Home สาระน่ารู้ 9 พฤติกรรมที่พ่อแม่ควรเลิกทำ ถ้าไม่อยากให้ลูกกลายเป็นเด็กไม่รู้จักโต!

9 พฤติกรรมที่พ่อแม่ควรเลิกทำ ถ้าไม่อยากให้ลูกกลายเป็นเด็กไม่รู้จักโต!

17 second read
0
1
154

9 พฤติกรรมที่พ่อแม่ควรเลิกทำ ถ้าไม่อยากให้ลูกกลายเป็นเด็กไม่รู้จักโต!

เมื่อลูก ถูกมองว่าเป็น “เด็กไม่รู้จักโต” ให้คุณพ่อคุณแม่รีบหันมามองตัวเองว่า นั่นเป็นเพราะการเลี้ยงลูกของคุณหรือเปล่า ซึ่งความจริงคือใช่ เพราะพ่อแม่คอยบริการทำให้ลูกทุกอย่างบงการชีวิตลูก จึงทำให้ลูกคิดเองทำเองอะไรไม่เป็น

พฤติกรรม พ่อแม่ควรเลิกทำ ถ้าไม่อยากให้ลูกกลายเป็น เด็กไม่รู้จักโต

เพราะการเลี้ยงดูของพ่อแม่ คือต้นเหตุทำให้ลูกกลายเป็นเด็กไม่รู้จักโต เนื่องจากมีคนคอยทำให้ไปเสียหมดทุกสิ่ง

แม้กระทั่งเดินก็ไม่ค่อยไหวเพราะอุ้มกันมาจนโตขาเกือบจะลากเดิน ลูกบางคนโตจนอยู่ชั้นประถมแล้ว ยังใส่ถุงเท้าและรองเท้าไม่เป็นเลย คือ ใส่ถุงเท้าไม่ตรงรูปแบบ และผูกเชือกรองเท้าก็ไม่เป็น แม้ว่าลูกบางคนอยากจะทำอะไรเองบ้าง แต่พ่อแม่หรือคนเลี้ยงก็ไม่ยอมให้ทำ หาว่าทำไม่เรียบร้อยบ้าง ทำช้าบ้าง ทำไม่สะอาดบ้าง ผลสุดท้ายลูกก็เลยกลายเป็นลูกที่เลี้ยงไม่รู้จักโต กลายเป็นลูกแหง่ต้องอาศัยแรงคนอื่นอยู่เรื่อยไป

ซึ่งถ้าเด็กคนไหนได้มาเกิดเป็นลูกของพ่อแม่หรือในครอบครัวชนิดนี้ แทนที่จะเป็นบุญก็กลับกลายเป็นบาปไป เพราะอนาคตจะต้องลำบากแน่ๆ นอกจากร่างกายจะอ่อนแอแล้ว ประสบการณ์ ความรู้ หรือความชำนาญก็จะไม่มีด้วย

วิธีพูดให้ลูกทำตาม

โดยเรื่องนี้มีที่มาจากหนังสือเรื่อง Emotional Intelligence: Why It Can Matter More Than IQ ซึ่งเขียนโดยแดเนียล โกลแมน ผู้เขียนได้อ้างผลการศึกษาของเจโรม เคแกน เรื่องเด็กที่เป็นโรคขี้กลัวโดยธรรมชาติ เขาพบว่าเด็กขี้กลัวที่ถูกเลี้ยงอย่างประคบ ประหงม ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม มีแนวโน้มที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขี้ขลาด ในทางตรงกันข้ามแม่ที่เลี้ยงลูกโดยให้ลูกได้มีโอกาสเผชิญกับสิ่งท้าทาย และแก้ปัญหาด้วยตนเองทีละเล็กทีละน้อย จะสามารถพัฒนาให้ลูกเป็นคนที่ไม่ขลาดกลัวในภายหลัง

ผลการศึกษาข้อนี้ท้าทายความเชื่อเดิมของพ่อแม่ชาวอเมริกันหลายคนในยุคนี้ที่เชื่อว่า ควรปกป้องลูกให้พ้นจากความทุกข์ยากในชีวิต แต่ในความจริง เด็กที่ขี้กลัวขี้ตกใจโดยธรรมชาติ ก็มีโอกาสพัฒนาตนเองให้กล้าขึ้นได้ หากพ่อแม่สนับสนุนให้เอาชนะความกลัวเหล่านั้น เลี้ยงจนลูกไม่รู้จักโต เป็นคำที่นักจิตวิทยาใช้เรียกลักษณะการเลี้ยงลูกที่หลายท่านพอจะทราบกันอยู่บ้างแล้ว หรือบางคนอาจเรียกง่ายๆว่า เลี้ยงลูกเป็นเด็กอมมือ

ในปัจจุบันนี้มีภาวะครอบครัวล่มสลาย และเด็กถูกทอดทิ้งเกิดขึ้นทั่วไป พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงมองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ แต่เราก็คงหลีกหนีความจริงไม่พ้น ปัจจุบันมีเด็กอเมริกันจำนวนมากที่เขียนหนังสือไม่จบประโยค แล้วเราจะหวังให้เขาแต่งและพิมพ์เรียงความห้าหน้าให้ถูกทั้งหลักไวยากรณ์และการเว้นวรรคตอนได้อย่างไร

เด็กหลายคนที่ออกจากบ้านเมื่ออายุยี่สิบเศษยังใช้เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าไม่เป็น รวมทั้งไม่รู้วิธีทอดไข่ รีดเสื้อ หรือเขียนเช็ค นอกจากนี้ ผู้ชายอเมริกันอายุรางยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดปีที่ยังไม่ยอมแยกบ้านก็มีจำนวนสูงขึ้นจนน่าเป็นห่วง อาจสูงถึงประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว หนำซ้ำหลายคนยังไม่ยอมจ่ายค่าเช่าบ้าน หรือแม้แต่จะช่วยงานบ้าน

ซึ่งแนวโน้มของเด็กที่น่าเป็นห่วง คือ เด็กอายุ 3 หรือ 4 ขวบ บางคนพอวาดเขียนหรือทำการบ้านไปได้ครู่เดียว ก็จะหยุดมือเพื่อรอรับคำชมจากครูทุกๆ เส้นที่วาดหรือทุกๆบรรทัดที่เขียน เมื่อสอนได้ระยะหนึ่ง เราก็ได้รู้ว่าพ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ชมเชยและให้รางวัลเด็กแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กทำได้ซึ่งอาจกระทำไปโดยเจตนาดี หรืออาจกำลังหลงใหลกระแสเรื่องความรักและนับถือตนเองอย่างมาก จึงไม่ต้องการให้ลูกขาดความรักและนับถือตนเอง อันที่จริงแล้วการให้แรงเสริมทางบวกมากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลในทางตรงข้าม เด็กจะยึดติดกับของรางวัลหรือคำชมเชยจากบุคคลอื่นจนแทบจะไม่ยอมทำอะไรถ้าไม่ได้รับคำชม

ภาวะเช่นนี้อาจทำให้เด็กรักและนับถือตนเองน้อยลงๆ ทุกทีจนถึงขั้นอันตราย ในหนังสือ Smart parenting: Hoe to Parent so Children Will Learn แต่งโดย ดร.ซิลเวีย ริมม์ ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงเด็กที่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาเพราะถูกเลี้ยงดูแบบประคบประหงมว่า สามารถมีอิทธิพลต่อคนรอบข้างได้ เพราะทุกคนต่างก็ใจดีและห่วงใยในตัวเด็กอยู่แล้ว เมื่อประกอบกับเครื่องแสดงออกซึ่งอำนาจของเด็ก (น้ำตาและการเรียกร้องการเห็นใจ) จึงยิ่งเย้ายวนให้พ่อแม่และครูพากันปกป้องเด็กต่อไป โดยไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังตัดโอกาสเด็กในการจัดการกับสิ่งท้าทายในชีวิต ทว่าพ่อแม่ทุกคนล้วนแต่มีเจตนาดี การเลี้ยงลูกเป็นงานหนักที่ไม่มีใครเคยได้รับการฝึกอบรมอย่างถูกต้องเต็มรูปแบบ แต่การชมเชยและให้รางวัลเด็กในทุกเรื่องเล็ก ๆ ที่เด็กทำนั้นไม่ได้ช่วยอะไร กลับจะทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาโดยไม่รู้จักรสชาติของการดิ้นรนเพื่อความสำเร็จ

ในทศวรรษ 1960 วอลเตอร์ มิชเชล นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำงานวิจัยชิ้นสำคัญเรื่อง การชะลอการทำตามความประสงค์ของเด็ก (Delay of Gratification in Children) ซึ่งเขาค้นพบว่า เด็กอายุ 4 ขวบที่คว้าขนมไปกินทันทีที่มีคนให้ กับเด็กที่ยอมอดใจรออีกนิดเพื่อให้ได้ขนมมากชิ้นขึ้น จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีลักษณะแตกต่างกันมาก เมื่อถึงช่วงวัยรุ่น คนที่สามารถชะลอการทำตามความประสงค์ได้จะอดทนรอได้ดีกว่า ประสบความสำเร็จสูงกว่า และสามารถปรับตัวทางอารมณ์และทางสังคมได้ดีกว่า มีปัญหาน้อยกว่า มีคนรักและมีความสุขมากกว่าคนที่ตอนเป็นเด็กไม่ยอมทนรอเพื่อรับขนมมากๆชิ้น นับว่าผลการวิจัยของมิชเชลเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

9 สิ่ง ที่พ่อแม่ควรเลิกทำ ถ้าอยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี

อย่างไรก็ดีเพราะพ่อและแม่คือคนที่รักและหวังดีกับลูกมากที่สุด แต่ในบางครั้งความหวังดีของคุณอาจย้อนกลับมาทำร้ายลูกอย่างไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งกว่าคุณจะรู้ตัวก็อาจสายเกินแก้แล้ว โดยเฉพาะ 9 พฤติกรรมต่อไปนี้ที่พ่อแม่ควรเลิกทำถ้าอยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี

1. ปลุกลูกไปโรงเรียนตอนเช้าทุกวัน

เรียกได้ว่ากิจวัตรประจำวันของคุณแม่ที่ต้องทำทุกเช้า คือการปลุกลูกเพื่อไปโรงเรียน ซึ่งความจริงแล้วคุณพ่อคุณแม่ควรฝึกลูกให้ตั้งนาฬิกาปลุก และจัดสรรเวลานอนให้เหมาะสม เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับตารางชีวิตของตัวเอง

2. ทำอาหารเช้าหรืออาหารกลางวันให้

คุณแม่หลายคนอาจเป็นห่วงว่าลูกจะทานอาหารไม่อิ่มและได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน จึงต้องเตรียมอาหารให้ลูกทุกวัน ถ้าคุณอยากให้ลูกโตเป็นผู้ใหญ่ซะที คุณก็ควรให้เขาทำอาหารเองค่ะ ถ้าเขาทำไม่เป็นคุณแม่อาจจะต้องสอนลูกก่อนสักหน่อย

3. นำของที่ลูกลืมไปให้ถึงที่โรงเรียน

 

การที่ลูกโทรมาเพื่อบอกให้คุณพ่อคุณแม่นำเอาสิ่งของที่ลืมไปส่งที่โรงเรียน โดยที่คุณก็ทำตามที่ลูกสั่งทุกครั้ง ซึ่งนั่นอาจทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่ไม่รอบคอบได้ ดังนั้น เมื่อลูกโทรมาเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ทำแบบนั้นอีก โดยที่ของชิ้นนั้นไม่ได้มีความสำคัญถึงขั้นคอขาดบาดตายอะไร ก็ควรบอกปัดเพื่อให้ลูกรู้จักมีความรอบคอบมากขึ้นและตรวจความเรียบร้อยของสิ่งของเครื่องใช้ที่ต้องเอาไปโรงเรียนก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง

4. ซักเสื้อผ้าให้ลูก

เมื่อลูกโตพอที่จะทำงานบ้านได้แล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยฝึกหรือให้ลูกได้ทำด้วยตัวเอง และการที่คุณแม่ซักเสื้อผ้าให้ลูกทุกวันอาจทำให้เด็กเคยตัวและเป็นคนไม่มีวินัยในตัวเองหรือความรับผิดชอบ ดังนั้น หากเด็กอยู่ในวัยที่พอเรียนรู้และทำอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว คุณแม่ก็ควรสอนลูกถึงวิธีการใช้เครื่องซักผ้าหรือการซักผ้าด้วยมือ เพื่อที่เขาจะได้ฝึกทำมันด้วยตัวเอง

5. ไม่ยอมปล่อยให้ครูมาว่ากล่าว ตักเตือน หรือตีลูก

ถ้าลูกมาฟ้องคุณว่าถูกครูตีหรือว่ากล่าวตักเตือน ซึ่งนั่นอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่มีอาการหัวร้อนและพร้อมจะไปเคลียร์กับครูที่โรงเรียน แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่อยากบอกว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องใจเย็นๆก่อน และอาจต้องสอบถามลูกถึงสาเหตุที่ครูทำเช่นนั้น ซึ่งหากลูกทำความผิดจริงๆ และการลงโทษไม่ได้ร้ายแรงจนถึงขั้นเลือดตกยางออก คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องถึงขั้นไปคุยกับคุณครูเองที่โรงเรียน ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณครูที่ต้องอบรมสั่งสอนลูกของเราอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ควรทำคือให้คุณพ่อคุณแม่สอนลูกแทนว่าจะต้องทำตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้โดนครูว่าหรือตีอีก

6. ยุ่งกับการเรียน

การเป็นห่วงสนใจในเรื่องเรียน หรือความเป็นอยู่ที่โรงเรียนของลูกไม่ใช่เรื่องผิดหรอกที่ แต่การที่คุณพ่อคุณแม่ไปบงการหรือกำหนดเส้นทางการเรียนโดยไม่ให้เขามีสิทธิคิดหรือตัดสินใจด้วยตัวเอง นั่นอาจจะทำให้ลูกของคุณไม่โตเป็นผู้ใหญ่เสียที

7. ทำการบ้านให้

สำหรับคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่ชอบทำการบ้านให้ลูกเป็นประจำ ควรเลิกทำแบบนี้ปอย่างเด็ดขาด เพราะสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นี้จะทำให้ลูกไม่ได้ฝึกคิดหรือเรียนรู้อะไรเลย ซึ่งถ้าไม่อยากให้ลูกเติบโตมาแบบไม่มีความรู้ในสมอง ก็อย่าทำร้ายลูกทางอ้อมแบบนี้เลยค่ะ

8. ยอมให้ลูกหยุดเรียน

เพราะเด็กบางคนอาจมีอาการป่วยการเมือง เนื่องด้วยสาเหตุหลายๆ อย่าง อาจจะเกิดจากวิชาเรียน และการบ้านต่างๆ ซึ่งวิชาเรียนอาจง่ายเกินไป ทำให้เด็กเกิดความเบื่อ หรือ วิชาเรียนอาจยากจนเกินไป ทำให้เด็กเกิดความกดดันว่าไม่ฉลาดเท่าเด็กคนอื่นๆ สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรทำคือ อย่าถามลูกว่าทำไมถึงไม่อยากการไปโรงเรียน เนื่องจากเด็กมักจะไม่รู้คำตอบ เมื่อเด็กไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ก็จะเป็นการทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเครียดแทน ทั้งนี้พ่อแม่ผู้ควรบอกเด็กว่าความกลัวไม่ช่วยอะไร หากแต่เด็กควรเอาชนะความกลัวให้ได้ ควรเปิดใจให้กว้างในการรับฟังความรู้สึกของลูก

9. ขีดเส้นชีวิตให้ลูก

กำหนดกฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติต่างๆ ให้ลูกเดินตามทางที่พ่อแม่ปูไว้ ซึ่งนั่นอาจเป็นเรื่องดีที่จะทำให้ลูกมีวินัย แต่ในทุกๆกฎที่พ่อแม่ตั้งไว้ก็ควรให้ลูกรับรู้ด้วย พร้อมให้ลูกมีส่วนร่วมในการขีดเส้นชีวิตของตนเอง และต้องปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะทำบางสิ่งด้วยตัวเองบ้างค่ะเพียงเท่านี้ความสำเร็จในชีวิตลูกก็จะอยู่ไม่ไกล

สุดท้ายนี้ การเลี้ยงลูกที่ถูกต้องจะต้องอย่าให้ลูกเปราะบางจนเกินไปเหมือนไข่ในหิน อย่าเลี้ยงลูกให้เห็นแก่ตัว ต้องเลี้ยงลูกให้โตไปตามวัย อย่าให้กินยากอยู่ยาก อย่าให้ลูกกลัวในสิ่งที่ไร้สาระ โดยพ่อแม่ควรเริ่มต้นสร้างนิสัยเด็ก ด้วยการทำให้ตัวเองให้เป็นแบบอย่าง พร้อมกับฝึกให้เด็กรับรู้ และรู้จักรับผิดชอบด้วยตัวเอง รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้รวมถึงฝึกฝน นั่นจะทำให้เด็กสามารถหาแนวทางดำเนินชีวิต ตามบทบาทและหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : faithit.com

Load More Related Articles
Load More By adminupen
Load More In สาระน่ารู้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Check Also

#ทำอยู่ เลิกด่วน สิ่งที่ห้ามทำตอนสระผม ก่อนที่ผมเราจะร่วง เรื่องใกล้ตัวที่เรามองข้าม

#ทำอยู่ เลิกด่วน สิ่งที่ห้ามทำตอนสระผม ก่อนที่ผมเราจะร่ … …