื่อลวกทำความสะอาดก่อนรับประทานอาหาร เพื่อความมั่นใจในความสะอาดนั้น หลายคนถกเถียงกันว่าวิธีการเช่นนี้จะช่วยทำความสะอาดช้อนกินข้าว หรือเป็นการเพิ่มปริมาณเชื้อโรคให้กับช้อนข้าวมากขึ้นกันแน่

เรื่องนี้ยังไม่มีการทำวิจัยและสำรวจอย่างจริงจังของกระทรวงสาธารณสุข แต่ตามหลักการแล้ว ช้อนที่ผ่านการล้างอย่างสะอาด และเก็บไว้ในที่มิดชิด หรือมีผ้าสะอาดคลุมให้พ้นจากฝุ่นละออง ไม่จำ เป็นต้องลวกช้อนในหม้อหุงข้าวซ้ำอีก เพราะน้ำในหม้อหุงข้าวไม่ใช่น้ำเดือด และคนที่เอาช้อนลงไปจุ่มส่วนใหญ่ก็จุ่มแป๊บเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่มีผลอะไรกับการตายของเชื้อโรคเลย หากต้องการจะฆ่าเชื้อโรคจริงๆ น้ำต้องเดือด และต้องใช้เวลาจุ่ม 1 นาทีขึ้นไปเชื้อโรคถึงจะตาย

สำหรับเรื่องที่พูดกันว่าการเอาช้อนจุ่มในหม้อหุงข้าวที่ไม่เดือดของคนหลายๆ จะยิ่งเพิ่มปริมาณเชื้อโรคในหม้อหุงข้าวให้มากขึ้น ส่งผลให้คนที่เอาช้อนจุ่มช่วงหลังๆ รับเชื้อโรคมากขึ้นนั้น เรื่องนี้อาจจะเป็นไปได้ หากมีคนเอาช้อนสกปรกหรือช้อนที่ใช้แล้วจุ่มลงไป แล้วมีผู้อื่นมาใช้น้ำในหม้อหุงข้าวใบนั้นต่อ

ล่าสุดก็มีบทความที่พูดถึงเรื่องการลวกช้อน จาก ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน ไว้ดังนี้

วันนี้ผมจะมาสรุป เรื่องการจุ่มลวกช้อนในหม้อหุงข้าว มันกำจัดแบคทีเรียได้จริงไหม? โปรดฟังข้อเท็จจริงด้วยใจเป็นกลางนะครับ

จากการศึกษา พบว่า น้ำที่อุณหภูมิสูงตั้งแต่ 65 องศาเซลเซียสสามารถลดเชื้อได้ (ไม่ใช่กำจัดหมดนะ) เฉพาะน้ำที่เปลี่ยนใหม่ๆ ในห้องทดลอง หรือมีการจุ่มไม่กี่ครั้งเท่านั้น

ความจริงที่หลายคนไม่อยากรู้ก็คือ เมื่อวัดอุณหภูมิน้ำในหม้อหุงข้าวส่วนใหญ่ที่เปิดฝา พบว่าอุณหภูมิไม่ถึง 65 นั่นเท่ากับว่ามันกำจัดเชื้อไม่ได้เลยครับ ห๊ะ!!

เมื่อทดลองเอาน้ำในหม้อหุงข้าวตามโรงอาหารมาตรวจสอบ พบว่า แบคทีเรียจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาซะงั้น แม้ว่าอุณหภูมิบางช่วงจะสูงถึง 95 องศา ก็ยังพบว่าเชื้อเพิ่มจำนวนในหม้อหุงข้าวได้ เมื่อทดลองจุ่มช้อนลงไป ก็พบว่าแบคทีเรียติดมากับช้อนได้ แถมยังมีจำนวนเชื้อมากกว่าก่อนที่จะจุ่มซะอีก

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กำหนดให้จานช้อนส้อม ต้องมีจุลชีพไม่เกิน 1,000 โคโลนี อ๊ะ!!! แล้วช้อนในโรงอาหารก่อนจุ่มมีเชื้อเท่าไหร่ เย้! ไม่เกินเกณฑ์ครับเฉลี่ยประมาณ 300 โคโลนีเอง เมื่อจุ่มลงไปในหม้อ ก็จะมีแบคทีเรียติดเพิ่มขึ้นมาบนช้อนได้อีกประมาณนึง

ดังนั้น แท้จริงแล้ว จุดเริ่มต้นเราควรกำกับดูแลร้านค้าให้รักษาสุขอนามัยล้างจานช้อนให้สะอาด มีความตระหนักที่จะปกป้องผู้บริโภคอย่างจริงใจ

“เพิ่มความตระหนักในการล้างช้อน ดีกว่านำมาจุ่มน้ำร้อนในภายหลัง”

และยังมีบทคัดย่องานวิจัยของนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ค่ะ ผู้วิจัยเก็บตัวอย่างน้ำที่ใช้ลวกช้อน และพิสูจน์เชื้อด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงจากการใช้ไม้พันสำลีปราศจากเชื้อป้าย (swab) ช้อน ส้อม และตะเกียบ พบว่า

1. ตัวอย่างน้ำในหม้อลวกช้อน มีเชื้อแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารกลุ่มโคลิฟอร์ม เช่น Escherichia coli, Klebsiella pneumoniae และ Enterobacter spp.

2. ผลจากการเพาะเชื้อจากการ swab ช้อน ส้อม ตะเกียบ พบว่ายังมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ค่ะ แต่พบเชื้อจำนวนน้อยกว่าเมื่อทำการลวกเพื่อทำความสะอาดแล้ว ผู้วิจัยสรุปว่า

“…การลวกช้อน ส้อม และตะเกียบในอุปกรณ์สำหรับลวกช้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ แต่จะเป็นการเพิ่มจำนวนเชื้อโรคที่มีการปนเปื้อนอยู่ในน้ำจากอุปกรณ์สำหรับลวกช้อน…”

อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ย้ำชัด การจุ่มช้อนและส้อมในหม้อหุงข้าวไม่ช่วยฆ่าเชื้อโรค แถมยังเป็นการเพิ่มจำนวนเชื้อโรคที่มีการปนเปื้อนอยู่ในน้ำจากอุปกรณ์สำหรับลวกช้อนด้วยซ้ำไป

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงว่า ตามที่บรรดาฟู้ดคอร์ทในห้างสรรพสินค้านำหม้อหุงข้าวมาใส่น้ำและต้มให้เดือด เพื่อให้เหล่าลูกค้านำช้อมส้อมไปจุ่มน้ำร้อนฆ่าเชื้อโรคนั้น การกระทำดังกล่าวไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้จริง เนื่องจากการลวกช้อน-ส้อมที่อุณหภูมิต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มจำนวนเชื้อโรคที่มีการปนเปื้อนอยู่ในน้ำจากอุปกรณ์สำหรับลวกช้อน เพราะถ้าน้ำที่ใส่ไว้ในหม้อหุงข้าวไม่ได้รับการเปลี่ยนบ่อย ๆ จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคทนความร้อน รวมทั้งสิ่งสกปรกอื่น ๆ ที่มาจากการล้างช้อนส้อมไม่สะอาด

ที่มาจากงานวิจัย http://e-office.ahs.nu.ac.th/mis/student/student_detail.asp…

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant

วิธีทำ “ไข่เต่ามันม่วง” เมนูทานเล่นนุ่มหนึบสู้ฟัน ยิ่งเคี้ยวยิ่งมันส์!

วิธีทำ “ไข่เต่ามันม่วง” เมนูทานเล่นนุ่มหนึบสู้ฟัน ยิ่งเคี้ยวยิ่งมันส์!

วิธีทำ “ไข่เต่ามันม่วง” เมนูทานเล่นนุ่มหนึบสู้ฟัน ยิ่งเคี้ยวยิ่งมันส์! ไข่เต่าแบบเดิม ๆ ต้องชิดซ้าย เมื่อพบกับ “ไข่เต่ามันม่วง” สีม่วงสดใสแปลกตา ชวนหยิบเข้าปาก แถมทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน!

โพสต์โดย Wongnai Cooking บน 16 สิงหาคม 2017

ขนมไข่เต่าหรือไข่นกกระทา ที่สามารถหาซื้อกินได้ง่าย ๆ ทั่วไป วันนี้ Wongnai จะมาประยุกต์ให้กลายเป็นเมนูสีสันสดใสชวนรับประทาน “ไข่เต่ามันม่วง” ที่รับรองว่าแค่อ่านวิธีทำก็สามารถทำตามได้ง่ายแบบไร้ข้อสงสัย ถ้าอยากจะรู้ว่าทำยังไง ก็ตามมาดูกันเลย!

วัตถุดิบ

1. มันเทศญี่ปุ่น 500 กรัม

2. แป้งมันสำปะหลัง 2 ถ้วย

3. แป้งสาลีอเนกประสงค์ ⅓ ถ้วย

4. ผงฟู 1 ช้อนชา

5. น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ

6. เกลือ ½ ช้อนชา

7. กะทิ 2 ช้อนโต๊ะ

8. ไข่แดง 1 ฟอง

วิธีทำ

1. ปอกเปลือกมันเทศญี่ปุ่นหั่นเป็นชิ้น แล้วนำไปนึ่งประมาณ 20 นาทีจนสุก แล้วนำมาบดให้ละเอียด

2. ร่อนแป้งมันสำปะหลัง แป้งสาลีอเนกประสงค์ และผงฟูลงในอ่างผสม ใส่เกลือและน้ำตาลทรายลงไป ใส่มันเทศญี่ปุ่นลงไปนวดให้เข้ากัน

3. ตามด้วยกะทิและไข่แดง เทลงไปในส่วนผสมมันเทศญี่ปุ่นแล้วนวดต่อให้เข้ากันดี

4. ปั้นส่วนผสมทั้งหมดเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ ขนาดประมาณหัวแม่มือ

5. ตั้งกระทะใส่น้ำมันตั้งไฟกลางจนน้ำมันร้อน นำมันที่ปั้นจนกลมแล้วลงทอด ทอดไฟกลางหมั่นคนเรื่อย ๆ จนสุก นำขึ้นพักไว้กินตอนกำลังอุ่น ๆ ฟินเวอร์!

TIPs :

1. วิธีเช็คความสุกใช้ไม้เสียบลูกชิ้นจิ้มดู ถ้าดึงออกมาแล้วไม่มีแป้งติดออกมาแสดงว่าสุกดีแล้ว

2. ก่อนปั้นนำแป้งถูมือบาง ๆ จะทำให้ปั้นขนมได้ง่ายขึ้นไม่ติดมือ

โอ้โห! สีม่วงสดใสทำตามง่าย ๆ แบบนี้ ต้องลองทำตามสักหน่อยแล้ว กับเมนู “ไข่เต่ามันม่วง” ดู ๆ ไปแล้ววิธีทำก็ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ เพื่อน ๆ อย่าลืมเอาไปลองทำกันดูนะ 

ขอบคุณข้อมูลจาก Wongnai

 

วิธีพับเหรียญโปรยทาน สุดเก๋ แม้แต่มือใหม่ยังทำได้ไม่ยาก [มีคลิป]

วิธีพับเหรียญโปรยทาน สุดเก๋ แม้แต่มือใหม่ยังทำได้ไม่ยาก [มีคลิป]

ตามมาดู วิธีพับเหรียญโปรยทาน สุดเก๋ไก๋ ใช้ความคิดสร้างสรรค์เปลี่ยนให้เป็นมากกว่าเหรียญโปรยทานธรรมดา แถมนำเคล็ดลับไปใช้ได้อีกหลายงานอีกด้วย

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีการพับริบบิ้นทำเหรียญโปรยทาน เพื่อนำไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ บอกเลยว่าไม่ควรพลาดไอเดียสุดเก๋ไก๋แถมครีเอทสุด ๆ ที่เราจะนำมาฝากกันในวันนี้ เมื่อ คุณลูกน้ำ เจ้าของเพจ “เหรียญโปรยทาน Ribbon Art” ได้นำวิธีการทำเหรียญโปรยทานสารพัดรูปแบบ ที่มีความสวยงามน่ารักถึงที่สุด มาแบ่งปันแก่เพื่อน ๆ ให้ได้ทดลองทำกัน ผ่านทางกระทู้ “เหรียญโปรยทาน จริงจริ๊งงงง…ค่ะ” ซึ่งบอกเลยว่าแม้แต่มือใหม่ก็ยังทำได้ไม่ยากนัก ว่าแล้วก็ตามไปดูกันได้เลย…

เริ่มแรกควรเลือกริบบิ้นให้เหมาะกับแต่ละคนก่อน โดยริบบิ้นจะมีอยู่ 2 เนื้อ

1. ริบบิ้นเนื้อมัน เนื้อจะแข็ง สีมันวาว สีสดมาก ๆ เหมาะสำหรับพับลายผลไม้

2. ริบบิ้นเนื้อทราย มีหลายยี่ห้อด้วยกัน ลองเลือกมาเอาที่เราถนัด เนื้อทรายจะทำง่ายกว่าเนื้อมัน สีเนียนสวย เหมาะสำหรับพับลายกุหลาบ และลายอื่น ๆ (จริง ๆ เนื้อทรายก็พับลายผลไม้ได้เหมือนกันนะ แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน)

เอาล่ะ เราจะลงรูปแบบต่าง ๆ พร้อมลิงก์ให้ เผื่อเพื่อน ๆ สนใจลองหัดพับกัน

ผลไม้รวม น่าหม่ำจริง ๆ

สำหรับมือใหม่ หรือคนที่มีพื้นฐานอยู่บ้าง เริ่มแรกลองหัดลูกส้มก่อนนะคะ

จริง ๆ ก็พื้นฐานเดียวกัน ถ้าทำส้มเป็นอย่างอื่นก็หมู ๆ ตัดนั่น เพิ่มนี่ เดี๋ยวก็ได้ลายใหม่ ลูกกลม ๆ ของส้ม เราสามารถเปลี่ยนให้มันเป็นอะไรก็ได้มังคุดแค่เราเปลี่ยนขั้วมันเราก็จะได้แบบใหม่แล้ววว

ต เต่า หลังส้ม นึกถึงเกมมาริโอ้เนอะ

พัฒนาไปอีกขั้นกับผลไม้เมืองหนาว ลายนี้ยอดนิยมจริงจริ๊ง

อีกสักรูป มาเป็นพวง

ยัง ยังไม่อิ่ม ขอเสิร์ฟผลไม้ต่อนะ สับปะรด ยานัด หรือบักนัด ของดีบ้านเรานี่แหละ มา ๆ ฟินกันต่อ

สับปะรดใบงาม ๆ แทบจะยืนงงในดง…สับปะรด

ลองทำกันดูตามคลิปเลยค่ะ

ต่อไปจะพาชมไร่ข้าวโพดกันบ้าง

สีสันสะใจจริง ๆ แล้วมาดูเบื้องหลังการผลิตเม็ดแตงโม
แตงโมหวานฉ่ำ ดูคลิปวิธีการทำได้ ที่นี่

เข้าดงแก้วมังกร อีกสักหน่อยนะ
ดูคลิปวิธีการพับแก้วมงกร ได้ที่นี่

ตูมแล้วกุหลาบก็แย้มจ้า ดูคลิปได้ที่นี่

ไม่ได้มีแค่ผัก ผลไม้ ดอกไม้นะ สัตว์ต่าง ๆ ก็มีน้า เริ่มด้วยแมลงปอ
ดูคลิปการทำแมลงปอได้ที่นี่เลย

พัฒนาการของดวงดาว
ลองทำดาวสวย ๆ ดูจากคลิปนี้ค่ะ

กลับมาเป็นของกินเล่นสำหรับเด็ก ๆ อมยิ้มแสนหวาน ระวังฟันผุด้วยนะจ๊ะหนู ๆ
คลิปการทำอมยิ้มทางนี้ค่า

นี่อีกแบบที่ talk of the town กันมากที่สุด (ป.ล. แบบนี้ไม่รับทำนะ สอนให้อย่างเดียวเลย)
ลองหัดพับตามคลิปกันดูนะคะ

จริง ๆ แล้วยังมีการพับรูปแบบอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะเธอไม่อยากทำให้เหรียญโปรยทานเป็นแค่เหรียญโปรยทานธรรมดา แถมการพับเหรียญโปรยทานยังสามารถทำไปประยุกต์ใช้ได้หลายงานอีกด้วย ทั้งจัดช่อดอกไม้ จัดแจกัน ของชำร่วย ของที่ระลึก งานแต่งงานยังได้เลยนะคะ วันนี้เลยเสนอแบบจัดแต่งรถเจ้าบ่าวโดยใช้เหรียญโปรยทาน (ไม่ต้องใส่เหรียญนะ) ลงทุนแค่ 300 บาท ประหยัดแถมยังดูดี ภูมิใจอีกต่างหาก

เราหวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ และหากเพื่อน ๆ สนใจสามารถเข้ามาตามไปดูวิธีทำในอีกหลาย ๆ แบบได้ ตามลิงก์ kittisawangsri

 

คำสอนของแม่ถึงลูกสาว 30 ข้อ ที่เราอยากให้คุณได้อ่าน!

คำสอนของแม่ถึงลูกสาว 30 ข้อ

คำสอนของแม่ ถึงลูกสาว เป็นเรื่องราวดีดีที่อ่านแล้วอยากนำมาแชร์ให้กับคุณแม่ทุกคนได้มีโอกาสอ่านกันบ้างค่ะ เพราะตัวผู้เขียนเองก็มีแม่ที่เคยให้คำสอน คติเตือนใจไว้ใช้ในการดำเนินชีวิตที่เป็นเหมือนพรอันประเสริฐนำทางให้แสงสว่างสดใส ทีมงานมีคำสอนของแม่ถึงลูกสาว 30 ข้อ คำสอนของแม่จากคลับคนรักสุขภาพมาฝากกันค่ะ

คำสอนของแม่ ถึงลูกสาว 30 ข้อ

ครอบครัวไหนที่มีลูกสาวลองอ่าน คำสอนของแม่ ถึงลูกสาว 30 ข้อนี้กันดูค่ะ เพราะเป็นคำสอนง่ายๆ แต่ช่วยให้ลูกสาวของ คุณพ่อคุณแม่เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งแต่ใจ และเต็มไปด้วยความอ่อนโยน สามารถอยู่รอดในสังคมได้แบบไม่เอารัด เอาเปรียบใคร แถมยังไม่ถูกเอาเปรียบจากคนรอบข้างด้วยค่ะ ดังนั้น ระหว่างเดินที่ลูกสาวตัวน้อยค่อยๆ เติบโตขึ้นทุกวัน เรา มาให้เกราะในการดำเนินชีวิตกับลูกสาวกันค่ะ ผู้เขียนขออนุญาตนำคำสอนทั้ง 30 ข้อนี้มาจากคลับคนรักสุขภาพ ที่ได้แชร์คำสอนดีๆ นี้ออกมาค่ะ

  • ไม่มีเงินใด สุขใจใช้จ่าย เท่ากับเงินของเราเอง
  • ไม่มีความรักจากชายใด จะเติมเต็มชีวิตของหญิงใดได้ ลูกต้องรู้จักรักตัวเองให้เป็น
  • เกียรติและศักดิ์ศรี เป็นสิ่งที่เราควรยึดถือ ไม่มีความมั่งคั่งใดซื้อจิตวิญญาณของเราได้
  • สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ และราคาแพงกว่าทุกสิ่งใดที่ลูกจะหาซื้อได้
  • ลูกไม่ใช่ดาราหน้ากล้อง ไม่มีฉากถ่ายทำ อย่าสวมบทใด จงเป็นตัวของตัวเอง
  • กระจกไม่ได้มาพร้อมคำนิยามของความงาม จงมองตัวเองด้วยความรัก ลูกสวยในแบบของตัวเอง
  • อย่าให้คำจำกัดความใด กำหนดศักยภาพของลูก อาชีพของลูก โลกทัศน์ของลูก และอนาคตของลูก
  • คู่ชีวิต เลือกให้ดี
  • มีลูก ก็ต้องเลี้ยงให้ดีเช่นกัน
  • หากประสบผู้คนร้ายๆ จงมองเขาด้วยความรักอย่างจริงใจ แล้วโลกทั้งใบก็จะยิ้มรับทุกเช้าวันใหม่ของลูก ด้วยความเบิกบานใจ

เป็นอย่างไรบ้างคะกับ 10 ข้อแรก คำสอนของแม่อ่านแล้วช่วยให้สะกิดใจแม่ๆ กันบ้างนะคะ ที่จะสรรหานำมาอบรมบ่มนิสัย สอนสั่งลูกให้รู้จักการดำเนินชีวิตในก้าวแรกที่เริ่มกันตั้งแต่ยังไร้เดียงสาเลยค่ะ เราไปดูคำสอนที่เหลือกันต่อค่ะ…

จากเด็กน้อยมาเป็นเด็กหญิง และเติบโตเข้าสู่วัยสาว คุณแม่คือคนสำคัญที่ลูกมักจะบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่พบเจอมาในชีวิตแต่ละวันให้ฟังมากกว่าบอกเล่าให้คุณพ่อฟัง นั่นไม่ใช่เพราะลูกสาวรักแม่มากกว่าพ่อค่ะ แต่ผู้หญิงเขาจะมีบางมุมมองที่เห็นคล้อยไปในทิศทางเดียวกันได้เข้าใจมากกว่า แต่ถ้าแนวทางปฏิบัติแบบอย่างที่เข้มแข็งพ่อคือคนแรกที่ลูกสาวจะขอเดินตาม

  • ไม่ใช่ทุกคนที่ไม่ดีกับลูก จะเป็นคนไม่ดี และไม่ใช่ทุกคนที่ดีกับลูก จะเป็นคนดี ลูกต้องแยกให้ออก และปกป้องตัวเองให้ดี
  • จงให้อภัย จงให้อภัย จงให้อภัย
  • ชีวิตไม่มีธนาคาร ไม่ต้องเที่ยวฝากกับใคร จงเข้ารับผิดชอบชีวิตของตัวเอง 100%
  • ผู้นำที่ดีที่สุดในชีวิต ที่ลูกจะหาให้ตัวเองได้ คือตัวลูกเอง
  • ลูกเข้มแข็งได้ เท่าที่ใจลูกมุ่งมั่นจะเป็น
  • จงอ่อนโยน อ่อนน้อม แต่ไม่อ่อนแอ
  • ลูกทัดเทียม
  • งานบ้านไม่ใช่งานของผู้หญิงแต่ฝ่ายเดียว แต่หากเป็นงาน(ของ)บ้าน ที่ทุกคนที่รักกัน ต่างยินดีช่วยเหลือแบ่งเบาซึ่งกันและกันอย่างเต็มใจ
  • อย่าหูเบา หลงเชื่อสิ่งใดง่ายดาย จงฉลาดตริตรอง เพราะสิ่งที่ลูกรับ จะค่อยๆหล่อหลอมลูกให้เป็นคนเช่นนั้นจริงๆ
  • ความคิดเห็นของคน มีทั้งราคาถูกและแพง จงตีค่ามันให้ถูก และเลือกซื้อมันให้ดี

ผู้เขียนชอบมากค่ะกับคำสอนที่ว่า ลูกจงอ่อนโยน อ่อนน้อม แต่ไม่อ่อนแอ ความเป็นตัวตนที่พอดีของเด็กผู้หญิงทุกคนควรจะมีออกมาแบบพอดีและสมดุลกันในทุกด้าน รวมทั้งต้องมีความทัดเทียมแบบไม่แบ่งชั้นสังคมทั้งกับตนเอง และกับคนอื่นๆ รอบข้างด้วย ในที่นี้น่าจะหมายรวมถึงเพศหญิง เพศชายที่ต้องอยู่กันอย่างมีความทัดเทียมในสังคมด้วยค่ะ

ลูกแม่จากวัยสาวก็เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิด ความอ่านที่ดี เป็นคนที่หนักแน่นทั้งกายและใจแล้วก็ตาม แต่แม่ก็จะไม่หยุดที่จะมอบคำสอนเตือนใจที่ดีให้กับลูกไปจนกว่าลมหายใจสุดท้ายของแม่

  • เวลามีค่านัก อย่ายอมแลกไปกับการนินทาอิจฉาใคร ออกไปสร้างสรรค์ทำสิ่งดีมีประโยชน์จะดีกว่า
  • ผิดพลาดก็เริ่มต้นใหม่ได้ ล้มก็ลุกได้ เป็นสัจธรรม เป็นธรรมชาติ และเป็นธรรมดา
  • ความดูดีไม่ได้วัดกันเพียงที่เสื้อผ้า ป้ายราคาไม่ได้บอกระดับสังคม
  • รอยยิ้ม เป็นเครื่องสำอางที่สวยที่สุดของผู้หญิง
  • จงแข่งกับตัวเองเท่านั้น
  • มีน้ำใจ มีน้ำใจ และ มีน้ำใจ
  • คนมองโลกในแง่ดี ไม่ใช่คนโลกสวย แต่ที่โลกเขาสวย เพราะเห็นทุกสิ่งดี ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิด
  • ผิดก็ขอโทษ ซาบซึ้งก็ขอบคุณ พูดให้ติดปาก
  • ลูกไม่อาจเป็นที่รักที่ชอบใจของทุกคน แต่หากลูกรักแม้กระทั่งคนที่ไม่รักลูกได้ ชีวิตลูกจะไม่ต้องแบกสิ่งใดอีกเลย
  • จงจำไว้ว่า “แม่รักลูก และจะรักลูกตลอดไป” นี่คือความจริง ที่ไม่อาจมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่ากาลเวลาจะผันเปลี่ยนไปนานสักเพียงใด

เป็นคำสอนของแม่ที่ให้ลูกสาวสามารถนำมาใช้ประคองสติ ประคองชีวิตในแต่ละวันให้ผ่านไปได้ด้วยดี ถึงแม้ว่าในบางช่วงจังหวะชีวิตจะมีปัญหา อุปสรรคเข้ามา แต่แม่ก็เชื่อว่าลูกจะก้าวข้ามผ่านไปได้อย่างสวยงามและประสบความสำเร็จ คุณแม่ๆ ค่ะ ถ้าได้อ่านแล้วก็อย่าลืมนำไปสอนลูกสาวตัวน้อยที่บ้าน ให้คำสอนเหล่านี้ปลูกฝั่งเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตที่ดีให้กับ ลูกสาวของทุกครอบครัวกันค่ะ …ด้วยความใส่ใจและห่วงใย

ขอขอบคุณข้อมูลเนื้อหาอ้างอิงจาก
คลับคนรักสุขภาพ

#ภาพหาดูยาก! การเลี้ยงลูกของคนจีนในสมัยก่อนแต่ยังสอนได้ดีในสมัยนี้

ภาพหาดูยาก! การเลี้ยงลูกของคนจีนในสมัยก่อน แต่ยังสอนได้ดีในสมัยนี้

นี่คือ ภาพโปสเตอร์ การเลี้ยงลูกของคนจีน ในสมัยก่อน ตั้งแต่ปี 1952 ซึ่งเป็นการให้คำแนะนำที่ลึกซึ้ง ซึ่งยังคงมีอยู่มากมายในปัจจุบัน

เชื่อว่ามีคุณพ่อคุณแม่หลายคนในตอนนี้ มีความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกมากขึ้น อาจเป็นเพราะมีสื่อที่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกหลากหลายช่องทางให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น จึงเป็นตัวช่วยให้คุณพ่อคุณแม่หมดกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกไปหลายอย่าง

และเมื่อคำว่า “การศึกษา” เป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึง โดยเฉพาะการศึกษาสำหรับลูกน้อย ซึ่งในขณะที่พ่อแม่มักกังวลเกี่ยวกับการให้ความรู้ หาที่เรียนต่างๆให้กับลูกในอนาคต แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะลืมว่าตนเองก็ต้องได้รับการศึกษาด้วยเช่นกัน เพราะหากผู้เป็นพ่อแม่ไม่มีทักษะความรู้ในการเลี้ยงดูลูก หรือไม่ได้มีความพร้อมในการคลอดลูกเลย นั่นอาจทำให้เป็นปัญหาใหญ่ของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เลยทีเดียว

ภาพหาดูยาก! สอน การเลี้ยงลูกของคนจีน ในสมัยก่อน แต่ยังสอนได้ดีในสมัยนี้

ซึ่งชุดโปสเตอร์การเลี้ยงดูลูกนี้ ผลิตในเซี่ยงไฮ้เมื่อปี พ. ศ. 2495 เป็นการเผยคำสอนบางเรื่องจากพ่อแม่ในสมัยนั้น และเมื่อเวลาและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง วิธีการเลี้ยงลูกก็มีมากมาย แต่คำแนะนำในการเลี้ยงดูเด็กของคนวัย 65 ปี (นับถึงปัจจุบันนี้ 2560) เหล่านี้นั้น ก็มีความเกี่ยวข้องได้กับการเลี้ยงลูกในทุกวันนี้อย่างไม่น่าเชื่อ

ซึ่งทางทีมงานได้นำภาพหาดูยากแบบนี้ ซึ่งเป็นการสอน การเลี้ยงลูกของคนจีนในสมัยก่อน ที่ยังสามารถนำมาใช้สอนคุณพ่อคุณแม่ในสมัยนี้ได้เช่นกัน แล้ววิธีการเลี้ยงลูกในสมัยก่อนนั้นจะสอนอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

การเลี้ยงลูกของคนจีน

พัฒนาการทางอารมณ์ของลูกน้อย มาจากความรักของพ่อแม่

อย่าให้ความรักกับลูกน้อยเกินไป และอย่าลังเลที่จะแสดงความรัก เพราะถ้าลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่มีความรักให้ ลูกก็จะกลายเป็นคนอารมณ์ไม่ดี

การลงโทษและการตำหนิไม่ได้ช่วยฝึกให้ลูกเรียนรู้ได้ แต่การจะให้ลูกรู้จักเรียนรู้ ต้องเลี้ยงลูกด้วยความรักและการดูแลอย่างเพียงพอ ลูกก็จะมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง เช่นเดียวกับสายฝนและดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพืช ที่จะคอยให้การเจริญเติบโตและเบ่งบาน นั่นเอง

ปลูกฝังความรักและความเมตตา

เพราะอ้อมกอดแม่เท่านั้นที่จะทำให้ลูกน้อยได้รับความรู้สึกปลอดภัยมากที่สุด หากพ่อแม่แสดงความรักอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ จะทำให้ลูกสามารถรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและปลอดภัย

ควรส่งเสริมให้ลูกๆ มีใจรักสัตว์และแสดงความเมตตา นั้นจะช่วยกระตุ้นและปลูกฝังจิตใจของลูกให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ส่งเสริมจินตนาการให้ลูก

เด็ก ๆ ทุกคนที่เกิดมาล้วนมีจินตนาการแบบไร้ขอบเขตและบางครั้งก็ชอบแต่งเรื่องขึ้นเอง โดย เด็กสามขวบบางคนอาจพูดว่า “ฉันมีเครื่องบินขนาดใหญ่เท่าบ้าน” ซึ่งสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่เป็นเรื่องโกหก แต่เป็นการพูดที่เด็กมีจินตนาการสมมุติขึ้นมา

การวาดภาพสามารถช่วยให้ลูกแสดงถึงจินตนาการของตัวเองออกมา รวมไปถึงการเล่นตัวต่อหรือบล็อกไม้ ก่อสร้างอาคาร บ้านเรือน ช่วยในการสร้างจินตนาการ และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้เป็นอย่างดี

สอนให้รู้จักความกล้าหาญและความกลัว

  • อย่าปล่อยให้ลูกร้องไห้ตะโกน ควรสอนให้กล้าหาญอดทนตั้งแต่เด็กๆ
  • อย่าให้ลูกกลัวที่จะปีนขึ้นไปยังที่สูงหรือเดินบนแผ่นกระดานที่แคบ
  • อย่าปล่อยให้ลูกกลัวความมืด

ควรสนับสนุนให้ลูกมีความกล้าหาญในสิ่งที่ถูกต้อง พร้อมคอยช่วยเหลือและปลอบโยนเมื่อลูกมีความหวาดกลัวเข้ามาในจิตใจ

การเลี้ยงลูกด้วยความเป็นธรรม

จากภาพเมื่อคุณแม่มีน้องชาย พี่ชายมีอารมณ์โกรธ เพื่อความต้องการเรียกร้องความสนใจและคิดว่าแม่ลำเอียง พ่อแม่ควรให้ความรักลูกเท่า ๆ กัน และพ่อควรรักลูกชายให้เท่ากับลูกสาว ไม่ว่าจะเป็นของเล่น หรือของกิน ก็ควรแบ่งให้เท่ากันทุกครั้ง นั่นคือสิ่งที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกรู้สึกมีความหึงหวงหรืออิจฉากัน และแม้การมีลูกหลายคนอาจมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่การแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้เท่าเทียมกัน จะทำให้ลูกเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้

เด็กกับความอยากรู้อยากเห็นเป็นของคู่กัน

ความอยากรู้อยากเห็นของลูก ไม่ใช่การทำลายล้าง ในบางครั้งสิ่งที่ลูกกำลังทำ อาจไม่ได้หมายถึงต้องการทำลายสิ่งต่างๆ เพียงแต่พวกเขาแค่อยากรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไรเมื่อถูกฉีกขาดหรือหักไป ซึ่งนั้นคือวิธีที่ดีที่สุดในการพิสูจน์ให้รู้ด้วยตัวเอง สิ่งที่พ่อแม่ช่วยได้คือ คอยสนับสนุนมอบสิ่งของอื่นมาทดแทน สิ่งที่ถูกทำลายไป เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของลูกๆ

ช่างสงสัยและมีคำถามตั้งแต่เกิด จนไม่มีที่สิ้นสุด

เด็กบางคนเป็นเด็กช่างสงสัยจะถามสิ่งต่าง ๆ รอบตัวตลอดเวลา เช่น “แม่ครับน้องชายคนเล็กเกิดมาจากไหน?” “แม่ครับหนูเกิดมาจากไหน?” ซึ่งคำถามเหล่านี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการที่พ่อแม่จะสอนเรื่องเพศ แต่อย่าแต่งเรื่องและโกหกเด็ดขาด โดยอาจจะยกตัวอย่างเป็นสิ่งมีชีวิต อย่างลูกแมวลูกหมาหรือลูกไก่มาเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสืบพันธุ์

เด็กยังไม่รู้จักความตาย

ลูกอาจจะยังไม่รู้ว่าความตายคืออะไร แต่ในช่วงอายุหนึ่งเมื่อเริ่มโตขึ้น ลูกจะรู้จักเรื่องการตายของผู้คน และอาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องความตายมาถามคุณ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สา มารถบอกเล่าถึงข้อเท็จจริงให้ลูกเข้าใจได้ โดยยกตัวอย่างเช่น พืชผักต้นไม้เติบโตได้ก็จะเหี่ยวเฉาได้ และนกก็สามารถตายได้เช่นกัน ความตายคือการสิ่งสิ้นสุดในการดำรงชีวิต พ่อแม่ควรใช้โอกาสนี้สอนลูกถึงเรื่องความไม่แน่นอนในชีวิต เพื่อให้ลูกรู้จักใช้ชีวิตและไม่ประมาท

จะเห็นได้ว่า จากภาพโปสเตอร์ทั้ง 8 ภาพนั้น ในช่วงเวลา 65 ปีที่ผ่านมา หลายสิ่งหลายอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่แนวโน้มการเลี้ยงดูลูกรวมถึงค่านิยมที่ฝังอยู่ในเคล็ดลับการเลี้ยงดูเหล่านี้ก็ยังไม่ล้าสมัย และไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก เพราะความจริงเหตุการณ์คำสอนต่างๆ จากภาพก็ยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน หากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่สนใจอยากมีวิธีการเลี้ยงลูกที่รู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่รอบ ๆ ตัวมาเพื่อเป็นแนวทาง โปสเตอร์นี้ก็คงเป็นประโยชน์ได้อย่างมากค่ะ

การเลี้ยงลูกของคนจีน “คัมภีร์ออกศึกของแม่เสือ”

แต่ทั้งนี้หากพูดถึงเรื่องการเลี้ยงลูกของคนจีน ซึ่งดูโดยทั่วไปต่างก็รู้กันดีอยู่ว่า

คนจีนมีความเคร่งครัด มีระเบียบวินัย เข้มงวด เอาจริงเอาจัง ทำให้เด็กจีนมักได้คะแนนสอบดีเป็นที่น่าพอใจของผู้ปกครอง

ซึ่งขณะนี้การเลี้ยงดูลูกแบบคนจีนดังกล่าวนั้น ก็ได้กลายเป็นประเด็นใหญ่โตกว้างขวางในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นคนเชื้อสายจีน เกิดในฟิลิปินส์ ไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เด็ก ชื่อ Amy Chua ( 蔡美儿) เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อว่า Battle Hymn of the Tiger Mother หรือ “คัมภีร์ออกศึกของแม่เสือ” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูกแบบคนจีน จนเป็นประเด็นฮือฮาในประเทศสหรัฐอเมริกา และกำลังเป็นประเด็นที่ดังมากจนเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมประเทศตะวันตก จนพาดพิงไปถึงเรื่องใครจะเหนือกว่ากันระหว่างวิธีการเลี้ยงลูกแบบจีนและแบบฝรั่ง กระทั่งทำให้เห็นกระแสความวิตกกังวลของชาวอเมริกันที่กลัวว่าจีนจะแซงหน้า

การเลี้ยงลูกของคนจีน

Amy Chua เป็นศาสตรจารย์สอนวิชากฏหมายที่มหาวิทยาลัยเยล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังของสหรัฐฯ Amy มีสามีเป็นชาวอเมริกัน มีบุตรสาวด้วยกันสองคน เธอเลี้ยงดูลูกสาวอย่างเคี่ยวเข็ญ เข้มงวดกวดขันสุดขีด จนถูกวิจารณ์ว่าโหดเหี้ยมไร้ปราณี หนังสือเรื่อง “Battle Hymn of the Tiger Mother” ที่เธอแต่งได้รับการวิจารณ์โจมตีอย่างหนักจากสื่อมวลชนและชาวอเมริกัน หลังจากนิตยสาร เดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล ตัดทอนข้อความบางส่วนไปเขียน แต่ให้หัวข้อว่า “Why Chinese Mother Are Superior” (ทำไมแม่ชาวจีนถึงเหนือกว่า) Amy เล่าในหนังสือว่า เธอตั้งข้อห้ามและข้อบังคับต่างๆ ให้ลูกสาวทั้งสอง เช่น

  • ห้ามไปนอนค้างที่อื่น
  • ห้ามดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์
  • ห้ามเล่นกับเพื่อน
  • ห้ามร่วมกิจกรรมโรงเรียน
  • ห้ามบ่นหรือไม่มีสัมมาคารวะ
  • ต้องได้เกรดไม่ต่ำกว่า A เท่านั้น
  • ห้ามเลือกกิจกรรมนอกหลักสูตรด้วยตัวเอง
  • ต้องได้ที่หนึ่งในชั้น ยกเว้นวิชาพละและการแสดง
  • ไม่ให้หยุดซ้อมไวโอลินหรือเปียโน
  • ห้ามใช้ของแพง หรือของมียี่ห้อ แบรนด์เนมต่างๆ ฯลฯ

บางครั้ง Amy ถึงกับบังคับให้ลูกซ้อมดนตรีหลายชั่วโมงจนกว่าจะเล่นบทเพลงที่ต้องการได้ เมื่อลูกเริ่มประท้วงฉีกโน๊ตทิ้ง เธอก็เอามาแปะติดกันใหม่แล้วห่อไว้ไม่ให้ฉีกได้อีก และขู่ว่าจะเอาตุ๊กตาตัวโปรดของลูกไปบริจาค ถ้ายังไม่เล่นให้ได้ ขู่ว่าจะไม่ให้ทานอาหารกลางวัน อาหารเย็น ไม่จัดคริสต์มาสปาร์ตี้ ไม่ซื้อของขวัญให้ ไม่จัดงานวันเกิดให้ ถ้าหากยังเล่นผิดอีก ก็บังคับให้ฝึกโดยไม่มีหยุดพัก หรือแม้กระทั่งดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ และไม่ได้ทานอาหารเย็น บรรยากาศเป็นแบบสงคราม จนในที่สุดลูกของเธอก็สามารถเล่นเพลงที่ตัวเองไม่คิดว่าจะเล่นได้ และขึ้นไปแสดงบนเวทีด้วยความภาคภูมิใจและเป็นปลื้ม

Amy ยังเคยบังคับให้ลูกทำแบบฝึกหัดคิดเลขวันละ 2000 ข้อ โดยถือนาฬิกาจับเวลาอยู่ข้างๆ ทำอย่างนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพียงเพราะว่าก่อนหน้านี้ลูกสอบคิดเลขได้ที่สองในชั้น ทำให้ Amy รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง หลังจากฝึกอย่างโหดๆ แบบนี้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นลูกไม่เคยพลาดตำแหน่งที่หนึ่งในการสอบคิดเลขทุกครั้งต่อมา

นอกจากนี้ หากลูกทำไม่ดีตามที่ Amy คาดหวังไว้ เธอก็จะด่าลูกว่าเป็น “เศษขยะ” และก็เคยโยนบัตรอวยพรวันเกิดที่ลูกสาวทำให้ให้ไปทำใหม่ โดยหาว่าทำไม่สวย ให้ทำใหม่ที่สวยกว่า

วิธีเลี้ยงลูกแบบแม่เสือที่ Amy เขียนในหนังสือเรียกความหมั่นไส้คัดค้านและโกรธแค้นมากมายจากชาวอเมริกันที่ชินกับวิธีการเลี้ยงลูกแบบให้คำชมเชยตลอดและปล่อยให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติ บางคนก็ว่า “เธอเป็นปีศาจ”

จากการสำรวจคุณแม่ชาวอเมริกันกับแม่ชาวเอเซียอพยพ พบว่า 70% ของแม่ชาวอเมริกันบอกว่า การเรียนหนักเกินไปไม่ดีสำหรับเด็ก พ่อแม่ต้องพยายามเสริมสร้างความรู้สึกว่า การเรียนเป็นเรื่องสนุกให้ลูกๆ ขณะที่แม่ชาวเอเซียอพยพคิดว่า การศึกษาเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของการเลี้ยงดู และ Amy บอกว่า ความสนุกกับสิ่งไดๆ จะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อสามารถกระทำสิ่งนั้นได้อย่างเชี่ยวชาญแล้วเท่านั้น

Amy เห็นว่า ลักษณะเด่นของคุณแม่ชาวจีนคือ ไม่เหมือนคุณแม่ชาวอเมริกันที่คิดอยู่เสมอว่าเด็กต้องได้รับคำชมตลอด โดยคิดว่าเด็กมีความเข้มแข็งแฝงอยู่ในตัว สามารถทนต่อความกดดันและบีบบังคับจากพ่อแม่ซึ่งมักจะมาในรูปแบบการต่อว่า บันดาลโทสะหรือขู่เข็ญ Amy ยังได้สรุปข้อสำคัญ 3 ข้อที่ทำให้พ่อแม่จีนประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูก ได้แก่

  1. ไม่ใส่ใจความรู้สึกของลูก
  2. ยึดแนวคิดที่ว่าลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่
  3. และเห็นว่าเด็กอายุน้อยไม่รู้เรื่องอะไร ต้องมีพ่อแม่คอยให้คำชี้แนะตลอด

ทั้งนี้ก็มีผู้อ่านชาวอเมริกันแสดงความเห็นว่า การกระทำของ Amy Chua เป็นการทำร้ายเด็ก การที่เด็กเอเชียขาดความคิดสร้างสรรค์ก็เพราะเติบโตกับวิธีการเลี้ยงดูแบบนี้ แต่ก็มีผู้ปกครองชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยเห็นว่า ควรเรียนรู้วิธีการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดบ้าง พร้อมยอมรับว่าตัวเองก็เป็นพ่อเสือแม่เสือเหมือนกัน ขณะเดียวกัน มีผู้ปกครองชาวเอเชียอพยพพากันกล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ทำให้สังคมตะวันตกมีความเข้าใจผิดต่อนักเรียนและครอบครัวของนักเรียนชาวเอเชียมากขึ้น

ขอบคุณข้อมุลและภาพจาก : en.rocketnews24.com , thai.cri.cn

สร้างบ้านเองงบน้อย ใช้เวลาไม่นาน รวมทั้งหมดจบที่ 180,000 บาทเท่านั้น

สร้างบ้านเองงบน้อย ใช้เวลาไม่นาน รวมทั้งหมดจบที่ 180,000 บาทเท่านั้น

สวัสดีค่ะ วันนี้เรากลับมาพบกันอีกครั้ง โดยวันนี้เราจะพาไปชมการ สร้างบ้านเองงบน้อย บ้านชั้นเดียวราคาประหยัด เหมาะเป็นแนวทางสำหรับคนที่มีงบน้อยจากแนวทางสร้างของคุณ Kanokpond Chantra เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปชมกันเลยค่ะ

ประตูหน้าบ้านแบบบ้านเลื่อนช่วยประหยัดพื้นที่ได้อย่างมาก


บรรยากาศตอนการก่อสร้างและรอบๆตัวบ้าน สวยงามลงตัวในงบไม่ถึง 2 แสนบาท

สร้างบ้านเองงบน้อย บนเนื้อที่ทั้งหมด 42.25ตร.ม.(รวมระเบียง)

มี 1 นอน 1 นั่งเล่น ไม่มีครัว ไม่มีห้องน้ำ (มีห้องน้ำสำหรับคนงานยุด้านหลังพอดี ทำระเบียงด้านหลังเดินลงห้องน้ำ) ในงบ 180,000 บาทเท่านั้น แยกเป็น ค่าช่าง30,000 ไฟ 15,000 กระจก 22,000 สำหรับท่านไหนที่มีงบจำกัดลองดูแนวทางบ้านหลังนี้กันดูนะคะ และพบกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ

บรรยากาศตอนกลางคืนค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปจากคุณ Kanokpond Chantra

9 พฤติกรรมที่พ่อแม่ควรเลิกทำ ถ้าไม่อยากให้ลูกกลายเป็นเด็กไม่รู้จักโต!

9 พฤติกรรมที่พ่อแม่ควรเลิกทำ ถ้าไม่อยากให้ลูกกลายเป็นเด็กไม่รู้จักโต!

เมื่อลูก ถูกมองว่าเป็น “เด็กไม่รู้จักโต” ให้คุณพ่อคุณแม่รีบหันมามองตัวเองว่า นั่นเป็นเพราะการเลี้ยงลูกของคุณหรือเปล่า ซึ่งความจริงคือใช่ เพราะพ่อแม่คอยบริการทำให้ลูกทุกอย่างบงการชีวิตลูก จึงทำให้ลูกคิดเองทำเองอะไรไม่เป็น

พฤติกรรม พ่อแม่ควรเลิกทำ ถ้าไม่อยากให้ลูกกลายเป็น เด็กไม่รู้จักโต

เพราะการเลี้ยงดูของพ่อแม่ คือต้นเหตุทำให้ลูกกลายเป็นเด็กไม่รู้จักโต เนื่องจากมีคนคอยทำให้ไปเสียหมดทุกสิ่ง

แม้กระทั่งเดินก็ไม่ค่อยไหวเพราะอุ้มกันมาจนโตขาเกือบจะลากเดิน ลูกบางคนโตจนอยู่ชั้นประถมแล้ว ยังใส่ถุงเท้าและรองเท้าไม่เป็นเลย คือ ใส่ถุงเท้าไม่ตรงรูปแบบ และผูกเชือกรองเท้าก็ไม่เป็น แม้ว่าลูกบางคนอยากจะทำอะไรเองบ้าง แต่พ่อแม่หรือคนเลี้ยงก็ไม่ยอมให้ทำ หาว่าทำไม่เรียบร้อยบ้าง ทำช้าบ้าง ทำไม่สะอาดบ้าง ผลสุดท้ายลูกก็เลยกลายเป็นลูกที่เลี้ยงไม่รู้จักโต กลายเป็นลูกแหง่ต้องอาศัยแรงคนอื่นอยู่เรื่อยไป

ซึ่งถ้าเด็กคนไหนได้มาเกิดเป็นลูกของพ่อแม่หรือในครอบครัวชนิดนี้ แทนที่จะเป็นบุญก็กลับกลายเป็นบาปไป เพราะอนาคตจะต้องลำบากแน่ๆ นอกจากร่างกายจะอ่อนแอแล้ว ประสบการณ์ ความรู้ หรือความชำนาญก็จะไม่มีด้วย

วิธีพูดให้ลูกทำตาม

โดยเรื่องนี้มีที่มาจากหนังสือเรื่อง Emotional Intelligence: Why It Can Matter More Than IQ ซึ่งเขียนโดยแดเนียล โกลแมน ผู้เขียนได้อ้างผลการศึกษาของเจโรม เคแกน เรื่องเด็กที่เป็นโรคขี้กลัวโดยธรรมชาติ เขาพบว่าเด็กขี้กลัวที่ถูกเลี้ยงอย่างประคบ ประหงม ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม มีแนวโน้มที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขี้ขลาด ในทางตรงกันข้ามแม่ที่เลี้ยงลูกโดยให้ลูกได้มีโอกาสเผชิญกับสิ่งท้าทาย และแก้ปัญหาด้วยตนเองทีละเล็กทีละน้อย จะสามารถพัฒนาให้ลูกเป็นคนที่ไม่ขลาดกลัวในภายหลัง

ผลการศึกษาข้อนี้ท้าทายความเชื่อเดิมของพ่อแม่ชาวอเมริกันหลายคนในยุคนี้ที่เชื่อว่า ควรปกป้องลูกให้พ้นจากความทุกข์ยากในชีวิต แต่ในความจริง เด็กที่ขี้กลัวขี้ตกใจโดยธรรมชาติ ก็มีโอกาสพัฒนาตนเองให้กล้าขึ้นได้ หากพ่อแม่สนับสนุนให้เอาชนะความกลัวเหล่านั้น เลี้ยงจนลูกไม่รู้จักโต เป็นคำที่นักจิตวิทยาใช้เรียกลักษณะการเลี้ยงลูกที่หลายท่านพอจะทราบกันอยู่บ้างแล้ว หรือบางคนอาจเรียกง่ายๆว่า เลี้ยงลูกเป็นเด็กอมมือ

ในปัจจุบันนี้มีภาวะครอบครัวล่มสลาย และเด็กถูกทอดทิ้งเกิดขึ้นทั่วไป พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงมองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ แต่เราก็คงหลีกหนีความจริงไม่พ้น ปัจจุบันมีเด็กอเมริกันจำนวนมากที่เขียนหนังสือไม่จบประโยค แล้วเราจะหวังให้เขาแต่งและพิมพ์เรียงความห้าหน้าให้ถูกทั้งหลักไวยากรณ์และการเว้นวรรคตอนได้อย่างไร

เด็กหลายคนที่ออกจากบ้านเมื่ออายุยี่สิบเศษยังใช้เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าไม่เป็น รวมทั้งไม่รู้วิธีทอดไข่ รีดเสื้อ หรือเขียนเช็ค นอกจากนี้ ผู้ชายอเมริกันอายุรางยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดปีที่ยังไม่ยอมแยกบ้านก็มีจำนวนสูงขึ้นจนน่าเป็นห่วง อาจสูงถึงประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว หนำซ้ำหลายคนยังไม่ยอมจ่ายค่าเช่าบ้าน หรือแม้แต่จะช่วยงานบ้าน

ซึ่งแนวโน้มของเด็กที่น่าเป็นห่วง คือ เด็กอายุ 3 หรือ 4 ขวบ บางคนพอวาดเขียนหรือทำการบ้านไปได้ครู่เดียว ก็จะหยุดมือเพื่อรอรับคำชมจากครูทุกๆ เส้นที่วาดหรือทุกๆบรรทัดที่เขียน เมื่อสอนได้ระยะหนึ่ง เราก็ได้รู้ว่าพ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ชมเชยและให้รางวัลเด็กแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กทำได้ซึ่งอาจกระทำไปโดยเจตนาดี หรืออาจกำลังหลงใหลกระแสเรื่องความรักและนับถือตนเองอย่างมาก จึงไม่ต้องการให้ลูกขาดความรักและนับถือตนเอง อันที่จริงแล้วการให้แรงเสริมทางบวกมากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลในทางตรงข้าม เด็กจะยึดติดกับของรางวัลหรือคำชมเชยจากบุคคลอื่นจนแทบจะไม่ยอมทำอะไรถ้าไม่ได้รับคำชม

ภาวะเช่นนี้อาจทำให้เด็กรักและนับถือตนเองน้อยลงๆ ทุกทีจนถึงขั้นอันตราย ในหนังสือ Smart parenting: Hoe to Parent so Children Will Learn แต่งโดย ดร.ซิลเวีย ริมม์ ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงเด็กที่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาเพราะถูกเลี้ยงดูแบบประคบประหงมว่า สามารถมีอิทธิพลต่อคนรอบข้างได้ เพราะทุกคนต่างก็ใจดีและห่วงใยในตัวเด็กอยู่แล้ว เมื่อประกอบกับเครื่องแสดงออกซึ่งอำนาจของเด็ก (น้ำตาและการเรียกร้องการเห็นใจ) จึงยิ่งเย้ายวนให้พ่อแม่และครูพากันปกป้องเด็กต่อไป โดยไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังตัดโอกาสเด็กในการจัดการกับสิ่งท้าทายในชีวิต ทว่าพ่อแม่ทุกคนล้วนแต่มีเจตนาดี การเลี้ยงลูกเป็นงานหนักที่ไม่มีใครเคยได้รับการฝึกอบรมอย่างถูกต้องเต็มรูปแบบ แต่การชมเชยและให้รางวัลเด็กในทุกเรื่องเล็ก ๆ ที่เด็กทำนั้นไม่ได้ช่วยอะไร กลับจะทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาโดยไม่รู้จักรสชาติของการดิ้นรนเพื่อความสำเร็จ

ในทศวรรษ 1960 วอลเตอร์ มิชเชล นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำงานวิจัยชิ้นสำคัญเรื่อง การชะลอการทำตามความประสงค์ของเด็ก (Delay of Gratification in Children) ซึ่งเขาค้นพบว่า เด็กอายุ 4 ขวบที่คว้าขนมไปกินทันทีที่มีคนให้ กับเด็กที่ยอมอดใจรออีกนิดเพื่อให้ได้ขนมมากชิ้นขึ้น จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีลักษณะแตกต่างกันมาก เมื่อถึงช่วงวัยรุ่น คนที่สามารถชะลอการทำตามความประสงค์ได้จะอดทนรอได้ดีกว่า ประสบความสำเร็จสูงกว่า และสามารถปรับตัวทางอารมณ์และทางสังคมได้ดีกว่า มีปัญหาน้อยกว่า มีคนรักและมีความสุขมากกว่าคนที่ตอนเป็นเด็กไม่ยอมทนรอเพื่อรับขนมมากๆชิ้น นับว่าผลการวิจัยของมิชเชลเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

9 สิ่ง ที่พ่อแม่ควรเลิกทำ ถ้าอยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี

อย่างไรก็ดีเพราะพ่อและแม่คือคนที่รักและหวังดีกับลูกมากที่สุด แต่ในบางครั้งความหวังดีของคุณอาจย้อนกลับมาทำร้ายลูกอย่างไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งกว่าคุณจะรู้ตัวก็อาจสายเกินแก้แล้ว โดยเฉพาะ 9 พฤติกรรมต่อไปนี้ที่พ่อแม่ควรเลิกทำถ้าอยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี

1. ปลุกลูกไปโรงเรียนตอนเช้าทุกวัน

เรียกได้ว่ากิจวัตรประจำวันของคุณแม่ที่ต้องทำทุกเช้า คือการปลุกลูกเพื่อไปโรงเรียน ซึ่งความจริงแล้วคุณพ่อคุณแม่ควรฝึกลูกให้ตั้งนาฬิกาปลุก และจัดสรรเวลานอนให้เหมาะสม เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับตารางชีวิตของตัวเอง

2. ทำอาหารเช้าหรืออาหารกลางวันให้

คุณแม่หลายคนอาจเป็นห่วงว่าลูกจะทานอาหารไม่อิ่มและได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน จึงต้องเตรียมอาหารให้ลูกทุกวัน ถ้าคุณอยากให้ลูกโตเป็นผู้ใหญ่ซะที คุณก็ควรให้เขาทำอาหารเองค่ะ ถ้าเขาทำไม่เป็นคุณแม่อาจจะต้องสอนลูกก่อนสักหน่อย

3. นำของที่ลูกลืมไปให้ถึงที่โรงเรียน

 

การที่ลูกโทรมาเพื่อบอกให้คุณพ่อคุณแม่นำเอาสิ่งของที่ลืมไปส่งที่โรงเรียน โดยที่คุณก็ทำตามที่ลูกสั่งทุกครั้ง ซึ่งนั่นอาจทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่ไม่รอบคอบได้ ดังนั้น เมื่อลูกโทรมาเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ทำแบบนั้นอีก โดยที่ของชิ้นนั้นไม่ได้มีความสำคัญถึงขั้นคอขาดบาดตายอะไร ก็ควรบอกปัดเพื่อให้ลูกรู้จักมีความรอบคอบมากขึ้นและตรวจความเรียบร้อยของสิ่งของเครื่องใช้ที่ต้องเอาไปโรงเรียนก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง

4. ซักเสื้อผ้าให้ลูก

เมื่อลูกโตพอที่จะทำงานบ้านได้แล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยฝึกหรือให้ลูกได้ทำด้วยตัวเอง และการที่คุณแม่ซักเสื้อผ้าให้ลูกทุกวันอาจทำให้เด็กเคยตัวและเป็นคนไม่มีวินัยในตัวเองหรือความรับผิดชอบ ดังนั้น หากเด็กอยู่ในวัยที่พอเรียนรู้และทำอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว คุณแม่ก็ควรสอนลูกถึงวิธีการใช้เครื่องซักผ้าหรือการซักผ้าด้วยมือ เพื่อที่เขาจะได้ฝึกทำมันด้วยตัวเอง

5. ไม่ยอมปล่อยให้ครูมาว่ากล่าว ตักเตือน หรือตีลูก

ถ้าลูกมาฟ้องคุณว่าถูกครูตีหรือว่ากล่าวตักเตือน ซึ่งนั่นอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่มีอาการหัวร้อนและพร้อมจะไปเคลียร์กับครูที่โรงเรียน แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่อยากบอกว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องใจเย็นๆก่อน และอาจต้องสอบถามลูกถึงสาเหตุที่ครูทำเช่นนั้น ซึ่งหากลูกทำความผิดจริงๆ และการลงโทษไม่ได้ร้ายแรงจนถึงขั้นเลือดตกยางออก คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องถึงขั้นไปคุยกับคุณครูเองที่โรงเรียน ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณครูที่ต้องอบรมสั่งสอนลูกของเราอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ควรทำคือให้คุณพ่อคุณแม่สอนลูกแทนว่าจะต้องทำตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้โดนครูว่าหรือตีอีก

6. ยุ่งกับการเรียน

การเป็นห่วงสนใจในเรื่องเรียน หรือความเป็นอยู่ที่โรงเรียนของลูกไม่ใช่เรื่องผิดหรอกที่ แต่การที่คุณพ่อคุณแม่ไปบงการหรือกำหนดเส้นทางการเรียนโดยไม่ให้เขามีสิทธิคิดหรือตัดสินใจด้วยตัวเอง นั่นอาจจะทำให้ลูกของคุณไม่โตเป็นผู้ใหญ่เสียที

7. ทำการบ้านให้

สำหรับคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่ชอบทำการบ้านให้ลูกเป็นประจำ ควรเลิกทำแบบนี้ปอย่างเด็ดขาด เพราะสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นี้จะทำให้ลูกไม่ได้ฝึกคิดหรือเรียนรู้อะไรเลย ซึ่งถ้าไม่อยากให้ลูกเติบโตมาแบบไม่มีความรู้ในสมอง ก็อย่าทำร้ายลูกทางอ้อมแบบนี้เลยค่ะ

8. ยอมให้ลูกหยุดเรียน

เพราะเด็กบางคนอาจมีอาการป่วยการเมือง เนื่องด้วยสาเหตุหลายๆ อย่าง อาจจะเกิดจากวิชาเรียน และการบ้านต่างๆ ซึ่งวิชาเรียนอาจง่ายเกินไป ทำให้เด็กเกิดความเบื่อ หรือ วิชาเรียนอาจยากจนเกินไป ทำให้เด็กเกิดความกดดันว่าไม่ฉลาดเท่าเด็กคนอื่นๆ สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรทำคือ อย่าถามลูกว่าทำไมถึงไม่อยากการไปโรงเรียน เนื่องจากเด็กมักจะไม่รู้คำตอบ เมื่อเด็กไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ก็จะเป็นการทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเครียดแทน ทั้งนี้พ่อแม่ผู้ควรบอกเด็กว่าความกลัวไม่ช่วยอะไร หากแต่เด็กควรเอาชนะความกลัวให้ได้ ควรเปิดใจให้กว้างในการรับฟังความรู้สึกของลูก

9. ขีดเส้นชีวิตให้ลูก

กำหนดกฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติต่างๆ ให้ลูกเดินตามทางที่พ่อแม่ปูไว้ ซึ่งนั่นอาจเป็นเรื่องดีที่จะทำให้ลูกมีวินัย แต่ในทุกๆกฎที่พ่อแม่ตั้งไว้ก็ควรให้ลูกรับรู้ด้วย พร้อมให้ลูกมีส่วนร่วมในการขีดเส้นชีวิตของตนเอง และต้องปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะทำบางสิ่งด้วยตัวเองบ้างค่ะเพียงเท่านี้ความสำเร็จในชีวิตลูกก็จะอยู่ไม่ไกล

สุดท้ายนี้ การเลี้ยงลูกที่ถูกต้องจะต้องอย่าให้ลูกเปราะบางจนเกินไปเหมือนไข่ในหิน อย่าเลี้ยงลูกให้เห็นแก่ตัว ต้องเลี้ยงลูกให้โตไปตามวัย อย่าให้กินยากอยู่ยาก อย่าให้ลูกกลัวในสิ่งที่ไร้สาระ โดยพ่อแม่ควรเริ่มต้นสร้างนิสัยเด็ก ด้วยการทำให้ตัวเองให้เป็นแบบอย่าง พร้อมกับฝึกให้เด็กรับรู้ และรู้จักรับผิดชอบด้วยตัวเอง รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้รวมถึงฝึกฝน นั่นจะทำให้เด็กสามารถหาแนวทางดำเนินชีวิต ตามบทบาทและหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : faithit.com

วิธีล้างคราบดำติดหนึบใต้ก้นกระทะ หนาแค่ไหนก็ขัดออกได้ !

วิธีล้างคราบดำติดหนึบใต้ก้นกระทะ หนาแค่ไหนก็ขัดออกได้ !

วิธีล้างคราบดำติดก้นกระทะ คราบสกปรกที่ล้างออกยาก จนหลายคนถอดใจแล้วปล่อยให้คราบดำติดอยู่อย่างนั้น ทั้งที่จริงแล้วคราบดำติดก้นกระทะล้างออกง่ายนิดเดียว ด้วยวิธีต่อไปนี้

กระทะดำทำไงดี ? คำถามที่เหล่าแม่บ้านหาคำตอบมานานว่า มีอะไรช่วยล้างก้นกระทะไหม้หรือคราบดำติดกระทะได้บ้าง วันนี้เลยรวบรวมวิธีล้างกระทำไหม้ คราบดำ และก้นกระทะให้สะอาดเอี่ยมแบบไม่ต้องออกแรงขัดมาฝาก เป็นวิธีที่สามารถนำไปใช้ล้างได้ทั้งกระทะเหล็กและกระทะเทฟลอนเลย ถ้าหากใครเจอปัญหาก้นกระทะไหม้หรือกระทะมีคราบดำขัดไม่ออก ก็ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ

เคล็ดลับในการขจัดคราบสกปรกบริเวณกระทะ มีดังนี้

1. การขจัดคราบอาหารและคราบไหม้ในกระทะ

คราบไหม้ในกระทะ เกิดจากการปรุงอาหารที่ใช้ไฟแรง หรือลืมตั้งกระทะทิ้งไว้บนเตา เมื่อส่วมผสม เช่น น้ำมัน ผงปรุงรส ซอสปรุงรส น้ำปลา น้ำตาล ที่เรานำมาปรุงอาหารโดนความร้อนมากๆ เข้าก็กลายเป็นคราบอย่างที่เห็น แล้วจะทำยังไงดี เรามีวิธีง่ายๆ มาแนะนำโดยที่ไม่ต้องใช้ฝอยขัดหม้อออกแรงขูด ในการทำความสะอาด จนบางครั้งทำให้กระทะเป็นรอยขีดข่วน

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

เบกกิ้งโซดา 4-5 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วย
น้ำร้อน ตามความเหมาะสมและขนาดของกระทะ
น้ำยาล้างจาน
ฝอยขัด หรือแปรงขัด

ขั้นตอน

  1. จัดการกับคราบไหม้ เศษอาหารที่ติดกระทะเบื้องต้น ให้ออกจากกระทะ โดยการเทน้ำร้อนใส่ในกระทะ (ไม่ต้องเดือดก็ได้) พร้อมกับเบกกิ้งโซดา 4-5 ช้อนโต๊ะ และน้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วย
  2. ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ก็จะเกิดปฏิกิริยาฟองฟู่ ทำให้คราบไหม้จากอาหารค่อยๆ หลุดออกมา
  3. นำกระทะที่ขจัดคราบแล้ว มาล้างและขัดอีกครั้งตามปกติด้วยน้ำยาล้างจาน ไม่ต้องออกแรงมาก

2. การขจัดคราบน้ำมันใต้ก้นกระทะ

คราบน้ำมันที่เหนียวหนึบใต้ก้นกระทะเกิดจาก การที่เราใช้กระทะตั้งไฟบนเตาเป็นเวลานาน จากการใช้ทำอาหาร จึงเกิดเขม่าควัน บวกกับไอน้ำมันที่เกิดการสะสม จนทำให้หนึบติดที่ก้นกระทะ แต่ไม่ต้องกังวล เรามีวิธีการมาช่วยให้คุณสามารถแก้ปัญหานี้ได้ (แนะนำ : หลังจากใช้งานกระทะทุกครั้ง ควรทำความสะอาดก้นกระทะด้วยทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการสะสม จนทำให้ขัดออกยาก)

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

เบกกิ้งโซดา 4-5 ช้อนโต๊ะ
น้ำร้อน ตามความเหมาะสมและขนาดของกระทะ
น้ำยาล้างจาน
ฝอยขัด

ขั้นตอน

  1. เทน้ำร้อนที่เตรียมไว้ พร้อมกับเบกกิ้งโซดา 4-5 ช้อนโต๊ะ ลงไปในกะละมัง
  2. นำกระทะที่มีคราบน้ำมัน ลงไปแช่ในกะละมังที่เตรียมส่วนผสมไว้แล้ว ประมาณ 10 นาที
    แล้วจึงนำกระทะ มาขัดล้างทำความสะอาดอีกครั้ง
  3. ในกรณีที่คราบใหม่ยังติดอยู่ไม่หาย ให้ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำร้อนเล็กน้อย พอเนื้อข้น แล้วนำมาป้ายตามคราบน้ำมันที่ยังติดค้าง จากนั้นทิ้งไว้สักพักประมาณ 5 นาที
  4. นำกระทะไปขัดด้วยฝอยขัด บริเวก้นกระทะอีกครั้ง เพียงเท่านี้ก้นกระทะของคุณก็ไร้คราบน้ำมันหนึบยึดเกาะแล้ว

3. การขจัดคราบสนิมรอบกระทะ

คราบสนิม เกิดขึ้นบริเวณกระทะ แล้วเราจะทำอาหารได้ยังไง ยิ่งถ้าคุณเปิดร้านขายอาหารแล้วละก็ ใครจะกล้าเข้าร้าน กระทะเป็นสนิม เกิดจากการนำกระทะไปแช่ไว้ในซิงค์น้ำเป็นเวลานาน ไม่ล้างทำความสะอาดขึ้นมาทันทีหลังใช้ หรือนำไปเก็บโดยไม่เช็ดให้แห้งสนิท และมักจะขึ้นสนิมบริเวณพื้นผิว ซึ่งดูแล้วไม่น่านำมาใช้เลย มาดูวิธีขจัดรอยสนิมกันดีกว่า ว่าต้องทำยังไงบ้าง

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

เตาอบ (ทำขนมเบเกอรี่)
น้ำยาล้างจาน
น้ำมันพืช 1 ถ้วยเล็ก
กระดาษฟอยล์
ฝอยขัด
กระดาษอเนกประสงค์
ผ้าสะอาด 1 ผืน

ขั้นตอน

  1. อุ่นเตาอบล่วงหน้าที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เพื่อนำมาใช้อบกระทะในขั้นตอนท้าย
  2. นำกระทะมาล้างน้ำ และขัดสนิมด้วยฝอยขัดหรือแปรงขัด และล้างน้ำออกให้สะอาด
  3. เทน้ำยาล้างจาน ล้างกระทะอีกครั้ง ใช้ฝอยขัดหรือแปรงขัดกระทะอีกครั้ง และล้างน้ำออกให้สะอาด
  4. หลังจากขัดกระทะเสร็จแล้ว คราบสนิมก็จะหายไป
  5. เช็ดกระทะให้แห้งสนิทด้วยผ้าสะอาด หรือกระดาษอเนกประสงค์ (ซับน้ำมัน)
  6. นำกระดาษอเนกประสงค์ชุบน้ำมันพืช แล้วเช็ดเคลือบกระทะทั้งด้านใน ด้านนอกจนทั่ว เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้กระทะขึ้นสนิม
  7. เช็ดคราบน้ำมันส่วนเกินออกจากกระทะ โดยใช้กระดาษอเนกประสงค์ซับออกให้หมด เพื่อไม่ให้มีคราบเหนียวติดกระทะ
  8. นำกระทะที่เคลือบด้วยน้ำมันพืชเรียบร้อยแล้ว ไปเข้าเตาอบโดยวางแบบคว่ำกระทะ พร้อมกับวางกระดาษฟอยล์หรือถาดรองไว้ด้านล่างเพื่อป้องกันคราบน้ำมันหยดลงมา อบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 – 30 นาที จนมีควันระเหยของน้ำมันออกมา ก็จบขั้นตอน

4. เบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชู

งานนี้ต้องพึ่งตัวช่วยเด็ด ๆ อย่างเบกกิ้งโซดาแล้วล่ะ นำเบกกิ้งโซดา 1 ถ้วยตวง มาผสมกับน้ำส้มสายชูให้เป็นเนื้อครีมเข้มข้น จากนั้นทาที่ก้นกระทะ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วค่อยขัดออกด้วยการเพิ่มเบกกิ้งโซดาลงไป 3 ช้อนโต๊ะ และน้ำส้มสายชูอีก 2 ช้อนโต๊ะ เท่านี้กระทะของคุณก็จะสะอาดเอี่ยม

5. มันฝรั่ง

วัตถุดิบอาหารอย่าง มันฝรั่ง ก็ช่วยทำความสะอาดรอยไหม้ที่ก้นกระทะได้เช่นกัน ก่อนอื่นโรยเบกกิ้งโซดาลงที่ก้นกระทะให้ทั่ว จากนั้นนำมันฝรั่งที่หั่นครึ่งมาขัดให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพัก แล้วล้างออก

6. ซอสมะเขือเทศ

บ้านไหนที่นิยมใช้กระทะชนิดทองแดงก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะแค่ทาซอสมะเขือเทศลงไปที่ก้นกระทะให้ทั่ว ทิ้งไว้ 10 นาที หรือถ้ารอยไหม้นั้นเยอะมากเป็นพิเศษก็ปล่อยทิ้งไว้อีกสักพัก แล้วค่อยขัดออก กรดในมะเขือเทศก็จะทำให้รอยไหม้ออกอย่างง่ายดาย

7. น้ำร้อนและเบกกิ้งโซดา

 

หากกระทะเปื้อนรอยไหม้ทั้งด้านในและด้านนอก เทน้ำร้อนและเบกกิ้งโซดา 4-5 ช้อนโต๊ะลงในกะละมัง คนส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นแช่กระทะทิ้งไว้ประมาณ 30-50 นาที แล้วค่อยนำขึ้นมาขัดอีกครั้ง

8. ครีมออฟทาร์ทาร์

อีกหนึ่งวัตถุดิบอาหารในครัวที่ช่วยทำความสะอาดก้นกระทะได้ดีไม่แพ้กัน นั่นก็คือ ครีมออฟทาร์ทาร์ ให้นำมาโรยบนก้นกระทะประมาณ 3 ส่วน แล้วค่อย ๆ ใส่น้ำเปล่าตามลงไปอีก 1 ส่วน ถูส่วนผสมให้ทั่ว ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วใช้ฟองน้ำขัดคราบไหม้ออกให้หมด

9. น้ำส้มสายชูกับเกลือ

เรียกได้ว่ามีประโยชน์ไม่จำกัดเลยจริง ๆ สำหรับน้ำส้มสายชู ที่ใช้ทำความสะอาดก้นกระทะก็ได้ด้วย โดยการผสมน้ำส้มสายชูกับเกลือให้เป็นเนื้อสครับเข้มข้น ใช้ฟองน้ำชุบแล้วนำขัดก้นกระทะให้สะอาด

10. น้ำร้อนและน้ำยาล้างจาน

ถ้าอยากขจัดคราบไหม้ที่ก้นกระทะสเตนเลสไปพร้อม ๆ กับขัดเงา ก็ให้นำกระทะลงไปล้างในน้ำร้อนที่ผสมน้ำยาล้างจานเพื่อกำจัดคราบมัน จากนั้นนำขึ้นมาแล้วโรยเบกกิ้งโซดาลงไป ขัดด้วยฝอยขัดหม้อและน้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจาน แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

11. แป้งสาลีและน้ำส้มสายชู

สำหรับกระทะเทฟลอนให้ใช้สูตรนี้เลย นำแป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับเกลือและน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั้นก็ทาส่วนผสมลงบนก้นกระทะ ใช้ฟองน้ำถูให้ทั่ว แล้วล้างออกด้วยน้ำร้อนที่ผสมน้ำยาล้างจาน กระทะก็จะกลับมาสะอาดและแลดูเหมือนใหม่อีกครั้ง

พอกันทีกับการใช้กระทะและหม้อที่มีคราบไหม้ ด้วยวิธีทำความสะอาดง่าย ๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เพราะนอกจากจะทำให้สารพิษปนเปื้อนมากับอาหารแล้ว ยังทำให้กระทะทำอาหารได้ง่ายและเร็วขึ้นด้วยล่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wisewifesoaps, Healthyandnaturallife, Clean My Space, Wikihow, Athomewithmyhoney organicauthority, tipnut และ Swimmingly

4 สูตรน้ำหมักชีวภาพ ทำง่าย ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลดีเยี่ยม!

4 สูตรน้ำหมักชีวภาพยอดนิยม


วัสดุอุปกรณ์
1. ถังน้ำหมักที่มีฝาปิดสนิท ควรเป็นถังพลาสติก หรือกระเบื้องเคลือบ ไม่ควรใช้ถังประเภทโลหะหรือปูนซิเมต์เพราะน้ำหมักจะเข้าไปกัดกร่อนภาชนะ
2. น้ำตาล สามารถใช้น้ำตาลได้ทุกชนิด อาทิ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง กากน้ำตาล ฯลฯ โดยเฉพาะกากน้ำตาล ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำตาลชนิดอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือจากอุตสาหกรรมน้ำตาล นอกจากนี้อาจใช้พืชจำพวกอ้อยได้เช่นกัน
3. ส่วนผสมกับน้ำตาล
– เศษซากพืชสด อาทิ พืชอวบน้ำอวบน้ำ ผัก ผลไม้ทั้งแก่และอ่อน รวมทั้งเปลือกผลไม้ ฯลฯ
– เศษซากสัตว์สด อาทิ หอยเชอรี่ ปลา ปู ฯลฯ
– พืชสุมนไพรเพิ่มประสิทธิภาพ อาทิ สะเดา ไหลแดง หนอนตายอยาก ตะไคร้หอม ฯลฯ
โดยทั่วไปส่วนผสมของการผลิตน้ำหมักชีวภาพ ถ้าใช้สูตรที่เป็นเป็นเศษซากพืช จะใช้ส่วนผสมระหว่างเศษซากพืชสดกับกากน้ำตาล อัตราส่วน 3 : 1 แต่หากเป็นเศษซากสัตว์ จะใช้อัตราส่วนระหว่างเศษซากสัตว์กับกากน้ำตาล อัตราส่วน 1 : 1

สูตรที่ 1 สำหรับพืชกินใบ

วัสดุประกอบด้วย
1) พืชสด และ 2) กากน้ำตาล อัตราส่วน 3 : 1

วิธีทำ
1. ใช้พืชที่มีลักษณะสด ใหม่ สมบูรณ์ อวบน้ำ โตเร็ว ไม่มีโรค (เน่า) ทุกส่วนๆ ละไม่มากนัก จากพืชหลายๆ ชนิด ทั้งพืชที่กินได้และวัชพืช
2. นำมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือบดละเอียดให้ได้ปริมาณ 3 ก.ก. แล้วบรรจุเศษพืชที่ได้ลงในภาชนะ และเติมกากน้ำตาลลงไป 1 ลิตร คนหรือเขย่าให้เข้ากัน
3. ให้เศษพืชจมอยู่ในกากน้ำตาลตลอดเวลา ปิดฝาภาชนะ เก็บไว้ในที่มืด อุณหภูมิห้องนาน 7 วัน สามารถนำไปใช้ได้

การปฏิบัติระหว่างการหมัก

ขย่าภาชนะที่หมักพร้อมกับเปิดฝา วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น เมื่อครบ 7 วัน ให้ดมกลิ่น ถ้าหอมหวานแสดงว่า “ดี” สามารถนำไปใช้ได้ ถ้าบูดเปรี้ยวแสดงว่า “ไม่ดี” ให้แก้ไขด้วยการเติมกากน้ำตาล หรือของที่ใส่ครั้งแรกแล้วหมักต่ออีก 3 วัน ถ้ามีกลิ่นหอมหวานก็แสดงว่า “ดี” ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวอีกให้เติมน้ำตาลอีกแล้วหมักต่อไปจนกว่าจะมีกลิ่นหอมหวาน เมื่อได้น้ำหมักที่ดีแล้วให้เก็บไว้ในที่มืดภายใต้อุณหภูมิห้อง
เก็บได้นาน 6 เดือน – 1 ปี ระหว่างเก็บหากมีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกากน้ำตาลลงไป

อัตราและวิธีการใช้น้ำหมักชีวภาพ
1) พืชผักสวนครัว พืชไร่ ไม้ผลยืนต้น ให้ทางใบ อัตราส่วน 15-20 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 5-7 วัน ควบคู่กับให้ทางราก 30-50 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 15-20 วัน
2) เตรียมดินแปลกปลูก หรือหลุมปลูกไม้ผล อัตราส่วน 30-50 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก
3) ใช้แทนสารเร่งปุ๋ยหมัก อัตราส่วน 75-100 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร พรมลงบนวัสดุทำปุ๋ยหมัก
4) กำจัดน้ำเสียโดย อัตราส่วน 75-100 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ราดให้ทั่วบริเวณน้ำเสียหรือในคอกปศุสัตว์
5) เพิ่มเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ดพันธุ์ อัตราส่วน 15-20 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร แช่เมล็ดพันธุ์พอท่วมก่อนเพราะเป็นเวลา 12 ชั่วโมง

การต่อเชื้อน้ำหมักชีวภาพ ใช้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ 1 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน น้ำสะอาด 10 ส่วน ผสมให้เข้ากันดี ปิดฝาภาชนะเก็บไว้ในที่มืด ภายใต้อุณหภูมิห้อง นาน 3 วัน ตรวจสอบกลิ่นตามครั้งแรก

เคล็ดลับเรื่องน้ำหมักชีวภาพ

หลังการหมัก 3 วันแรก เปิดฝาออกดูถ้ามีแก๊สพุ่งออกมาแสดงว่า มีส่วนผสมดีพยายามเปิดฝาระบายแก๊สบ่อยๆ ถ้าไม่เปิดภาชนะที่หมักอาจระเบิดได้ กรณีถ้าไม่มีกากน้ำตาลสามารถใช้น้ำตาลทรายแดงได้ โดยเพิ่มปริมาณน้ำตาลแดงเป็น 1 ส่วน : เศษพืช 1 ส่วน การใช้น้ำหมักชีวภาพทางราก ควรใช้ควบคู่ไปกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเสมอ โดยการใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก 6 เดือน/ครั้ง

สูตร 1 เหมาะสำหรับพืชกินใบ

ตัวอย่างพืชสดสูตร 1 ผักบุ้ง กวางตุ้ง ผักขม ผักเสี้ยน หน่อไม้ฝรั่ง ยอดชะอม ยอดกระถิน ยอดมันเทศยอดมะม่วง ยอดมะยม ผักตำลึงและผล เถาขี้กาและผล เงาะป่าและผล ใบยอและผล ฯลฯ

สูตรที่ 2 สำหรับพืชผักกินดอกผล

วัสดุประกอบด้วย

1) ผลไม้สุก (ฟักทองแก่ มะละกอทั้งเนื้อและเมล็ด กล้วยน้ำว้า บวบเหลี่ยม มะเขือเทศ)

2) พืชสด (ช่วงใบแก่อ้วนเอาทั้งปลายยอดและปลายราก)

3) กากน้ำตาล อัตราส่วน 2 : 1 : 1

วิธีทำและการปฏิบัติ

กระทำเช่นเดียวกับสูตรที่ 1 แต่ให้ได้ตามอัตราส่วนที่กำหนด

อัตราและวิธีการใช้
1) สูตร 2 เหมาะสำหรับพืชผักที่ใช้กินดอกผล เช่น กะหล่ำดอก แตงโม แตงกวา แตงเทศ แคนตาลูป ถั่วฝักยาว ถั่วแปบ ถั่วพี ถั่วเหลือง มะรุม น้ำเต้า กุ๋ยช่าย บวบต่างๆ มะเขือต่างๆ ฟักทอง ฟักเขียว พริกต่างๆ
2) ใช้อัตราส่วน 0.5 – 20 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบทุก 5 – 7 วันต่อครั้ง
3) ใช้อัตราส่วน 30 – 50 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ราดทางดินสลับการฉีดทางใบ 5 – 7 วันต่อครั้ง จะทำให้ดินร่วนซุย
4) สูตร 2 นี้ ใช้จนถึงระยะออกดอกติดผลก็ได้

สูตร 2 เหมาะสำหรับพืชผักกินดอก กินผล ตัวอย่างผลไม้สุก

ตัวอย่างพืชสดสูตร 2 สับปะรด แตงโม กล้วย ละมุด มะเขือเทศ บวบ ขนุน มะม่วง ฝรั่ง มะละกอดิบและสุก มะระดิบและสุก มะเฟือง มะกรูดผ่าซีก ฯลฯ

สูตรที่ 3 สำหรับพืชผัก ผลไม้ พืชไร่ นาข้าว

วัสดุ

ประกอบด้วย

1) พืชสด (สูตร 1)

2) พืชสดและผลไม้สุก (สูตร 2)

3) ปลาเป็นๆ หอยเชอรี่ ไข่หอยเชอรี่ กระดูกป่น

4) ตัวเสริม (ขี้เด็กทารก ขี้ไก่ค้างคอน ขี้นกปากห่าง ขี้เป็ดกินหอย ยาคูลท์ โยเกิร์ต กระทิงแดง ระลำเอียด)

5) กากน้ำตาล ผสมในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 : เล็กน้อย : พอท่วม

วิธีทำ
เตรียมวัสดุในการทำนำหมักสูตร 1 และ สูตร 2 ตามอัตราส่วนที่กำหนด

  1. นำปลาสด (ทั้งตัว) หอยเชอรี่ ไข่หอยเชอรี่ มาบด โขลก สับให้ละเอียด เพื่อง่ายในการย่อยสลาย บรรจุเศษพืช เศษปลา เศษหอยที่บด โขลก สับละเอียดแล้วลงภาชนะ (ควรเป็นโอ่งหรือภาชนะพลาสติกไม่แนะนำให้ใช้โลหะ)
  2. แล้วเติมกากน้ำตาลลงไป คลุกเคล้าพอคลุกคลิก เติมนำมะพร้าวอ่อน คลุกเคล้าลงไปอีกเพื่อให้มีน้ำมากขึ้นพอท่วมเศษวัสดุ
  3. คนหรือเขย่าให้เข้ากัน ให้เศษพืชจม อยู่ในกากน้ำตาลตลอดเวลา ปิดฝาภาชนะเก็บไว้ที่มืดอุณหภูมิห้องนาน 7 วัน ก็สามารถนำไปใช้ได้
  4. การปฏิบัติต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพระหว่างการหมัก ปฏิบัติตามสูตร 2 จนถึงขั้นตอนสุดท้าย

สูตรที่ 4 สำหรับไม้ผล

วัสดุ/อัตราส่วน ประกอบด้วย
1) พืชสด 5 ส่วน

2) ผลไม้ผล 1 ส่วน

3) ผลไม้สุก 1 ส่วน

4) ปลาน้ำจืด 1 ส่วน

5) ไข่หอยเชอรี่ 1 ส่วน และ 6) เหง้ากล้วย 1 ส่วน

วิธีทำ
เติมกากน้ำตาลพอท่วม เติมขี้ไก่ค้างคอน 2 ส่วน เติมน้ำมะพร้าวอ่อน/รำละเอียด/อุจจาระเด็กทารกในปริมาณเล็กน้อย โดยห้ามนำไปฉีดผัก เพราะจะทำให้ผักกระด้าง

อ้างอิง บ้านไร่นาเรา