Home ข่าวเด็ด ปลูกอะไรดี ? 10 อาชีพเสริมเกษตร รายได้ดี ที่น่าสนใจในปี 60

ปลูกอะไรดี ? 10 อาชีพเสริมเกษตร รายได้ดี ที่น่าสนใจในปี 60

25 second read
0
2
20

ปลูกอะไรดี ? 10 อาชีพเสริมเกษตร รายได้ดี ที่น่าสนใจในปี 60

แนะนำ อาชีพเสริมเกษตร ที่น่าสนใจ ปลูกอะไรขายได้กำไรดี ได้ผลเร็ว รวยเร็ว ลงทุนน้อย สำหรับคนที่มีพื้นที่น้อยหรือมาก ต้องการทำอาชีพเสริมเกษตร คนขยัน ไม่มีวันอดตาย คำกล่าวนี้ยังเป็นจริงเสมอ ยิ่งยุคสมัยนี้ เส้นทางอาชีพ ไม่จำเป็นว่าจะมีเฉพาะอาชีพหลักเท่านั้น หลายคนมีอาชีพเสริม และหนึ่งในอาชีพเสริมที่คนเลือกทำก็คือ “อาชีพเสริมเกษตร”

ซึ่งมีทั้งการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เป็นอาชีพดั้งเดิมของคนไทยมาช้านาน และไม่ใช่อาชีพที่ใครจะรังเกียจว่าเป็นอาชีพบ้านๆ อีกต่อไป ยิ่งเมื่อมีหลายคนเรียนจบอย่างหนึ่งแต่หันไปเอาดีทางด้านงานเกษตรและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำด้วยแล้ว อาชีพเสริมเกษตรจึงเป็นอาชีพที่ไม่ควรมองข้าม มาดูกันว่า ทำอะไรจึงจะไปได้สวยในอาชีพเสริมเกษตร

10. ปลูกหม่อนหรือมัลเบอร์รี่

ปลูกหม่อนหรือมัลเบอร์รี่ อาชีพเสริมเกษตรปลูกหม่อนหรือมัลเบอร์รี่ 

มัลเบอร์รี หรือลูกหม่อน ผลไม้เทรนด์ใหม่เพื่อสุขภาพ รักษาสารพัดโรค ปลูกง่าย ให้ผลผลิตต่อเนื่อง สร้างรายได้ต่อเดือนกว่า 60,000 บาท
สวนพ่อสุรวุฒิ ตั้งอยู่ที่ ต.หลักสอง อ.บ้านแพ้ว สมุทรสาคร บริหารงานโดยคุณฐิติมา แท่นนิล และครอบครัว เจ้าของสวนมัลเบอร์รีและศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลหลักสอง โดยคุณฐิติมาได้เล่าถึงที่มา ตลอดจนรายละเอียดต่าง ๆ ในการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ให้ฟังว่า

“เป็นเกษตรกรมาตั้งแต่แรก ปลูกพืชแบบผสมผสาน มีฝรั่ง มะนาว มะพร้าว กล้วย ทำโดยยึดหลักตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จนวันหนึ่งได้มีโอกาสไปเที่ยวงานเกษตรกำแพงแสน และได้ซื้อต้นมัลเบอร์รี หรือต้นหม่อน ติดมือกลับบ้านมา 2 ต้น โดยแบ่งกับพี่ชายคนละต้น ได้นำมาปลูกที่บ้านซึ่งต่อมาออกลูกดกจนกินไม่ทัน จึงเอาไปขายรวมกับผลผลิตอื่น ๆ ซึ่งขายดี โดยลูกค้าที่มาซื้อได้บอกว่ามัลเบอร์รีเป็นผลไม้ที่มีสารต้านมะเร็งสูง ช่วยลดสารก่อมะเร็ง นำไปปั่นเป็นน้ำแล้วให้ผู้ป่วยมะเร็งดื่มสามารถช่วยรักษาโรคได้ ซึ่งตัวเรากับสามีก็คิดว่าในเมื่อปลูกง่ายและขายดี มีคนซื้อ จึงปลูกเพิ่ม จากต้นเดียวกลายเป็นหลักสิบต้น ขายดีขึ้นเรื่อย ๆ จากกิโลกรัมละ 80 จนเป็น 200 บาทที่ราคาหน้าสวน ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพืชหลักที่ทำรายได้ให้กับครอบครัวเพราะขายส่งรวมทั้งแปรรูปได้ราคาดี”

ซึ่งประโยชน์และคุณค่าของมัลเบอร์รีนั้น คุณฐิติมาอธิบายว่า

  • ควบคุมความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด ควบคุมเบาหวาน
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคหัวใจ มะเร็ง
  • มีวิตามิน B6 ช่วยบำรุงเลือด ลดการเกิดสิวและปวดประจำเดือน
  • มีวิตามิน C สูง ป้องกันโรคภูมิแพ้ โรคปอด วัณโรค ป้องกันเชื้อไวรัส
  • ช่วยบำรุงให้เส้นผมดกดำ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย

ในปัจจุบันสวนพ่อสุรวุฒิขยายการปลูกมัลเบอร์รีเป็น 300 ต้น ใช้พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ โดยผลผลิตที่ได้กระจายขายไปทั่วในเขตภาคกลาง สร้างรายได้เป็นที่น่าพอใจ

“ซึ่งวิธีการปลูกนั้นไม่ยาก สามารถปลูกได้ทั่วไป โดยสายพันธุ์ของเราคือ “กำแพงแสน 42” ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีลูกดก รสชาติหวาน เติบโตง่าย เหมาะกับพื้นที่ในเขตภาคกลาง โดยใช้กิ่งชำในการปลูก เว้นระยะห่างประมาณ 2-3 เมตรต่อต้น ปลูกทิ้งไว้โดยไม่ต้องดูแลอะไรมาก ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ช่วงที่แตกใบอ่อนฉีดยาบำรุงที่เป็นชีวภาพแค่ 1-2 ครั้งก็เพียงพอ ปลูกครบ 7-8 เดือนจะออกผลผลิตให้เก็บได้ หลังจากออกผลผลิตแล้วให้ตัดแต่งกิ่ง จากนั้นเว้นช่วง 3 เดือน ก็จะออกผลผลิตในครั้งต่อไป ซึ่งในสวนของเราปลูกเยอะถึง 300 ต้น จะออกลูกหมุนเวียนกันไปทำให้เก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี”

โดยตอนนี้จำหน่ายที่ กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพฯ และยังมีลูกค้าที่มารับจากสวนเพื่อไปขายต่อตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ โดยราคาที่ขายอยู่นั้นจะอยู่ที่ 240-300 บาท แล้วแต่สถานที่ แต่สำหรับคนที่มาเที่ยวสวน ซึ่งเราเปิดเป็นที่เที่ยวด้วย จะขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท ส่วนแม่ค้าที่มารับไปขายต่อ หากซื้อ 10 กิโลกรัมขึ้นไปจะอยู่ที่ 180 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ไม่แพง เพราะทางสวนมีค่าใช้จ่ายในการจ้างคนเก็บ ซึ่งค่าจ้างตรงนี้จะอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลฯ วันหนึ่งจะเก็บได้ประมาณ 8 กิโลฯ ดังนั้นจึงมีค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานอยู่ที่ 300 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งรายได้แต่ละเดือนหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วจะมีกำไรอยู่ที่ 60,000-70,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่น่าพอใจสามารถเลี้ยงคนในครอบครัวได้อย่างสบาย”

ข้อดีของมัลเบอร์รีคือปลูกง่าย ดูแลไม่ยาก แต่จะมีปัญหาบ้างเช่นกันในเรื่องของการเก็บเกี่ยว เพราะให้ผลผลิตจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 1 ตันในแต่ละเดือน ซึ่งเวลาเก็บนั้นจะเว้นได้แค่ 2 วัน เพราะหากปล่อยทิ้งไว้คาต้นก็จะเกิดเชื้อรา ต้องเก็บออกจากต้นทุก 2 วัน ไม่เกิน 3 วัน ส่วนในเรื่องการตลาดนั้นก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะเป็นผลไม้ที่อายุน้อยวันที่สุด หากเก็บวันนี้ต้องขายให้หมดภายในวันถัดไป ถ้าไม่มีลูกค้ามาซื้อจะเน่าเสียหาย จึงต้องนำมาแปรรูป

ซึ่งผลิตภัณฑ์แปรรูปก็มีในส่วนของ น้ำมัลเบอร์รี สด 100% น้ำพร้อมดื่ม 30% โยเกิร์ตและแยมมัลเบอร์รี นอกจากนั้นยังส่งผลผลิตป้อนให้กับโรงงานเพื่อทำไส้ขนม และน้ำมัลเบอร์รีผสมว่านหางจระเข้ส่งออกนอกและสำหรับคนที่สนใจ คุณฐิติมาแนะนำว่า

“เบื้องต้นควรไปศึกษาเรื่องตลาดก่อน ว่าปลูกแล้วจะขายให้ใคร ขายที่ไหน เพราะหากมีผลผลิตออกมาแต่ไม่มีตลาดให้ขาย ก็มีแต่ขาดทุน และหากสนใจจริงควรเริ่มปลูกน้อย ๆ ก่อนประมาณไม่เกิน 10-20 ต้น อย่าลงเยอะเป็นร้อยต้นเพราะจะทำให้เสี่ยง เนื่องจากมัลเบอร์รีหากไม่มีลูกค้ามารับหรือไม่มีตลาดที่จะกระจายสินค้าออกไปจะไม่สามารถขายได้แน่นอน เพราะเป็นผลไม้ที่คนยังรู้จักน้อย กลุ่มลูกค้าค่อนข้างจำกัด เป็นกลุ่มคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ต้องจับตลาดให้ถูก โดยกลุ่มลูกค้าที่สนใจจะเป็นพนักงานออฟฟิศ โดยเฉพาะผู้หญิง หรือควรขายตามสถานที่ราชการ โรงพยาบาล”

ส่วนแนวทางการพัฒนาและต่อยอดในอนาคตนั้น คุณฐิติมามองว่า

“อยากทำตรงนี้ต่อไปให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องการขยายพื้นที่ปลูกออกไปนั้นยังไม่ได้คิดเพราะเรายึดหลักพอเพียงตามพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งปัจจุบันก็ถือว่ามีความมั่นคงพอสมควร แล้วยังมีหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนไม่ว่าจะเป็น ม.เกษตร กำแพงแสน รวมทั้งโครงการหลวงต่าง ๆ มีงานให้ออกขายสินค้าตลอด ถือว่ายังดำเนินธุรกิจไปได้สวย คิดว่าจะสานต่อไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ที่สวนยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Facebook : สวนพ่อสุรวุฒิ โทร.08-5179-9239

9. ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

ด้วยรสชาติหอมหวานอ่อนๆ ตามธรรมชาติ ทำให้ผู้คนนิยมกินน้ำมะพร้าวน้ำหอม ทั้งกินสด ทั้งเผา ขายง่าย และหากปลูกจนได้กินแล้ว มะพร้าวจะอายุยืน สามารถเก็บผลได้หลายสิบปี แต่ต้องดูแลรักษาให้ดี อย่างให้มีด้วงมะพร้าวมาเจาะจนต้นตาย

ผลผลิตมะพร้าว

สำหรับมะพร้าวน้ำหอมจะเก็บเกี่ยว ทุก 20-25 วัน ถ้ามีการบำรุงรักษาดี มะพร้าวสามารถออกจั่นได้เกือบ 15 จั่นต่อปี ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ 70-100 ผลต่อต้นต่อปี หรือประมาณ 3,000-4,000 ผลต่อไร่ต่อปี

การปลูกมะพร้าวให้ได้ผลผลิตดีนั้น ต้องมีน้ำเพียงพอ เกษตรกรบางรายจะใส่เกลือปีละประมาณ 1 กำมือ และห้ามตัดทางมะพร้าว เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นสูงเร็ว ควรปล่อยให้ทางมะพร้าวแห้งเหี่ยวไปเอง

8. ปลูกว่านหางจระเข้

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ที่โดดเด่น ทั้งกิน ทา และนำไปเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางที่มุ่งไปในการเสริมความงาม ว่านหางจระเข้สดๆ ก็สามารถรักษาบาดแผล บำรุงผิวหน้าได้ จึงเป็นพืชเศรษฐกิจยุคใหม่ทีเดียว

เกษตรกร ผู้ปลูกว่านหางจระเข้ จำนวน 20 ไร่ รายนี้ ที่อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี มีคุณลุงประยงค์ สุขสว่าง เป็นเจ้าของแต่ดั้งเดิม สวนแห่งนี้ เคยปลูกแตงกวา กล้วยหอม หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว แต่พืชเหล่านี้ ต้องลงทุนกับยาฆ่าแมลง และแรงงานมาก เลยหันมาปลูกว่านหางจระเข้ ที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย และขายได้แน่นอน ที่ว่าขายได้แน่นอน เพราะมีกลุ่มแม่บ้านมารับซื้อ ไปทำน้ำว่านหางจระเข้ วันละ 2,500 กก.ๆละ 4 บาท หรือมีรายได้ 1 หมื่นบาททุกวัน

จะว่าไปแล้ว ว่านหางจระเข้ เป็นพืชที่ดูแลง่าย ทนแล้ง และไม่มีโรค เพียงแต่ต้องหมั่นแซะหน่อ เพื่อเป็นขยายพันธุ์ต่อ หรือขายเป็นต้นพันธุ์ไปก็ได้ นี่เป็นพืชอีกตัวที่น่าสนใจ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีตลาดรองรับที่แน่นอน

7. ปลูกมะละกอ


มะละกอเป็นพืชทางการเกษตรที่กินได้ทั้งสุกงอม สุกกำลังดีกินกรอบๆ และมะละกอดิบสำหรับตำส้มตำ อาหารยอดฮิตของคนไทยทั่วทุกภูมิภาค เรียกว่าเป็นอาหารที่หากินได้ในเกือบจะทุกๆ ที่ รวมถึงรถเข็นข้างทางด้วย มะละกอจึงเป็นพืชที่เป็นที่ต้องการตลอดทั้งปี

ถ้าจะให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ต้องนับย้อนหลังไป 8 เดือน คือช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม เริ่มต้นปลูก แล้วมะละกอจะเริ่มออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และในช่วงนี้เองจะต้องมีตัวช่วย คือ การให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นช่วงแล้ง และอากาศร้อน การให้น้ำจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศพร้อมกับให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอ ตรงกับความต้องการของมะละกอด้วย ถ้าบำรุงรักษาดี ปุ๋ยถึง น้ำถึง เราก็จะได้มะละกอขายในช่วงที่มีราคาดี ในปริมาณมากๆ นั่นหมายถึงผลกำไรที่ตามมาด้วย

สำหรับการตลาดของมะละกอนั้น มะละกอฮอลแลนด์เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งปี จึงไม่ยากที่จะหาตลาด โดยเข้าไปติดต่อแม่ค้าที่ตลาดไท หรือตลาดสี่มุมเมือง หรือตลาดหลักตามจังหวัดแต่ละภูมิภาค สำหรับมะละกอที่ตกเกรดก็ยังสามารถขายได้โดยขายส่งให้โรงงานราคาก็จะต่ำลงมาหน่อย ด้วยการที่มะละกอฮอลแลนด์เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตเยอะ มีอายุการเก็บเกี่ยวที่ยาวนาน และเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดปี มะละกอฮอลแลนด์จึงเป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

6. ปลูกผลไม้
เป็นอาชีพเสริมพิเศษจริงๆ สำหรับคนมีที่ดินการเกษตรจำนวนมากหน่อย สามารถปลูกผลไม้ได้หลากชนิด เก็บกินประโยชน์ได้ต่อเนื่อง เพราะเป็นไม้ยืนต้น การดูแลสามารถจ้างแรงงานได้ ส่วนการเก็บนั้น ก็สามารถขายเหมาได้เลย หากไม่ต้องการยุ่งยากในการจัดการเองทั้งหมด

 

5. ปลูกมะนาว อาชีพเสริมเกษตร
มะนาวเป็นหนึ่งในเครื่องจิ้ม พริก น้ำปลา ซึ่งเป็นซอสเคียงอาหารของไทยๆ หลายบ้านมักขาดไม่ได้ เพราะจะรู้สึกว่าอาหารรสจืดชืดเกินไป บางฤดูกาล มะนาวแพงมาก ลูกละหลายบาท ดังนั้น ถ้าปลูกเอาไว้ ขายได้แน่นอน อยู่ที่จะกำไรมากหรือน้อยเท่านั้น

ปลูกมะนาวนอกฤดู 1 ไร่ ได้ 100,000 บาทต่อปี

ที่ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ มีแปลงสาธิตการปลูกมะนาวในวงบ่อเพื่อบังคับให้ออกผลนอกฤดูกาล อันเป็นผลมาจากความสำเร็จในการพัฒนาดินและพันธุ์ตลอดจนวิธีการในการเพาะปลูกจนสามารถขยายผลสู่การเพาะปลูกของราษฎรในพื้นที่ได้อย่างกว้างขวาง

เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ ได้เปิดเผยว่า การปลูกมะนาวนอกฤดูของศูนย์ฯจะปลูกในวงบ่อซีเมนต์โดยวางวงบ่อห่างกัน 1.20 เมตร ระยะระหว่างแถว 1.50 เมตร ปลูกแบบแถวคู่ เว้นเป็นทางเดิน 2 เมตร วางวงบ่อเป็นเลขคู่พร้อมวางระบบน้ำ แท็งก์น้ำ 2 ชุด ชุดแรกสูงประมาณ 5 วงบ่อ มีความจุน้ำได้ 1,200 ลิตร ผสมปุ๋ยน้ำชีวภาพผสมน้ำดีปล่อยรดต้นมะนาวในวงบ่อได้โดยตรง อีกชุดสูง 9 วงบ่อ จำนวน 2 แท็งก์ เก็บน้ำสะอาด เพื่อรดมะนาว วงบ่อซีเมนต์ที่ใช้ปลูกมะนาวมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร ฝาวงบ่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 90 เซนติเมตร กว้าง 10 เซนติเมตร ดินผสมประกอบด้วย 3 ชนิด คือ หน้าดิน 3 ส่วน ขี้วัวเก่า 1 ส่วน และเปลือกถั่วเขียว 2 ส่วน ผสมคลุกเคล้ากัน ดินจำนวน 100 วงบ่อ ใช้ประมาณ 1 คันรถสิบล้อ ปูพื้นด้วยหน้าดินเป็นขั้นแรก จากนั้นใส่ขี้วัวเก่าเป็นชั้นที่ 2 ตามด้วยเปลือกถั่วเขียวเป็นชั้นบนสุด รดน้ำ 1 สัปดาห์วัสดุปลูกจะยุบตัวประมาณ 1 คืบ ขุดเปิดปากหลุมให้มีขนาดเท่ากับขนาดของถุงที่ใช้ชำปลูกต้นมะนาวให้พอดีกับระดับดินเดิม กลบดินแล้วกดทับรอบ ๆ ต้น เพื่อไม่ให้โยกคลอน ปักไม้เป็นหลักกันลมโยกต้นมะนาวช่วงแรกบังคับมะนาวออกดอกเพียงรุ่นเดียวคือ ช่วงเดือนตุลาคม และไปเก็บผลผลิตในช่วงเดือนเมษายนเท่านั้น โดยคอยปลิดดอกมะนาวทิ้งตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเรื่อยมาจนกระทั่งถึงเดือนสิงหาคม-กันยายน

มะนาวมะนาวจะเริ่มมีราคาดีตั้งแต่เดือนมกราคมเรื่อยไปจนถึงเดือนเมษายน ทีนี้จึงทำให้มะนาวออกผลผลิต 2 รุ่น คือในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์รุ่นหนึ่ง โดยบังคับให้ออกดอกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม มีผลผลิตในเดือนมีนาคม อีกรุ่นหนึ่งบังคับให้ออกดอกในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เดือนพฤษภาคมราคามะนาวจะถูกลง ช่วงนี้ทำการตัดแต่งกิ่งมะนาวและปลิดผลมะนาวที่ติดอยู่บนต้นทิ้งให้หมด เพื่อให้มะนาวพักต้นรอการออกดอกตามที่ต้องการในรุ่นต่อไป ซึ่งจะจำหน่ายได้ราคาดีโดยที่ผ่านมาพื้นที่ 1 ไร่เก็บมะนาวขายได้ไม่น้อยกว่า 1 แสนบาทต่อปี

การเลือกพันธุ์มะนาวนอกฤดูกาล แนะนำว่ามะนาวที่จะนำมาปลูกต้องพิจารณาถึงขนาดของผล ปริมาณน้ำต่อผลการปฏิบัติดูแลรักษาง่าย ทนทานต่อโรค และแมลงและให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งพันธุ์ที่แนะนำได้แก่ มะนาวน้ำหอม มะนาวตาฮิติ มะนาวหนังคันธุลี เป็นต้น

มะนาวยิ่งถ้าขายได้ในหน้าแล้งหรือนอกฤดู โอกาสได้ราคาดีก็มีมาก เป็นอีกอาชีพทำเงินที่น่าสนใจทีเดียวหากว่ามีพื้นที่พอที่จะทำการเพาะปลูก ได้ บางกอกทูเดย์เรามองว่าในอนาคตแนวโน้มมะนาวยิ่งจะมีราคาสูงขึ้น เพราะร้านอาหาร ร้านขายเครื่องดื่มประเภทชงดื่ม อาหารเพื่อสุขภาพ คงต้องอยากได้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ยิ่งทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ ได้มะนาวปลอดสารพิษมาขายราคาก็น่าจะขายได้ในราคาที่สูงขึ้น

4. ปลูกตะไคร้

ส่วนประกอบของเครื่องยำรสแซ่บ หรือต้มยำ เพื่อช่วยเสริมให้อาหารมีกลิ่นหอม ได้ประโยชน์จากสมุนไพร ตะไคร้ปลูกง่าย ถ้าติดเป็นกอใหญ่แล้ว สามารถตัดเก็บขายได้หลายระยะ จนกว่าต้นจะแห้ง

ตะไคร้ถือเป็นพืชทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร ที่นอกจากศัตรูพืชค่อนข้างน้อย ดูแลง่ายและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างกว้างขวาง จึงทำให้คุณกฤษณา ช่างยา อดีตบรรณารักษ์ หันหลังให้งานประจำในรั้วมหาวิทยาลัย ก้าวสู่อาชีพเกษตรกร โดยพลิกผืนนากว่า 30 ไร่ ปลูกตะไคร้ 3 สายพันธุ์ ขายทั้งหัวสดและตากแห้ง ล่าสุดยอดขายนับแสนบาทต่อเดือน พร้อมขยายเครือข่ายเกษตร เล็งโอกาสตะไคร้ตัดใบส่งออกประเทศจีนเพื่อทำชา

นางกฤษณา ช่างยา อายุ 33 ปี เจ้าของสวน “บ้านตะไคร้มหาสารคาม” บ้านโขงกุดเวียน ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นทำอาชีพเป็นบรรณารักษ์ ที่คณะแพทย์ศาสตร์ ม. มหาสารคาม ควบคู่กับการปลูกต้นดาวเรืองตัดดอกขายส่งตลาดไท ต่อมาได้เห็นตลาดการซื้อขายตะไคร้ ที่มีโอกาสทำรายได้เพิ่มให้กับครอบครัว จึงลองปรึกษาครอบครัวและทดลองปลูกตะไคร้ โดยแบ่งที่นาเดิมมาขุดร่องทำแปลงปลูก ไม่นานยอดการสั่งซื้อตะไคร้ที่สวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาปลูกทำตะไคร้เต็มตัว โดยลงทุนปรับที่นาพื้นที่ 30 ไร่ ปลูกตะไคร้ 3 สายพันธุ์ คือ ตะไคร้แดง ซึ่งเป็นตะไคร้พันธุ์พื้นบ้าน ตะไคร้ขาวเกษตรและตะไคร้หยวก ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ โรงงานทำพริกแกง โรงงานผลิตผงปรุงรสบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นอกจากนี้ยังมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรับตะไคร้ตากแห้ง ไปทำวัตถุดิบสมุนไพรหรือลูกประคบและกำลังจะเปิดตลาดใหม่คือ ตะไค้ตัดใบโดยมีคำสั่งซื้อส่งออกไปยังไปเทศจีน เพื่อทำชาใบตะไคร้ที่กำลังเป็นที่นิยมมากในหมู่ชาวจีน


ตะไคร้ จัดเป็นพืชผักสวนครัวอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกและดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก โดยเฉพาะถ้าปลูกในสภาพดินแทบทุกชนิด แต่ถ้าเป็นดินร่วนปนทรายจะดีที่สุด เพราะจะแตกรากและกอได้ดี โดยเคล็ดลับของการปลูกตะไตร้ของที่นี้ เริ่มจากไถตีแปลง พรวนดิน แล้วเตรียมต้นพันธุ์ที่ตัดใบออก ให้เหลือต้นยาว ประมาณ 30-40 เซนติเมตร มาไว้ในที่ร่มและรดน้ำเช้าเย็นประมาณ 3-5 วัน เพื่อให้รากงอก รากที่แก่เต็มที่จะมีสีเหลืองเข้ม นำไปปลุกในแปลงเว้นระระแต่ละกอกว้างคูณยาว 1 เมตรคูณ 1 เมตร ถ้าเป็นตะไคร้ตัดใบ จะลดระยะความกว้างของร่องและต้นลงมาเหลือ 50-70 เซน ส่วนการวางต้นพันธุ์ ให้วางเอียง 45 องศา ไปด้านใดด้านหนึ่งแล้วกลบดิน ในระยะ 2 สัปดาห์แรก จะต้องให้น้ำสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็นจนตะใคร้แตกใบจากนั้นเหลือให้น้ำวันละครัง ส่วนการให้น้ำจะใช้สายน้ำหยด หรือระบบสปริงเกอร์ก็ได้ ตามที่ผู้ปลูกถนัดหรือตามพื้นที่ของเจ้าของสวน

ตะไคร้มีศัตรูพืชค่อนข้างน้อยมาก ดูแลง่าย ตะไคร้หัวอายุเก็บเกี่ยว 6 เดือน ส่วนตะไคร้ตัดใบเมื่อครบ 3 เดือนจะสามารถตัดตัดใบได้ต่อเนื่องไปจนถึง 2 ปี ซึ่งราคาตะไคร้สดเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 7 – 20 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา หากช่วงหน้าแล้งเดือนเมษายน – พฤษภาคม ตะไคร้จะมีราคาสูงประมาณเกือบ 20 บาท ส่วนตะไตร้ตากแห้งกิโลกรัมละ 14 – 20 บาท สำหรับยอดขายต่อเดือนของตน ตะไคร้หัวสด มีลูกค้าจากโรงงานมารับซื้อสัปดาห์ละประมาณ 10 ตัน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมารับซื้อตะไคร้ตากแห้งอีก เดือนละนับร้อยกิโลกรัม ยอดขายต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท


ปัจจุบันสวนบ้านตะไคร้มหาสารคาม ได้ขยายเครือข่ายมีผู้ปลูกจากในจังหวัดมหาสารคามและใกล้เคียง รวมพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ แต่ยังไม่พอต่อกำลังการสั่งซื้อของลูกค้า ยังต้องการเกษตรกรร่วมปลูกตะไคร้ส่งชายอีกเป็นจำนวน เกษตรกรผู้สนใจสามารถร่วมเป็นเครือข่ายโดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่หมายเลยโทรศัพท์ 063-7685685 หรือเข้าไปดูรายละเอียดผ่านทางเฟสบุ๊คบ้านตะไคร้มหาสารคาม

3. เพาะเห็ดฟาง
อาหารยอดนิยมตลอดกาล เพราะสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายประเภท ตั้งแต่เป็นส่วนหนึ่งของต้มยำ ผัด หรือยำตัวมันเอง ตำน้ำพริก

คุณกิตติพงษ์ กระดิ่งสาย หรือคุณเอ้ อายุ 45 ปี อดีตมนุษย์เงินเดือนมีรายได้สูงแตะ 4 หมื่นบาทต่อเดือน ปัจจุบันหันมาเป็นเกษตรกร ‘เพาะเห็ดฟาง‘ และเป็นเจ้าของ ‘ฟาร์มเห็ดฟาง บางบัวทอง’ ภายในซอยโรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบัวทอง ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

โดยคุณเอ้ ได้เปิดเผยว่า “พื้นฐานที่บ้านเป็นเกษตรกรทำนาข้าว หลังเรียนจบก็ได้ออกไปหางานทำข้างนอกตามประสาหนุ่มใหม่ไฟแรง เป็นระยะเวลานานกว่า 20 ปี ก่อนที่หลายปีที่ผ่านมาจะมีความคิดที่อยากจะกลับมาทำอาชีพเกษตรกรดังเดิม ด้วยความที่รักถิ่นฐานบ้านเกิด และด้วยอายุที่มากขึ้นแล้ว ประกอบกับในช่วงปี 2555 แม่เกิดล้มป่วย จึงมีแนวคิดที่จะทำฟาร์มเห็ดฟางเพื่อให้แม่ได้ทานอาหารที่ปลอดสารพิษ และเป็นกิจกรรมที่ทำให้แม่ได้มีส่วนร่วมกับคนในครอบครัวจะได้ไม่เกิดความเบื่อหน่ายจากการล้มป่วย”

ในช่วงแรกที่ทดลองทำ “เห็ดฟาง” ได้เริ่มต้นจากการเพาะแบบ “กองเตี้ย” โดยนำเศษฟางที่อัดเป็นก้อนมาเพาะเลี้ยง ซึ่งผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ จนสามารถนำมากินภายในครอบครัวได้ กระทั่งผลผลิตออกมาจำนวนมากจึงเริ่มที่จะลงไปหาตลาดจากบรรดาพ่อค้า แม่ค้าที่ขายผัก ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างมาก ในขณะนั้นสามารถผลิตขายได้กิโลกรัมละ 80 บาท

แต่เนื่องจากการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย ระยะเวลาในการออกผลผลิตของเห็ดฟางจะสั้น ทำให้ผลผลิตขาดตลาดไม่เพียงพอในการจำหน่าย จึงมีแนวคิดที่จะทำเป็นโรงเรือนโดยไปศึกษาจากตามฟาร์มต่างๆ จนตกผลึกได้แนวคิดทำโรงเรือนแบบพอเพียง ซึ่งใช้งบประมาณเพียง 8,000 บาทเท่านั้น ในขนาดความกว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 3 เมตร โดยใช้ทะลายปาล์มในการเพาะเห็ด ซึ่งได้ผลผลิตเยอะขึ้นสามารถเก็บเห็ดฟางได้ตลอดระยะเวลา 20 วัน จะได้ผลผลิตต่อ 1 รอบ ประมาณ 100-120 กิโลกรัม

โดยการดูแลในแต่ละช่วงฤดูนั้นก็แตกต่างกันออกไปถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนมักจะพบปัญหาดอกฝ่อ เนื่องจากวัสดุแห้งส่งผลไปถึงเส้นใยมีการเจริญเติบโตน้อยลง และยังทำให้เกิด “ราขาว” ซึ่งเป็นเชื้อราที่เป็นโทษต่อเห็ดฟาง และจะแย่งสารอาหารจนทำให้เกิดการฆ่ากันเองระหว่างราขาวและเห็ด วิธีแก้ไขควรเปิดโรงเรือน เพื่อระบายอากาศ และรักษาความชื้นด้วยการพรมน้ำทั้งบนทะลายปาล์ม และที่พื้นของโรงเรือนเพื่อให้ได้ค่าความชื้นที่เหมาะสมต่อเห็ดฟาง แต่หน้าร้อนก็ยังส่งผลดีเนื่องจากเป็นฤดูที่เห็ดให้ผลผลิตมากที่สุด

สำหรับหน้าฝนมักจะพบเรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้เห็ดปรับตัวไม่ทันส่งผลไปถึงการเจริญเติบโต และมักจะเกิด “ราเขียว” วิธีแก้ไขและป้องกัน หากในช่วงที่ฝนตกควรทำการปิดโรงเรือนไว้เพื่อรักษาสภาพอากาศและความชื้นภายในโรงเรือน โดยเปิดช่องระบายอากาศไว้เล็กน้อย เพื่อให้อุณหภูมิภายในโรงเรือนค่อยๆปรับตามสภาพอากาศข้างนอก ในส่วนของช่วงหน้าหนาวการเจริญเติบโตของเห็ดจะช้าลง และมักพบว่าดอกจะออกสีคล้ำ ซึ่งบางฟาร์มจะทำการหยุดเพาะเห็ดฟางเนื่องจากได้ผลผลิตน้อย จนส่งผลให้ราคาเห็ดฟางในช่วงนี้พุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท

ปัจจุบันที่ฟาร์มของคุณเอ้ มีอยู่ 6 โรงเรือน เป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ 1 โรงเรือน ขนาดความกว้าง 6 เมตร ยาว 8 เมตร สูง 3 เมตร ได้ผลผลิตประมาณ 200-250 กิโลกรัมต่อ 1 รอบการเพาะปลูก จึงทำผลผลิตมีจำหน่ายต่อเนื่องไม่ขาดตลาด ซึ่งจุดเด่นของที่ฟาร์มคุณเอ้ นอกจากจะมีเห็ดฟางที่สดใหม่ทุกวันแล้ว ยังปลอดสารพิษอีกด้วย!!! โดยผลผลิตต่อเดือน สามารถสร้างรายได้ประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ที่ฟาร์มของคุณเอ้ นอกจากจะเพาะเห็ดฟางแล้ว ยังทำเกษตรแบบผสมผสานหลากหลายรูปแบบทั้งเลี้ยงไส้เดือน ทำบ่อปลาขนาดเล็ก เลี้ยงไก่ไข่ เรียกได้ว่ารายได้มีอยู่รอบตัวเลยทีเดียว คุณโต้งยังเผยอีกว่าขณะนี้เตรียมทำแปลงไว้ปลูกสตรอว์เบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80 เพื่อเพิ่มช่องทางรายได้ให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่สนใจอยากจะศึกษาหรือทดลองเพาะเห็ดฟาง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 061-758-3713 คุณเอ้

 

2. ต้นอ่อนทานตะวัน


ปลูกอะไรดี ปลูกต้นอ่อนทานตะวัน ปลูกง่าย คล้ายการปลูกถั่วงอก และเก็บผลได้เร็ว อีกทั้งปัจจุบันหลังจากมีการค้นพบว่า นอกจากอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ ทำให้ต้นอ่อนทานตะวัน เป็นสินค้าติดตลาดอีกอย่างหนึ่ง

คุณสุพรรษา สุวรรณเกสร์ หรือคุณเปิ้ล อายุ 34 ปี สาวแบงก์ ของธนาคารชื่อดัง และยังเป็นเจ้าของฟาร์ม ‘ต้นอ่อนทานตะวัน‘ ที่หาเวลาว่างหลังเลิกงานมาทำสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ และยังสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง โดยใช้พื้นที่ปลูกบริเวณรอบบ้านของตัวเองเท่านั้น

โดยคุณเปิ้ล เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้อยู่แล้ว จึงคิดที่จะทำสิ่งที่ชอบและรักให้กลายเป็นรายได้ โดยที่ไม่กระทบต่องานประจำ จนมีโอกาสได้ทานต้นอ่อนทานตะวันทำให้เกิดความสนใจที่อยากจะทดลองปลูกพืชชนิดนี้ ซึ่งในช่วงแรกได้ศึกษาตั้งแต่ความเป็นมาของต้นอ่อนทานตะวัน วิธีการเพาะปลูก รวมถึงการเลือกเมล็ดพันธุ์ ที่ฟาร์มของคุณเปิ้ลจะใช้เมล็ดทานตะวันจาก จ.ลพบุรี ซึ่งมีคุณภาพและเหมาะสำหรับนำมาเพาะเป็นต้นอ่อนทานตะวัน

ซึ่งการปลูกต้นอ่อนทานตะวันนั้น ต้องควบคุมเรื่องแสงแดดและความชื้น หากสามารถควบคุมทั้ง 2 อย่างได้ ก็จะได้ต้นอ่อนทานตะวันที่มีคุณภาพและสวยงาม ส่วนขั้นตอนเริ่มแรกนั้นให้นำเมล็ดพันธุ์ไปแช่น้ำประมาณ 8 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้นำผ้ามาห่อไว้อีกประมาณ 10 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดให้สังเกตที่เมล็ดจะมีตุ่มขาวๆ ขึ้นมาก็สามารถนำไปลงปลูกได้แล้ว

ในส่วนของการเตรียมดิน ดินในการปลูกต้นอ่อนทานตะวัน จะมีส่วนผสม 3 อย่างคือ แกลบดำ ขุยมะพร้าว และหน้าดิน โดยคุณสมบัติของดินที่ใช้ปลูกนั้นจะต้องเป็นดินที่ละเอียด ไม่อุ้มน้ำมากจนเกินไป โดยที่ฟาร์มของคุณเปิ้ลจะใช้เป็นเป็นกระบะปลูกต้นอ่อนทานตะวันโดยเฉพาะ ขนาดกว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 60 เซนติเมตร อัตราส่วนต่อ 1 กระบะ จะโรยเมล็ดพันธุ์ประมาณ 120 – 150 กรัม ให้ทั่วกระบะ

หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่มแล้วนำกระบะเปล่าๆ มาว่างซ้อนไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งขั้นตอนนี้จะช่วยให้ต้นอ่อนทานตะวันที่ขึ้นมามีลำต้นเสมอกัน โดยทิ้งไว้อีกประมาณ 24 ชั่วโมง ก็สามารถรดน้ำได้จะให้ทุกเช้าและเย็น ถัดมาในวันที่ 3 ให้สังเกตต้นอ่อนทานตะวันจะดันถาดกระบะ ก็ให้นำกระบะที่ซ้อนไว้ออกได้ทันที เมื่อครบกำหนด 7 วันก็สามารถตัดขายได้แล้ว

ทั้งนี้ต้นอ่อนทานตะวันสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยในแต่ละช่วงฤดูกาลก็จะมีการดูแลแตกต่างกันไป อย่างเช่นถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนการให้น้ำก็จะเพิ่มมากขึ้น อาจให้เป็น 3 ช่วงเวลา เพื่อไม่ให้ต้นอ่อนขาดน้ำจนเกินไป ช่วงหน้าฝนให้วันละ 1 ครั้ง ส่วนช่วงฤดูหนาวนั้นถือว่าเป็นช่วงที่ต้นอ่อนทานตะวันจะชอบเป็นพิเศษ ทำให้ผลผลิตงอกงามและมีคุณภาพ ส่วนเรื่องโรคนั้นในต้นอ่อนทานตะวันจะพบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องเชื้อรา วิธีแก้หากพบว่าส่วนไหนของกระบะมีเชื้อรา ก็ให้นำไปแตกแดดก็จะช่วยฆ่าเชื้อได้

โดยที่ฟาร์มของคุณเปิ้ลจะได้ผลผลิตจากการปลูกต้นอ่อนทานตะวันเฉลี่ยวันละ 20-30 กิโลกรัม ราคาขายส่งตกที่กิโลกรัมละ 100 บาท
สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน !! ทั้งนี้ที่ฟาร์มของคุณเปิ้ลยังมีการเพาะจำหน่ายพืชระยะสั้นอีกมากมายอาทิ ข้าวสาลี โต้วเหมี่ยว กระเจี๊ยบ ถั่วงอก และลูกเหรียง

สำหรับใครที่สนใจอยากศึกษาการปลูกต้นอ่อนทานตะวัน ทั้งปลูกในเชิงศึกษา หรือปลูกเพื่อเป็นรายได้เสริม ก็สามารถไปที่ฟาร์มของคุณเปิ้ล ได้ที่หมู่บ้านวิลล่าคุณาลัย เลขที่ 220/6 ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 081-300-2344,081-939-5864

1. ปลูกผักออร์แกนิค


ผักปลอดสารกำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคที่ดูแลสุขภาพตัวเองเป็นพิเศษ ต้องปลูกโดยอาศัยการดูแลอย่างดี แต่ก็คุ้มกับราคาที่ขายได้ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้คนอื่นมีสุขภาพดีไปด้วย

นักธุรกิจชาวเชียงใหม่พลิกฟื้นที่ดินร้างกว่า 60 ไร่ ให้เป็นสวนผักออร์แกนิก จนประสบความสำเร็จ ส่งผลผลิตขายสร้างรายได้งดงาม

พืชผักสวนครัวกว่า 60 ชนิด เติบโตบนพื้นที่ 60 ไร่ ใน อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งหลายปีก่อนเป็นสวนมะขามที่ถูกทิ้งร้าง แต่ด้วยความที่อยากเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้นักธุรกิจเจ้าของที่ดินผืนนี้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนสวนมะขามให้เป็นสวนผักออร์แกนิก หลังปรับปรุงสภาพดินแดงให้เหมาะแก่การปลูกผัก ก็เริ่มลงทุนไปกับค่าเมล็ดพันธุ์ผัก และกำจัดวัชพืชโดยไม่ใช้สารเคมี ส่วนแหล่งน้ำโชคดีที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม เพราะอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ลงทุนครั้งแรกหลายหมื่นบาท ปลูกเพียง 2-4 เดือน ก็ทยอยเก็บผลผลิตรุ่นแรกได้แล้ว

แต่ละเดือนสวนผักออร์แกนิกแห่งนี้ให้ผลผลิตราว 4 ตัน ช่วงแรกส่งขายในเชียงใหม่ ต่อมาตลาดผู้บริโภคขยายตัว ส่งไปไกลถึงกรุงเทพฯ หัวหิน และภูเก็ต ผลผลิตบางส่วนที่ไม่ได้คุณภาพเพราะหนอนเจาะ จะถูกนำกลับมาใช้เลี้ยงสัตว์และทำน้ำหมักชีวภาพกำจัดโรคและแมลง ช่วยลดต้นทุนได้อีก

ราคาจำหน่ายผักออร์แกนิกจะสูงกว่าผักที่จำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป 3-4 เท่า ปลูกผักเพียง 1 ไร่ สร้างรายได้เข้ากระเป๋าเดือนละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท

Load More Related Articles
Load More By adminupen
Load More In ข่าวเด็ด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Check Also

#ทำอยู่ เลิกด่วน สิ่งที่ห้ามทำตอนสระผม ก่อนที่ผมเราจะร่วง เรื่องใกล้ตัวที่เรามองข้าม

#ทำอยู่ เลิกด่วน สิ่งที่ห้ามทำตอนสระผม ก่อนที่ผมเราจะร่ … …