Home สาระน่ารู้ #เทวดาเขารู้กัน! พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ช้างคู่พระบารมี ในหลวง ร.9 กับเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ จากนี้ไม่มีอีกแล้ว (รายละเอียด)

#เทวดาเขารู้กัน! พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ช้างคู่พระบารมี ในหลวง ร.9 กับเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ จากนี้ไม่มีอีกแล้ว (รายละเอียด)

4 second read
0
0
0

#เทวดาเขารู้กัน! พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ช้างคู่พระบารมี ในหลวง ร.9 กับเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ จากนี้ไม่มีอีกแล้ว (รายละเอียด)

เป็นเรื่องราวสุดประทับใจและมหัศจรรย์ที่สุด เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พบกับ พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นครั้งแรก และ ลุงแก้ว ผู้เผยข้อมูลเล่าว่า เทวดาเขารู้กัน

โดย ลุงแก้ว เผยว่า “เมื่อครั้งแรกที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เดินทางมาพบกับพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯช้างเผือกประจำรัชกาล โดยพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นช้างที่แตกต่างจากช้างอื่น เพราะมีนิสัยที่แปลก” 

ลุงแก้ว บอกว่า “ระเศวตอดุลยเดชพาหนฯเหมือนกับเทวดา ถือตัว และจะไม่รวมกลุ่มกับช้างอื่น แถมยังมีนิสัยดุร้าย และเข้าถึงตัวไม่ได้เลย แต่ครั้งแรกที่ พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ได้พบ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กลับกลายเป็นช้างที่ว่านอนสอนง่ายมาก แบบนี้แหละ ลุงแก้ว ถึงกล่าวว่า เทวดาเขารู้กัน”

ในความเชื่อของไทย ช้างเผือก ถือว่าเป็นเครื่อง เชิดชูเกียรติประดับบารมีของพระมหากษัตริย์เมื่อมีช้างเผือกเข้ามาสู่พระบารมีจะทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธีสมโภชขึ้นระวาง พระราชทานนามเป็น “พระยาช้างต้น หรือนางพระยาช้างต้น” และให้ยืนโรงช้างประจำพระราชฐาน

“พระเศวตฯ”ช้างเผือกคู่บุญพ่อ

ตามตำราพระคชศาสตร์กำหนดลักษณะสำคัญ 7 ประการของช้างมงคลไว้ว่าจะต้องประกอบด้วย

1. ตาขาว

2. เพดานปากขาว

3. เล็บขาว

4. ขนขาว

5. พื้นหนังขาวหรือสีอ่อนๆ ออกแดงคล้ายหม้อใหม่

6. ขนหางขาว

7. อัณฑโกสขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่

ช้างที่มีลักษณะครบถ้วนเรียกว่า “ช้างสำคัญ” ส่วนช้างที่มีลักษณะมงคลไม่ครบเรียกว่า “ช้างประหลาด” หรือ “ช้างสีประหลาด”

หากช้างมีหนังดำ มีงาลักษณะเหมือนปลีกล้วย และมีเล็บดำ เรียกว่า “ช้างเนียม” ซึ่งช้างทั้ง 3 ประเภทนี้ ถือเป็นช้างคู่บารมีของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ผู้ที่ครอบครองช้างประเภทใด จะต้องนำช้างนั้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นช้างทรงตามราชประเพณีที่ปฏิบัติกันมานาน โดยเรามักจะเรียกช้างทั้งหมดรวมๆ กันว่าเป็น “ช้างเผือก”

สำหรับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีการพบช้างเผือก 21 ช้าง ปัจจุบันเหลือเพียง 11 ช้าง โดยมีศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง รับหน้าที่ดูแลรวม 6 ช้าง เป็นเพศผู้ทั้งหมด ประกอบด้วย พระเศวตพาสุรคเชนทร์ พระเศวตศุทธวิลาส ทั้งสองช้างอายุ 28 ปี ส่วนอีก 4 ช้าง เป็นช้างที่ยังไม่ได้สมโภชขึ้นระวาง ประกอบด้วย ขวัญเมือง ยอดเพชร อายุ 27-28 ปี วันเพ็ญ และทองสุกอายุ 30 ปี

อีก 4 ช้าง อยู่ที่โรงช้างต้น ภายในเขตพระราชวังภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร เป็นช้างพังทั้งหมด คือ พระวิมลรัตนกิริณี พระศรีนรารัฐราชกิริณี พระเทพวัชกิริณี อายุ 28-29 ปี และพังมด อายุ 20 ปี ส่วนอีก 1 ช้าง เป็นช้างเผือกแรกที่ได้มาในรัชกาลที่ 9 คือ “พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ” คุณพระเป็นช้างพลายได้มาจาก จ.กระบี่ เมื่อพ.ศ. 2499 ปัจจุบันอยู่ที่โรงช้างต้นในพระราชวังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์

กล่าวสำหรับช้างเผือกแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีชื่อว่า“พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ” ชื่อเต็มคือ “พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิสุทธวงศ์ สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาติ สยามราษฎรสวัสดิ ประสิทธิ์รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรพิตรสารศักดิเลิศฟ้า”

เป็นช้างพลายเผือกโท เกิดในป่าเขตจ.กระบี่ เมื่อปี พ.ศ.2494 ถูกคล้องได้ที่บ้านหนองจูด ต.ดินอุดม อ.ลำทับ จ.กระบี่ เมื่อปี พ.ศ. 2499 โดยนายแปลก ฟุ้งเฟื่องและนายปลื้ม สุทธิเกิด เป็นลูกช้างติดแม่อยู่ในโขลงช้างป่า พร้อมกับช้างอื่นๆอีก 5 เชือกคือ พังสาคร พลายทอง พังเพียร พังวิไล และพังน้อย

พลโทบัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย(ในขณะนั้น)ได้นำช้างพลายแก้วขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 เพื่อประกอบพิธีขึ้นระวางเป็นช้างต้นและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้กำหนดพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างเผือกประจำรัชกาล ณ โรงช้างต้นพระราชวังดุสิตเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนพ.ศ. 2502

พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เติบโตขึ้นโดยการดูแลขององค์การสวนสัตว์ และดุร้ายมากขึ้นจนควาญช้างควบคุมไม่ได้ จึงต้องจับยืนมัดขาทั้งสี่ไว้กับเสา เป็นที่เกรงกลัวของบุคคลทั่วไป กระทั่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชเสาวณีย์โปรดเกล้าฯ ให้นำพระเศวตฯเข้าไปยืนโรงในโรงช้างต้น ภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อ พ.ศ.2519 ซึ่งหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้บันทึกไว้ว่า

“ในขณะที่นำคุณพระจากสวนสัตว์ดุสิตไปยังสวนจิตรลดา ซึ่งเพียงแต่มีถนนคั่นอยู่สายเดียวนั้น คุณพระก็อาละวาดอย่างหนัก ไม่ยอมออกเดิน เอางวงยึดต้นไม้จนต้นไม้ล้ม จนแทบจะหมดปัญญาเจ้าหน้าที่กว่าจะนำคุณพระจากเขาดินไปถึงประตูสวนจิตรลดา ซึ่งมองเห็นกันแค่นั้นก็กินเวลาหลายชั่วโมง ในที่สุดก็นำคุณพระไปยังประตูพระราชวังได้ พอได้ก้าวเท้าเข้าไปในบริเวณพระราชวัง คุณพระก็เปลี่ยนไปทันที จากความดุร้ายก็กลายเป็นความสงบเสงี่ยม เดินอย่างเรียบร้อยไปสู่โรงช้างต้น และเข้าอยู่อย่างสงบเรื่อยมา”

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระเศวตฯ จากโรงช้างต้นสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต มายืนโรง ณ โรงช้างต้น วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 17-18 มีนาคม 2547 และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชพิธีสมโภชโรงช้างต้น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2547

พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ได้ล้มลง เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2553 ณ โรงช้างต้น พระราชวังไกลกังวล หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

รับชมคลิปกันค่ะ

 

รับชมภาพกันค่ะ

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก JSL Global Media

Load More Related Articles
Load More By adminupen
Load More In สาระน่ารู้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Check Also

#ทำอยู่ เลิกด่วน สิ่งที่ห้ามทำตอนสระผม ก่อนที่ผมเราจะร่วง เรื่องใกล้ตัวที่เรามองข้าม

#ทำอยู่ เลิกด่วน สิ่งที่ห้ามทำตอนสระผม ก่อนที่ผมเราจะร่ … …