ความสุขอันแท้จริง!! “สุมโนภิกขุ” พระฝรั่งผู้ทิ้งความหรูหราระดับไฮคลาส…สู่ชีวิตที่สันโดษเรียบง่าย!!

ความสุขอันแท้จริง!! “สุมโนภิกขุ” พระฝรั่งผู้ทิ้งความหรูหราระดับไฮคลาส…สู่ชีวิตที่สันโดษเรียบง่าย!!

เป็นระยะเวลาสามสิบกว่าปีแล้วที่ “พระอาจารย์สุมโนภิกขุ” พระฝรั่ง อดีตชาวเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา ได้สละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสุขสบายในชีวิตฆราวาส แล้วหันเหตัวเองสู่เส้นทางแห่งจิตวิญญาณเพื่อดำเนินชีวิตในวิถีทางที่สันโดษและเรียบง่ายภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา

สิ่งที่ทำให้อดีตนักศึกษาด้านกฎหมายและนักธุรกิจด้านตีราคาที่ดินทั้งของรัฐและเอกชน ผู้เคยใช้ชีวิตระดับไฮคลาส เดินทางไปต่างประเทศด้วยเครื่องบินชั้นธุรกิจ พักแต่โรงแรมระดับห้าดาว และมีเงินเหลือเฟือพอที่จะเที่ยวรอบโลก ได้ตัดสินใจทิ้งชีวิตที่หลายคนพยายามตะเกียกตะกายเพื่อจะไปให้ถึงนั้น

เหตุเพราะเช้าวันหนึ่งเขาลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า ชีวิตช่างน่าเบื่อ ไม่มีอะไรที่ทำให้ต้องตื่นเต้นอีกต่อไปแล้ว

พระอาจารย์สุมโนซึ่งอดีตเคยนับถือศาสนายิวบอกเล่าว่า รู้จักพระพุทธศาสนาครั้งแรกเมื่อตอนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมปลาย ด้วยความที่มีนิสัยเป็นคนชอบอ่านหนังสือและแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่งจึงได้ไปเจอหนังสือบางเล่มที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาวางอยู่บนโต๊ะในห้องสมุด

แรกเริ่ม ท่านให้ความสนใจในเรื่องการนำหลักการฝึกสมาธิของพระพุทธศาสนามาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาตัวเองมากกว่า โดยได้เข้าคอร์สที่มีการอบรมด้านพระพุทธศาสนาอยู่หลายคอร์ส และใช้เวลาปลีกวิเวกอยู่แต่ในห้องโดยไม่ไปไหนเลยเป็นเวลานาน ๒-๓ ปี

ในวัย ๓๒ ปี เมื่อได้ทิ้งชีวิตการเป็นนักธุรกิจแล้ว และเริ่มมีใจลึกซึ้งในพระพุทธศาสนา ท่านเห็นว่าการฝึกสมาธิอย่างเดียวช่วยอะไรได้น้อยมาก จึงมีความสนใจอยากจะศึกษาพระพุทธศาสนาให้มากขึ้น แต่เวลานั้นยังไม่ได้มีความคิดที่จะบวช

ช่วงเวลาที่ท่านกำลังจะเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดียนั้น ระหว่างทางก็ได้ไปแวะที่เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพราะเพื่อนของท่านได้แนะนำให้รู้จักวัดแห่งหนึ่งที่นี่ ซึ่งเมื่อสมัยที่ท่านไปเยือนครั้งแรกนั้นยังไม่ได้เป็นวัด แต่ต่อมาได้กลายเป็น “วัดจิตตวิเวก” (วัดป่าสาขาวัดหนองป่าพงแห่งแรกในประเทศอังกฤษ) โดยในช่วงเวลานั้นมี “พระสุเมธาจารย์” หรือ “ท่านสุเมโธภิกขุ” เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกเมื่อเริ่มแรกตั้งวัดใน พ.ศ. ๒๕๒๒

ท่านยังจำได้ว่า ทุก ๆ เย็นจะต้องนั่งรถลีมูซีนคันหรูเพื่อไปสวดมนต์ที่วัด ก่อนจะตัดสินใจนุ่งขาวห่มขาวอยู่นานถึงสามปี ซึ่งก็ทำให้ความตั้งใจที่จะไปอินเดียในครั้งนั้นเป็นอันต้องล้มเลิก และในที่สุดจึงตัดสินใจบวชเมื่ออายุได้ ๓๕ ปี

พระอาจารย์สุมโนภิกขุ

วันหนึ่งเมื่อเดินทางสู่ประเทศไทย ท่านจึงได้มีโอกาสแวะเวียนไปกราบไหว้และเรียนรู้ธรรมะจากพระชื่อดังหลายรูปในประเทศไทย อาทิ ท่านพุทธทาสภิกขุ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงพ่อพุธ ฐานิโย และหลวงพ่อชา สุภัทโท

โดยเฉพาะ “หลวงพ่อชา สุภัทโท” แห่งวัดหนองป่าพง อุบลราชธานี ซึ่งท่านรู้สึกเลื่อมใสศรัทธามากเป็นพิเศษอยู่แล้ว เพราะเคยบวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดสาขาในอังกฤษ ท่านจึงไม่รีรอที่จะเดินทางสู่ภาคอีสานไปยังที่พำนักของหลวงพ่อชาเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์

สิ่งที่พระอาจารย์ได้เรียนรู้จากหลวงพ่อชาและรู้สึกประทับใจคือ

” ในทัศนะของหลวงพ่อ พระอาจารย์ชาเป็นพระที่มีจิตบริสุทธิ์มาก และสามารถระลึกรู้ในสิ่งต่างๆได้โดยไม่ต้องคิด “ ทำให้หลวงพ่อรู้สึกว่าทึ่ง

มันจะมีคำว่าดี ถูกต้อง และความเหมาะสมใช่ไหม เวลาที่เราต้องเผชิญกับอะไรสักอย่าง เรามักจะคิดก่อนว่าต้องทำอย่างไรดี ทำอย่างไรถึงจะถูก พอเป็นอย่างนั้นมันจะเกิดการคิด เพราะเราต้องคิดถึงว่า ค่านิยม กาลเทศะ กับบุคคลเหล่านี้เราต้องทำอย่างไร พอมันเกิดการคิด มันต้องคำนึงถึงอดีต ไม่ใช่ปัจจุบันขณะแล้ว เราจึงคิดตัดสิน ว่าเราต้องทำอย่างไรจากสิ่งที่เราเคยได้ยินเคยได้เห็น แต่พระอาจารย์ชาท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้น การแก้ปัญหาของท่านเป็นการรู้จากปัจจุบันขณะและใช้คำว่าเหมาะสม”

เมื่อหลวงพ่อชามรณภาพ พระอาจารย์จึงออกธุดงค์ไปตามพื้นที่ต่างๆทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ กระทั่งสุดท้ายได้เลือกพำนักอยู่ที่ สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำสองตา ในเขตพื้นที่เขาใหญ่ หลังจากที่เคยธุดงค์ไปพบเพียงแค่คืนเดียว ด้วยเห็นว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะต่อการปฏิบัติ การเดินทางเข้าออกค่อนข้างลำบาก แม้แต่รถยนต์ ก็เข้าไม่ได้ จึงทำให้ปลอดความวุ่นวายจากสิ่งต่างๆ นับ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เวลาก็ได้ล่วงเลยมากว่า 20 ปีแล้ว

“ตอนนี้แก่แล้ว ไปที่ไหนไม่ได้แล้ว” พระอาจารย์บอก เล่าด้วยอารมณ์ขันเมื่อถูกตั้งคำถามว่าทำไมจึงเลิกธุดงค์และเลือกสำนักปฏิบัติธรรมถ้ำสองตาเป็นที่พำนักสุดท้ายของชีวิต

วัตรปฏิบัติของพระอาจารย์ที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ทุกวันจะต้องตื่นจากจำวัดตอนตีสี่ เพื่อนั่งสมาธิ อ่านหนังสือ เดินจงกรม และฟังธรรมะ แม้แต่ในยามที่ย่ำเท้าไปบนถนนสายเล็กๆ ที่ทุรกันดารสู่หมู่บ้าน เพื่อไปบิณฑบาต ระหว่างทางก็ยังต้องอาศัยฟังธรรมบรรยายผ่านเครื่องเล่น MP3

ลูกศิษย์บางคนที่ใกล้ชิดพระอาจารย์บอกเล่าว่า

“แม้หลวงพ่อจะมีความลึกซึ้งในหลักธรรมจนสามารถนำมาสอนผู้อื่นได้แล้ว แต่หลวงพ่อก็ยังต้องฟังธรรมบรรยายจากพระรูปต่างๆ เพื่อนำมาสอนผู้คนอยู่ และน้อยครั้งมากที่หลวงพ่อจะเดินทางเข้าเมือง ขนาดหมอนิมนต์ให้มาทำฟัน ท่านก็ยังไม่มา”

แต่พระอาจารย์สุมโนได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเขียนหนังสือ เพราะเห็นว่า หน้าที่หนึ่งของพระคือการสืบทอดพระพุทธศาสนาและเผยแพร่หลักธรรมไปสู่ผู้คนให้มากที่สุด ที่ผ่านมานอกจากท่านจะมีผลงานแปลธรรมเทศนาของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงพ่อพุธ ฐานิโย และหลวงพ่อชา สุภัทโท แล้ว ยังมีผลงานเขียนชื่อ ธรรมะจากพระภูเขา (Monk in the Mountain) จิตที่สว่างไสว (The Brightened Mind) และ พบลิงแค่ครึ่งทาง (Meeting the Monkey Halfway) โดยเป้าหมายที่เหมือนกันของผลงานเขียนทั้งสามเล่มคือ

ต้องการสอนให้ผู้คนรู้จักการเจริญสติ รู้จักการใช้ปัญญา เพราะถ้าคนเราไม่มีปัญญา มีแต่ตัวตนเกิดขึ้น ก็จะเกิดความเห็นแก่ตัว

ส่วนเหตุที่ควรต้อง “พบลิงแค่ครึ่งทาง” ผลงานเขียนเล่มล่าสุดของพระอาจารย์ ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดย อานุภาพ ทัดพิทักษ์กุล และจัดพิมพ์โดย บริษัท ฟรีมายด์ พับลิชชิ่ง จำกัด ได้บอกเอาไว้ว่า

ในปรัชญาธรรมอันเก่าแก่ของเอเชียตะวันออก ลิงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของจิตที่มีลักษณะไม่อยู่นิ่ง ยุกยิก คอยกระโดดจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง ไม่เชื่อฟัง ผันแปรเปลี่ยนแปลงง่าย และด้วย “จิตที่เหมือนลิง” นี้ แนวทางการฝึกฝนจิตของโลกตะวันออก อาทิ การปฏิบัติกรรมฐาน โยคะ และการสวดท่องมนต์ ก็เป็นวิธีการต่างๆ ที่พยายามจัดการกับจิตที่ซุกซน


“ครึ่งทาง” หมายถึง อุบายอันชาญฉลาดในการบริหารจิต เป็นวิธีที่ไม่ตึงหรือแข็งกระด้างจนเกินไป และก็ไม่หย่อนยานจนเกินไป “ครึ่งทาง” เป็นทัศนคติที่ตั้งอยู่บนหลักการของความสมดุลเป็นกลาง ไม่ถูกกระทบโดยอาการไม่อยู่นิ่งของจิตที่กระโดดไปกระโดดมา

“การพบ” แสดงออกถึงความอุตสาหะที่จะบรรลุเป้าหมาย มันหมายถึงความตั้งใจและความกระตือรือร้นในการทำจิตซึ่งเป็นสิ่งที่สงบได้ยาก ให้เกิดความตั้งมั่นและเป็นกลาง และด้วยความพยายามที่มุ่งมั่นนี้ ประกอบกับความพากเพียร ซื่อตรง ภายใต้การกำกับดูแลของปัญญา ทำให้เราสามารถเข้าถึงการเจริญในธรรมที่นำไปสู่หนทางอันถูกต้อง เพื่อที่เราจะได้ “พบลิงที่ครึ่งทาง” นั่นเอง

ในวันที่พระอาจารย์สุมโน ภิกขุ เดินทางออกจากสำนักปฏิบัติธรรมถ้ำสองตา เพื่อมาบรรยายธรรมและเปิดตัวผลงานเขียน “พบลิงแค่ครึ่งทาง” ณ สวนโมกข์ กรุงเทพฯ หลังจากที่ละทิ้งความสุขทางโลกมา 30 กว่าปี พระอาจารย์ซึ่งตอนนี้พูดภาษาไทยภาคกลางได้มากแล้ว (แต่เว้าอีสานได้ชัดกว่า) ได้บอกถึงความแท้จริงในทัศนะของพระอาจารย์ให้ผู้คนได้ฟังว่า

“ถ้าไม่มีความอยาก จะได้รับความสุขทันทีเลย”

แล้วเราจะระงับซึ่งความอยาก ด้วยวิธีการอย่างไรบ้าง ? พระอาจารย์ได้กล่าวต่อไปว่า

ให้รู้ว่าความอยากมีแต่ความทุกข์ มากกว่าความสุข เพราะถ้าเรามีความอยาก เราก็ต้องไปดิ้นรนไปหาไปทำมา ตอนที่เรากำลังหากำลังทำอยู่ เรามีความสุข อย่างเช่นการ สะสมเงิน เพราะอยากจะได้แหวนเพชรสักวง ตอนที่ใกล้จะได้มา เรารู้สึกดีใจ พอไปที่ร้านถอยมันมาได้ ความสุขก็จบแล้ว เพราะช่วงเวลาที่เราอยากได้มันหมดไปแล้ว ทีนี้ก็จะดิ้นรนไปอยากได้อย่างอื่นต่อ”

และเมื่อถูกถามว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีความอยาก มีแต่การปล่อยวาง โลกจะไม่หยุดพัฒนา หยุดการเจริญรุดหน้าหรืออย่างไร พระอาจารย์ตอบว่า

“เคยมีคนถามหลวงพ่อว่า ถ้าทุกคนบวชเป็นพระกันหมด โลกนี้จะพัฒนาไปอย่างไร หลวงพ่อบอกว่าไม่ต้องห่วง มีคนที่สมัครใจบวชเป็นพระ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน เหมือนกับที่ไม่ใช่ทุกคนที่อยากเป็นช่างเสริมสวย (หัวเราะ)

และในความเห็นของหลวงพ่อ โลกนี้ไม่ต้องเจริญ อีสานที่หลวงพ่อเคยอยู่ มีคนบอกว่าความเจริญเป็นสิ่งดี โอ้.. อยากให้เมืองนี้เจริญ วารินชำราบเจริญ อุบลฯ เจริญ แต่หลวงพ่อคิดว่า ความเจริญไม่ใช่สิ่งดีเสมอไป เพราะถ้าเจริญแบบไม่มีปัญญาก็จะมีปัญหามากขึ้น อย่างเมืองไทยเจริญขึ้น แต่ความสุขกลับน้อยลงตลอด ไม่เหมือนประเทศภูฏาน ประเทศเขาไม่เจริญ แต่มีความสุข”

แม้พระอาจารย์จะเป็นตัวอย่างหนึ่งของชาวต่างชาติจากประเทศตะวันตก ที่เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตะวันออก เรียนรู้และศึกษาจิตวิญญาณตะวันออก โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา แต่พระอาจารย์ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่า ตนเองเป็นหนึ่งในคนตะวันตกจำนวนมากที่หันมาสนใจจิตวิญญาณตะวันออก เพราะอาจจะเป็นหนึ่งในคนจำนวนน้อยก็ได้ หรือแม้แต่เวลานี้ก็ตาม ถามว่าคนตะวันตกสนใจจิตวิญญาณตะวันออกมากขึ้นหรือไม่ พระอาจารย์ก็ไม่อาจทราบได้ เพราะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตะวันตกมานานแล้ว

“หลวงพ่อไม่ได้อยู่ในประเทศตะวันตกมาสามสิบกว่าปีแล้ว หลวงพ่อรู้แต่ว่าเมื่อก่อนคนตะวันตกอยากมาเมืองไทยเพราะสนใจในประเพณีวัฒนธรรม เป็นแบ็คแพ็คเกอร์มาเที่ยว หรือนั่งเครื่องบินไปเที่ยวทะเล เที่ยวเกาะสมุยโน่น แต่ไม่ค่อยมีใครมาวัด มาอีสาน มีแต่มาเอาอย่างเดียว ไม่มีใครอยากให้อะไร”

หลายปีที่ผ่านมา อาจทำให้พระอาจารย์รู้จักประเทศไทย และเห็นความเป็นไปของประเทศไทยในหลายๆด้าน แต่พระอาจารย์ก็ออกตัวว่า ไม่อยากจะวิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทยหรือคนไทยมากเท่าใดนัก มีเพียงบางสิ่งที่ทำให้รู้สึกเป็นห่วงคนไทยคือ มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่กำลังตกอยู่ในวังวนของความอยากและการโฆษณา ชวนเชื่อ ที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ยังไม่พอ และยังไม่ดีพอเสียที

“ทุกคนอยากมีรถคันใหม่ อยากมีโทรศัพท์ อยากมีโน่นอยากมีนี่ มีความอยากไปในทางโลกเสียมากกว่า และการโฆษณาก็ทำให้พวกเขาคิดว่าชีวิตฉันยังไม่พอ และรู้สึกว่าฉันยังไม่ดีพอ ฉันต้องรวยให้มากกว่านี้ หรือฉันต้องสวย ต้องขาวให้มากกว่านี้”

ปี พ.ศ.2553 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะมนุษย์นี่เองที่เป็นฝ่ายเบียดเบียนธรรมชาติ ซึ่งพระอาจารย์ได้แนะวิธีที่จะช่วยให้เราเบียดเบียนธรรมชาติให้น้อยที่สุดว่า “ต้องรักษาศีลห้าก่อน เพราะถ้าไม่รักษาศีลห้า เราก็จะเป็นฝ่ายเบียดเบียนธรรมชาติ ปัญหาที่อยากแก้ก็จะไม่สามารถแก้ได้ และอยากให้ทุกคนมีสมาธิ เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะทำให้จิตใจของเราสบาย มีความอยากน้อยลง มีสติ แล้วปัญญาก็จะเกิดขึ้น

ถ้าเราไม่มีปัญญา เราก็จะไม่เข้าใจอดีต และทำในสิ่งที่ ผิดพลาดเหมือนเดิมไปตลอด เหมือนเราเคยเสียใจ เพราะอกหักจากผู้ชายคนนี้ ถ้าเราไม่ใช้ปัญญาทำความเข้าใจว่าทำไม เราก็จะอกหักได้อีกเรื่อยๆ ดังนั้น ปัญญาช่วยให้เรา สามารถพิจารณาได้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว

จริงๆ แล้วจิตเดิมของมนุษย์นั้นประภัสสร นั่นคือบริสุทธิ์ รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่เพราะว่าจิตของเรารับอะไรเข้ามาเยอะ กิเลสมันเลยเข้ามาทำให้จิตใจเราขุ่นมัว เราก็เลยไม่มีปัญญาพอที่จะมองเห็นเหตุของปัญหา แต่ไปหลงและยึดเอาค่านิยมภายนอกมากกว่า ภัยธรรมชาติ ที่มันเกิด มันเป็นเพราะความอยากของเราที่มันไปเป็นตัวเบียดเบียนธรรมชาติ ถ้าเราไม่อยากเบียดเบียนธรรมชาติ เราต้องถามตัวเราเองก่อนว่า เราพร้อมที่จะเสีย สละไหม เช่น ถ้าเราไม่มีโรงงานนิวเคลียร์ เราก็จะไม่มีไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงานนิวเคลียร์มาใช้นะ

ทุกวันนี้เราพึ่งพาไฟฟ้าเพราะอะไร เพราะเราต้องการความสะดวกสบาย เวลาเราเบื่อ แทนที่เราจะนั่งสมาธิ เราต้องเปิดไฟ ดูทีวี หรือ อ่านหนังสือ ตอบสนองตัวเองด้วย สิ่งบันเทิง แต่ถ้าเราพยายามอยู่กับตัวเองให้ได้บ้าง บางครั้ง สิ่งบันเทิงเหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เมื่อเราไม่ได้เปิดไฟ ใช้มันน้อยลง เราก็จะเบียดเบียนธรรมชาติน้อยลงไปด้วย”

ดังนั้น พรปีใหม่ที่พระอาจารย์อยากมอบคนไทย ไม่มีอะไรที่มากกว่าการลดความอยาก เพื่อความสุขที่แท้และใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา

“เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากตัวเราเอง”

 

ที่มา : หนังสือ “ธรรมลีลา” ฉบับที่ ๑๒๒ มกราคม ๒๕๕๔ โดย พรพิมล (www.manager.co.th/Dhamma)

รับสมัคร พนักงานฝ่ายผลิต ประจำบริษัท P&G เงินเดือน 10,000 บาทขึ้นไป

บริษัท ไอเอสเอส ซัพพอร์ต เซอร์วิส จำกัด

พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล หรือพีแอนด์จี เป็นบริษัทผลิตสินค้าคอนซูมเมอร์สัญชาติอเมริกันมานานกว่า 165 ปี ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก มีแบรนด์เป็นที่รู้จักดีในกลุ่มผู้บริโภคหลายแบรนด์ เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผ้าไทด์, ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก เครสต์, ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แพนทีน, แชมพูขจัดรังแคเฮด แอนด์โชว์เดอร์, โอเลย์ และสบู่เซฟการ์ด

พีแอนด์จี เข้าสู่ตลาดเมืองไทยอย่างเต็มตัวเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน แต่สินค้าพีแอนด์จีเป็นที่รู้จักในไทยมาร่วม 50 ปี เพราะก่อนหน้านี้การเข้ามาบุกตลาดด้วยตัวเอง มีบริษัทนำเข้าสินค้าของพีแอนด์จีมาจำหน่ายอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ ผงซักฟอกไทด์

เมื่อครั้งที่หันมาบุกตลาดในเมืองไทยอย่างจริงจัง พีแอนด์จี เริ่มเปิดตัวด้วยแชมพูสูตรทูอินวันที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในยี่ห้อรีจอยส์ เจาะกลุ่มสาวยุคใหม่ทำให้พีแอนด์จีได้มีส่วนแบ่งตลาดแชมพูเพิ่มขึ้นสูงกว่า 20% อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี

ความสำเร็จต่อมาของพีแอนด์จีก็คือ แชมพูแพนทีน เจาะกลุ่มพรีเมียมเกิดจากสูตรโปรวิตามิน บี 5 ที่เป็นนวัตกรรมในตลาดแชมพูของไทยอีกเช่นกันจนปัจจุบันครองความเป็นผู้นำตลาดแชมพูความงามระดับพรีเมียม

นอกจากแชมพู พีแอนด์จี ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จสูงในไทยอีกหลายแบรนด์ เช่น โอเลย์ ซึ่งพีแอนด์จีเป็นผู้นำอยู่ ,ผ้าอนามัยวิสเปอร์, ผ้าอ้อมเด็กแพมเพอร์ส, สบู่เซฟการ์ด

พีแอนด์จียังได้เข้าเทกโอเวอร์กิจการในอีกหลายบริษัท เช่น ผลิตภัณฑ์ผงซักฟอกของคอลเกต, แชมพูแครอล และบริษัทยิลเลตต์ ทำให้พีแอนด์จีมีสินค้าอยู่ในมือเพิ่มขึ้น เช่น ผงซักฟอกแฟ้บ, แชมพูแครอล, ผลิตภัณฑ์โกนหนวดยิลเลตต์ ,ยาสีฟันออรัลบี และแบตเตอรี่ดูราเซลล์ เป็นต้น

Key Success ของพีแอนด์จี ประเทศไทย และทุกตลาดทั่วโลกเกิดจากนวัตกรรมที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ในคอนซูเมอร์โปรดักต์ที่เหนือคู่แข่ง และยังเป็น Trend Setter สร้างดีมานด์ใหม่ๆให้ผู้บริโภคอยู่เสมอๆ เพราะพีแอนด์จีได้ทำผลการวิจัยถึงความต้องการในอนาคตของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ กระทั่งทำยอดขายทั่วโลกมากกว่า 70,000 เหรียญสหรัฐ

รับสมัคร พนักงานฝ่ายผลิต ประจำบริษัท P&G

สถานที่ปฏิบัติงาน
นิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ ตำบลหอมศิล อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

เงินเดือน
10,000 บาทขึ้นไป

อัตรา
50

รายละเอียดของงาน
1.จัดเรียง-แพ็คกิ้ง ในลายผลิต(ยาสระผม)
ไลน์ผลิต ในโรงงาน บริษัท P&G ในนิคมเวลโกรว์ บางนา-ตราด กม.36
2.ทำงาน จันทร์-ศุกร์ เวลา (กะเช้า=20บ.) 7:30-19:30น. / (กะดึก=30บ.) 19:30-7:30น.

 

คุณสมบัติผู้สมัคร
เพศหญิง อายุ18-45 ปี
วุฒิ : ตั้งแต่ ป.6 ขึ้นไป (อ่านออกเขียนได้ค่ะ)
ทำ OT ได้ ประมาณ 3 ชม./วัน และทำงานเป็นกะได้
ขยัน อดทน มีมนุษย์สัมพันธ์ดี

สวัสดิการ

  • ค่าแรงหญิง 308 บาท/วัน
  • ค่าแรงชาย 330 บาท/วัน
  • ค่ากะเช้า 20 บาท/วัน
  • ค่ากะดึก 30 บาท/วัน
  • เบี้ยขยัน 500/600/700 บาท/เดือน หากทำงานครบ 1 ปี  600/700/800 บาทต่อเดือน
  • ประกันสังคม
  • พักร้อน
  • ประกันอุบัติเหตุ
  • ชุดยูนิฟอร์ม
  • เงินเดือนออก 2 ครั้ง คือ 1-15 ออกวันที่ 22 และ 16-30 ออกวันที่ 5 
  • มีรถรับส่งสายเทพารักษื บางวัว บางนา

สมัครงานตำแหน่งนี้กรุณาติดต่อ
ชื่อ : คุณศักชาย (คุณอร่อย), พี่หญิง , พี่ใหม่, พี่จิ๊บ
โทร : 061-413-0775,ID Line: 087-510-0312, 081-923-3007 , 084-751-0991,096-796-9501

 

อ้างอิง Jobthai

เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น กับ 8 ความลำบาก เพื่อให้ลูกเป็นเด็กเก่ง โตไปมีคุณภาพ

เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น กับ 8 ความลำบาก เพื่อให้ลูกเป็นเด็กเก่ง โตไปมีคุณภาพ

การเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น …เป็นอีกหนึ่งแบบอย่างที่พ่อแม่ไทยให้ความสนใจ เพราะเด็กญี่ปุ่นที่เราเห็นนั้นมักดูเก่งและมีความสามารถ ซึ่งการเลี้ยงดูหรือใช้ชีวิตของเด็กญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่กว่าจะเก่ง หรือโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่พัฒนาชาติให้เจริญได้ขนาดนี้

ญี่ปุ่น ประเทศเล็กๆ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยไม่ได้อยู่เป็นรองของหลาย ๆ ประเทศใหญ่ ๆ เลย แต่ก็มีหลายคนที่คิดว่าเด็กญี่ปุ่นต้องมีความสุขสบายเพราะอยู่ในประเทศที่มีสังคมและการจัดการสังคมที่ดีแน่นอน!!

แต่แท้จริงๆ แล้วคนญี่ปุ่นไม่นิยมฝึกให้เด็กญี่ปุ่นมีนิสัยที่สบายเกินไป เพราะเด็กที่สบายเกินไปอาจเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รักสบายจนอาจมีผลเสียต่อการพัฒนาชาติ

ซึ่งเทคนิคการเลี้ยงลูกสไตล์ญี่ปุ่น ที่ทาง Amarin Baby & Kids จะนำมาเสนอนี้ คุณชินอิจิโร่ อิคาริ คุณพ่อชาวญี่ปุ่นที่ปัจจุบันเป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณา และลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์อิจิมันเนนโด ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตหนังสือชุด Happy Advice ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นจนทะลุยอดขาย 4 ล้านเล่ม ได้เผยถึงโจทย์การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันให้ฟังว่า…

ระยะหลังมานี้ ชาวญี่ปุ่นไม่ได้เน้นให้ลูกเรียนอย่างเดียว แต่จะสร้างเสริมคุณลักษณะหลาย ๆ ด้านเข้าไปด้วย ซึ่งจะเน้นความเป็นมนุษย์ทั้งในตนเอง และในผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการให้เกียรติ รู้จักคุณค่าของตัวเอง มีความเกรงอกเกรงใจ ซึ่งความมุ่งหวังนี้เพื่อสร้างลูกให้อยู่ในสังคมอย่างไม่สร้างปัญหา หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

“การทำให้คนอื่นเดือดร้อนเป็นเรื่องไม่ดี ถ้าลูกแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในที่สาธารณะจะเตือนลูกให้รู้ทันที”

คุณอิคาริเผยถึงแนวการสอนที่สะท้อนให้เห็นว่าการสอนลูกให้คิดถึงส่วนรวมเป็นเรื่องที่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก


ส่วนเรื่องระเบียบวินัยนั้น คุณพ่อชาวญี่ปุ่นท่านนี้บอกว่า จะไม่เข้มงวดมากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด แต่จะยึดหลักความสมดุลโดยเน้นที่ตัวลูกเป็นหลัก เช่น ให้ลูกช่วยกันตั้งกฎกติกาขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมว่าควรจะดู หรือเล่นกี่ชั่วโมงต่อวัน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเรื่องระเบียบวินัยที่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นจะเน้นสอนลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพแล้ว คุณอิคาริยังบอกต่อว่า การเลี้ยงลูกให้มีความสุขคือเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

เลี้ยงลูกแบบ Happy สไตล์พ่อชาวญี่ปุ่น

สำหรับหัวใจสำคัญในการเลี้ยงลูกแบบ Happy สไตล์คุณอิคารินั้น มีหลักง่าย ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่คนไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับลูกได้ ซึ่งมีเทคนิคดังต่อไปนี้

1. การแสดงความรักของพ่อแม่ควรแสดงอย่างเปิดเผย เช่น การกอด หรือพยายามสื่อสารให้ลูกรู้ว่า พ่อกับแม่รักลูก ซึ่งเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้พ่อแม่ และลูกจะมีความสุขไปพร้อม ๆ กัน

2. เวลาที่ลูกดื้อ หรือไม่เชื่อฟัง ไม่ควรดุในทันที แต่ควรเปิดใจ และรับฟังลูกก่อน นั่นจะทำให้ลูกเริ่มเข้าหา และใกล้ชิดกันมากขึ้น เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวตามมา

3. รู้จักขอโทษเมื่อทำไม่ดีกับลูก เช่น โมโหเกินไป หรือโกรธที่ไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งจริงอยู่ที่บางครั้งมันห้ามไม่ได้ แต่ควรเรียกอารมณ์กลับมาให้เร็วที่สุด และพยายามขอโทษลูกกับอารมณ์ชั่ววูบที่พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจทำ

4. ถ้าเห็นลูกพยายามมุ่งมั่น หรือทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง ควรชื่นชมในทันที และควรชมบ่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพราะกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น มีความภูมิใจ และความมั่นใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไป

5. ไม่ควรบังคับ หรือคาดหวังว่าลูกจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ เพราะชีวิตเป็นของลูก และเป็นคนละส่วนของพ่อแม่ ดังนั้นไม่ควรคิดว่าลูกเป็นเสมือนสิ่งของของตัวเอง

ทั้งนี้ในการเลี้ยงลูกให้มีความสุขนั้น คุณอิคาริฝากเพิ่มเติมว่า คุณพ่อควรสนับสนุนคุณแม่ในการเลี้ยงลูกด้วย เช่น แบ่งเบาภาระให้กับคุณแม่ในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การอุ้มลูกไปเล่น รวมถึงช่วยงานบ้านเท่าที่จะทำได้ ที่สำคัญต้องไม่ทำตัวให้เป็นภาระของคุณแม่ แล้วการเลี้ยงลูกจะสนุกและมีความสุขมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้แล้ว ญี่ปุ่นก็ยังถือว่าอยู่บนท่ามกลางความโกลาหลหลังเกิดแผ่นดินไหวได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจร่วมไปจะเป็นเหตุการณ์สึนามิครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ก็ส่งผลให้คนจำนวนมากไร้ที่อยู่ และขาดแคลนอาหาร แต่ก็มีภาพที่ออกมาแสดงให้เห็นถึงความมีวินัยทั้งการเข้าแถวรับความช่วยเหลือโดยไม่มีการแก่งแย่ง การอยู่อย่างเป็นระบบระเบียบ ไม่เกะกะขวางทางผู้อื่น ทำให้สถานการณ์ค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

จึงมีเรื่องที่น่าสงสัยอีกว่า แล้วพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นมีวิธีฝึกลูกอย่างไรให้เป็นเด็กเก่ง จนเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและสามารถสร้างชาติให้เจริญได้อย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ร้ายแบบนั้น เชื่อว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เด็กญี่ปุ่นจะเก่งได้ขนาดนี้ ดังนั้น ลองมาดูความลำบากของเด็กญี่ปุ่นที่ต้องเจอก่อนโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพกันค่ะ

1. การเดินเป็นหลัก

เด็กญี่ปุ่นทุกคนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาขึ้นไปต้องทางไปโรงเรียนเองไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เรียนโรงเรียนรัฐบาลหรือเอกชน โดยเฉพาะเด็กส่วนใหญ่ของประเทศที่เรียนโรงเรียนรัฐบาลต้องเดินไปกลับโรงเรียนเองไม่ว่าจะเป็นวันฝนตกหนัก พายุเข้าหรือหิมะตก

ในเมืองใหญ่เช่นโตเกียวแม้ว่ามีรถยนต์แต่ผู้ปกครองไม่นำรถยนต์มาใช้หากไม่จำเป็น ดังนั้นครอบครัวยังคงใช้การเดินทางด้วยการขนส่งมวลชนซึ่งแน่นอนว่าใช้การเดินเป็นหลักเพื่อไปยังสถานีรถไฟหรือป้ายขึ้นรถบัสประจำทาง

6 เหตุผลที่เด็กญี่ปุ่น ต้องเดินทางไปโรงเรียนโดยไร้ผู้ปกครอง

  1. แก้ปัญหาการจราจรยามเช้า บริเวณโรงเรียน ที่ผู้ปกครองจะมาส่งลูกๆ
  2. ลดภาระของผู้ปกครอง ตอนเช้าไม่ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียน
  3. ส่งเสริมความสัมพันธ์ให้เด็กๆ ในละแวกบ้านเดียวกันได้รู้จักกัน ช่วยเหลือกัน ไม่ทิ้งกัน ด้วยการให้เด็กโตดูและเด็กเล็กเอง และไปโรงเรียนด้วยกัน
  4. สอนความตรงต่อเวลา ถ้าเด็กคนไหนช้า เพื่อนๆก็จะต้องรอหน้าบ้านจนกว่าจะลงมาแล้วเดินไปพร้อมกัน เพราะใครก็คงไม่อยากให้เพื่อนรอ
  5. เสริมสร้างความรับผิดชอบ ของเด็กโตกว่า ที่จะต้องดูและเด็กเล็กทั้งขาไปและขากลับ พวกเขาจะมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
  6. สอนให้รู้จักการทำงานเป็นทีม ความสามัคคี ที่จะส่งผลถึงชีวิตการงานในอนาคต

2. การมีหน้าที่ต่างๆ ทั้งที่บ้านและโรงเรียน

ที่บ้านเด็กส่วนใหญ่จะได้รับมอบหมายจากพ่อแม่ให้ทำงานบ้านที่เหมาะสมกับวัย ส่วนที่โรงเรียนนอกจากหน้าที่ประจำที่ทุกคนต้องทำตลอดทั้งเทอมแล้ว ทุกอาทิตย์เด็กแต่ละห้องเรียนต้องมีหน้าที่ทำความสะอาดห้องเรียนและบริเวณอาคารเรียนเพื่อปลูกฝังความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

  • เริ่มที่ความสนใจ
    การที่จะฝึกให้เด็ก ๆ คุ้นเคยกับงานบ้านนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มต้นจากงานที่เด็กสนใจก่อน เพราะความอยากรู้อยากเห็นจะเป็นแรงกระตุ้นให้แกเรียนรู้ และทำสิ่งนั้นได้ดี รวมทั้งรู้สึกสนุกสนานกว่าการที่จะไปบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่สนใจ ดังนั้นถ้าลูกอยากจะเข้ามาช่วยหรือขอเข้ามามีส่วนร่วมขณะที่คุณกำลังง่วนกับงานบ้านอยู่ล่ะก็ อย่าได้ปล่อยโอกาสดี ๆ อย่างนี้ให้ผ่านเลยไป ให้เจ้าตัวเล็กเข้ามาช่วยคุณทำงานดูซิคะ ถึงจะชักช้า วุ่นวาย หรือไม่ทันใจคุณไปบ้าง ก็ขอให้ใจเย็น ๆ กับผู้ช่วยมือใหม่กันหน่อยแล้วกันนะคะ
  • ทำทีละน้อยดีกว่า
    เป็นธรรมดาของเด็กวัยนี้ที่คงยังทำงานยาก ๆ นักไม่ได้ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกงานที่เหมาะกับลูก หรือไม่ยากเกินความสามารถที่ลูกวัยนี้จะทำได้ สอนลูกโดยทำตัวอย่างและอธิบายวิธีทำไปทีละขั้นให้ชัดเจน และถ้าจะให้ดีในช่วงที่เพิ่งเริ่มต้น คุณพ่อคุณแม่ควรอยู่ใกล้ ๆ เพื่อจะได้ช่วยเหลือเมื่อเกิดติดขัด และควรแบ่งงานเป็นส่วนเล็ก ๆ แล้วให้ลูกทำทีละน้อย จัดให้ทำทีละส่วนที่สามารถทำให้เสร็จได้โดยใช้เวลาไม่นานมากนัก

เพื่อให้ลูกทำงานได้ง่ายและสะดวกขึ้น ไม่รู้สึกเบื่อจนเลิกทำไปเสียก่อน (อย่าลืมว่า ช่วงเวลาที่เด็กจะให้ความสนใจกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดยังไม่นานนัก) จะได้ช่วยสร้างกำลังใจและทำให้เจ้าตัวเล็กเกิดความมั่นใจไปพร้อมกันด้วย ที่สำคัญอย่าลืมใส่เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อช่วยให้การทำงานบ้านนั้นกลายเป็นเรื่องสนุกสนานสำหรับลูกด้วยค่ะ แทนการใช้คำสั่งให้เก็บของเล่นที่เกลื่อนกลาดบนพื้น

คุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้วิธีชวนลูกเล่นแข่งเก็บของเล่นใส่กล่อง หรือเกมพาน้องตุ๊กตากลับบ้าน (เก็บตุ๊กตาเข้าที่) แล้วบอกลูกว่า น้องตุ๊กตาเขาก็อยากไปนอนที่บ้านของเขาแล้วเหมือนกัน หรือพออยู่ในกล่องของเล่นของหนูจะได้อยู่ด้วยกัน ไม่หายไปไหนไง วิธีนี้ก็จะช่วยให้ลูกยินดีที่จะทำงานนี้มากขึ้น

  • ย้ำเตือนหากหลงลืม
    ถึงคุณพ่อคุณแม่จะตั้งใจ พยายามทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้วก็ตาม แต่ก็อย่าเพิ่งคาดหวังว่าลูกจะต้องทำหรือทำดีอย่างที่คุณสอนทุกครั้ง เด็ก ๆ อาจจะหลงลืมทำหน้าที่ของตัวเองหรือทำไม่เรียบร้อยอย่างที่เคยเป็นก็ได้ อธิบายขั้นตอนการทำงานนั้นอีกครั้ง และไม่ควรแก้ไขด้วยการบ่นว่าหรือตำหนิลูก เพราะนั่นจะทำลูกรู้สึกเบื่องานบ้านและคุณพ่อคุณแม่(ขี้บ่น)ได้ อีกหน่อยแกก็จะสนใจฟังคุณ ทางที่คุณพ่อคุณแม่ควรพูดจาดี ๆ กับลูก เพื่อชักชวนให้เจ้าตัวเล็กมาทำกิจกรรมนี้ด้วยกันกับคุณอย่างเต็มใจจะดีกว่า

  • เอ่ยชมฝีมือของลูก
    คำชมและเสียงตบมือเป็นกำลังใจที่เด็ก ๆ ต้องการ เมื่อลูกทำงานได้สำเร็จหรือทำได้ดี คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมชมเชยและชื่นชมในความสามารถของลูกบ้าง รับรองผู้ช่วยตัวน้อยของคุณมีแต่จะดีใจอวดยิ้มหน้าบานไปทั้งวัน

  • เพิ่มพูนทักษะต่าง ๆ
    งานบ้านที่คุณสอนลูกให้ทำนั้น จะทำให้ลูกสามารถทำสิ่งง่ายๆ ที่เป็นพื้นฐานที่จำเป็นของชีวิตได้ ซึ่งถ้าเด็กสามารถทำได้ แกก็จะดูแลและช่วยเหลือตัวเองได้ดีขึ้น

3. การไปพักแรมกับโรงเรียน

เด็กประถมศึกษาปีตั้งแต่ปีที่ 4 ขึ้นไปต้องไปพักแรมนอกสถานที่กับโรงเรียนอย่างน้อย 2 คืนซึ่งมีกิจกรรมเดินทางไกลและปรุงอาหารกินเอง (การให้เด็กเข้าค่ายพักแรมนี้น่าจะเหมือนกับระบบโรงเรียนของเมืองไทยอย่างการเข้าค่ายลูกเสือ เนตรนารี)

4. การซ้อมค้างคืนจำลองสถานการณ์แผ่นดินไหวกลับบ้านไม่ได้

เด็กญี่ปุ่นในชั้นประถมปีที่ 5 ต้องค้างคืนที่โรงเรียนเป็นเวลาหนึ่งคืนด้วยชุดที่ใส่มาจากบ้านโดยไม่มีการอาบน้ำ และต้องกินอาหารสำเร็จรูปหรือขนมปังกระป๋องเพื่อฝึกซ้อมค้างคืนที่โรงเรียนหากมีภัยแผ่นดินไหวจนเป็นเหตุให้เด็กกลับบ้านไม่ได้

5. การเข้าค่ายว่ายน้ำทะเล

ทุกปิดภาคฤดูร้อนโรงเรียนจะจัดให้เด็กประถมศึกษาปีที่ 6 ไปพักแรมริมทะเล และร่วมกิจกรรมการว่ายน้ำอย่างน้อย 500 เมตร เพื่อฝึกทักษะการรู้จักระมัดระวังตัวเองและเอาตัวรอดจากภัยการจมน้ำ

6. การเข้าค่ายต่างๆ อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ตัวเล็กๆ

ทุกปิดเทอมผู้ปกครองส่วนใหญ่มักให้เด็กๆ ไปเข้าค่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่ายการกีฬา ค่ายโรงเรียนสอนพิเศษและค่ายที่จัดโดยสถาบันที่มีความชำนาญต่างๆ เพื่อให้เด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาล 3 เป็นต้นไป ทำให้ได้รู้จักการช่วยเหลือตนเองและรู้จักการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม

7. การมีความสามารถพิเศษที่เป็นผลมาจากความพยายาม

เด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่เรียนพิเศษเพื่อให้มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็นด้านดนตรี ศิลปะหรือกีฬา ซึ่งหากเป็นด้านดนตรีเด็กๆ จะต้องมีการแสดงใหญ่ให้ผู้ปกครองได้ชมทุกปีดังนั้น ทุกคนต้องฝึกซ้อมดนตรีอย่างสม่ำเสมอและจริงจัง เช่นเดียวกับการเล่นกีฬาโดยส่วนใหญ่จะมีการจัดแข่งขันตามที่ต่างๆซึ่งใกล้หรือไกลบ้านอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาทักษะการกีฬาให้แก่เด็กๆ

8. การเรียนพิเศษที่หนัก

ในปัจจุบันเด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่สี่เป็นต้นไป มักเรียนพิเศษอย่างหนักเพื่อสอบเข้าโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงทั้งที่เป็นของเอกชนและรัฐบาล การได้เข้าเรียนในโรงเรียนดีๆและมีชื่อเสียงจะเป็นหลักประกันว่าเด็กๆสามารถสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ดีๆ ได้

จากความลำบากดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างความลำบากที่ผู้ใหญ่จัดให้เด็กญี่ปุ่น แม้ว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายแต่คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าการให้ลูกได้รู้จักความลำบากบ้างจะช่วยสร้างความอดทน ความเพียรพยายามและการเรียนรู้เพื่อปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม เพื่อเด็กจะได้โตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ซากุระเมืองร้อน , teen.mthai.com , campus.sanook.com , www.manager.co.th , www.aksaraforkids.com

สมุนไพรลดน้ำตาล รักษาเบาหวาน บำรุงสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม !

สมุนไพรลดน้ำตาล รักษาเบาหวาน บำรุงสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม !

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวคนเราอย่างมาก หลายคนเป็นโรคเบาหวานแต่อาจจะยังไม่รู้ตัวก็มี เพราะโรคนี้เมื่อเป็นแล้วไม่ได้แสดงอาการใดๆ รุนแรงเท่าโรคร้ายแรงอื่นๆ ทำให้หลายคนละเลยใส่ใจสุขภาพ จนนำมาสู่การเป็นโรคเบาหวานได้ง่าย โรคนี้เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ผิดวิธี ทำให้เกิดความผิดปกติกับร่างกาย บวกกับพันธุกรรม (ในบางราย) จนกลายมาเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

นอกจากการใช้ยารักษาโรคเบาหวานแล้ว เรายังสามารถใช้ สมุนไพรไทยแก้เบาหวาน เพื่อช่วย ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้อีกด้วย มาดูกันดีกว่านะคะว่า สมุนไพรไทยแก้เบาหวานมีอะไรบ้าง?

1. มะระขี้นก

สมุนไพรไทยชนิดหนึ่งที่ขึ้นชื่อในด้านการรักษาโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นสมุนไพรที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานอย่างแท้จริง ในมะระขี้นกนั้นเต็มไปด้วยสารซาเรนติน มีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด บรรเทาอาการโรคเบาหวาน

เพิ่มการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน และยังช่วยเพิ่มความทนทานต่อกลูโคสของร่างกาย ช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด

ในมะระขี้นก ยังช่วยยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส อันเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน การรับประทานมะระขี้นกเป็นประจำ จะช่วยชะลอความผิดปกติของไตและความเสื่อมสภาพของเส้นประสาทในร่างกายที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานาน

นอกจากนั้น มะระขี้นกยังมีสรรพคุณชะลอการเกิดโรคต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานด้วย มะระขี้นกสามารถนำมาทานสด ๆ หรือใช้เป็นเครื่องเคียงจิ้มน้ำพริกก็ได้ ผู้ป่วยเบาหวานลองหามาทานกันดู จะช่วยทำให้อาการเบาหวานที่เป็นอยู่ดีขึ้นมาก

วิธีทำเป็นยา

  1. ให้นำผลมะระขี้นกสด 8 – 10 ผล ผ่าเอาเมล็ดด้านในออกให้หมด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงไปในเครื่องปั่นเติมน้ำลงไปเล็กน้อย
  2. จากนั้นปั่นแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มปริมาณ 100 ลิตร สามารถดื่มได้ทั้งกากเลยก็ได้ ให้ดื่มวันละ 3 ครั้ง การทำชาจากมะระขี้นก

วิธีทำเป็นชา

  1. ให้นำเนื้อจากผลมะระขี้นกผลเล็ก จะมีตัวยาอยู่มาก นำมาผ่าเอาแต่เนื้อชิ้นเล็ก ๆ ไปตากแดดให้แห้ง
  2. แล้วจึงนำมาบดให้เป็นผง แล้วนำมาชงดื่มกับน้ำอุ่น ให้ใช้มะระขี้นก 1 – 2 ชิ้นต่อน้ำอุ่น 1 แก้ว ดื่มครั้งละ 2 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง
  3. สามารถนำมาใส่กระติกน้ำ แล้วดื่มแทนการดื่มน้ำเปล่า ภายในระยะเวลา 1 เดือน จะเห็นผลว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างเห็นได้ชัด

2. ชะพลู

ชะพลูเป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ที่คนไทยนิยมนำมาทานสด โดยมีความเชื่อว่าชะพลูมีสรรพคุณในการย่อยอาหารและบำรุงธาตุ

สำหรับชาวอีสานยังมีความเชื่อว่า ชะพลูมีสรรพคุณในการแก้พิษหอย จึงนำมาประกอบอาหารประเภทแกงกะทิใส่ใบชะพลู

ชะพลูสามารถใช้เป็นยาแก้โรคเบาหวานได้ โดยการนำชะพลูมาต้มดื่มเพื่อแก้โรคเบาหวาน จากการทดลองพบว่า ชะพลูช่วยลดระดับน้ำตาลได้เป็นอย่างดี แต่ไม่มีผลสำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงตามปกติ จึงเหมาะอย่างยิ่ง สำหรับการนำมาประกอบอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

นอกจากนี้ ชะพลูยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีปริมาณแคลเซียม วิตามินเอและซีสูงด้วยเช่นกัน จึงเป็นสมุนไพรที่สามารถนำมาต้นรับประทานแทนชา ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

วิธีใช้

  1. ให้นำใบชะพลูทั้ง 5 ใช้ตั้งแต่ต้นจนถึงราก ปริมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำเปล่า 3 ขัน แล้วเคี้ยวจนเหลือ 1 ขัน
  2. จากนั้นจึงนำมาดื่มครั้งละครึ่งแก้ว ดื่มก่อนอาหาร 3 มื้อ สมุนไพรชนิดนี้มีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลโดยตรง

ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหามาทานเพื่อบรรเทาอาการของโรคเบาหวานที่เป็นอยู่ได้เป็นอย่างดี

3. กะเพรา

กะเพราก็เป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติทางยาในการรักษาโรคเบาหวานได้ กะเพรานั้นมีสรรพคุณที่หลากหลาย เช่น ใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวาน แก้ท้องผูก ท้องเสีย แก้หืดหอบ แก้ไอ ส่งผลดีต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติในการลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันได้มีการศึกษากันอย่างจริงจังเกี่ยวกับกระเพรา ในด้านการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย รักษาโรคหอบหืดและรักษาโรคมะเร็งได้ เป็นพืชที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล มีตัวยาที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

จากการศึกษาพบว่า ใบกะเพราะจะช่วยทำให้เซลล์ตับอ่อนมีความสามารถผลิตอินซูลินได้มากขึ้นและจากการศึกษาวิจัยการใช้ใบกะเพราในการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน โดยให้ผู้ป่วยทานผลกะเพราวันละ 2.5 กรัมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ จะสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้

แต่การรักษาด้วยใบกะเพราะนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง หรือเริ่มเป็นในระยะแรกเท่านั้น

วิธีใช้

  1. ให้นำผลกะเพรามาทำเป็นชา โดยการใช้ประมาณ 1 ช้อนชา ต่อน้ำร้อน 1 ถ้วย ให้นำมาดื่มเป็นประจำวันละ 3 ครั้ง
  2. สำหรับแคปซูลให้ทานวันละ 2.5 กรัม นอกจากนี้ยังสามารถใช้น้ำมันกะเพรา 2 – 5 หยดต่อวัน ก็ให้ผลดีเหมือนกัน แต่หลีกเลี่ยงการใช้กับสตรีตั้งครรภ์หรือหลังคลอดที่กำลังให้นมบุตร

4. ผักเชียงดา

สมุนไพรชนิดนี้มีการใช้ในการรักษาโรคเบาหวานมาอย่างยาวนาน มีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น บำรุงกำลัง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลได้มากขึ้น แถมยังช่วยฟื้นฟูเซลล์ให้ตับอ่อนที่เสียหาย ช่วยรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และ ชนิดที่ 2

นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน เพิ่มการหลั่งอินซูลินในร่างกาย เป็นสมุนไพรที่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถหารับประทานได้ง่าย เพราะในปัจจุบันสามารถหารับประทานรูปของแคปซูลก็ได้

5. อบเชยจีน

เป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ใช้เป็นตำรับยาในการรักษาโรคมาตั้งแต่สมัยโบราณ จัดว่าเป็นเครื่องเทศที่มีความสำคัญ

อบเชยจีนนั้นสามารถนำไปประกอบอาหารเพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นหอม มีสรรพคุณในการรักษาโรคไซนัส ป้องกันโรคมะเร็ง แถมในปัจจุบันยังพบว่า อบเชยมีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ที่สำคัญอบเชยยังมีสรรพคุณในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ช่วยขจัดไขมันตัวร้ายออกไปจากร่างกาย ทำให้เลือดมีปริมาณคอเลสเตอรอลน้อย

วิธีใช้

ให้นำผลอบเชยจีนประมาณ 1 ช้อนชา โดยการทานครั้งละครึ่งช้อนชา เช้ากับเย็น สามารถผสมลงไปในเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น ชา กาแฟ โกโก้ เป็นต้น หรือจะเลือกทานเป็นแบบแคปซูลก็มีความสะดวกไม่น้อย ให้รับประทานอย่างต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 20 วัน

6. อินทนิลน้ำ

เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีดอกสวยงาม อินทนิลน้ำมีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือด มีสาระสำคัญที่ชื่อว่า Corosolic acid มีฤทธิ์คล้ายกับอินซูลิน ที่ได้จากธรรมชาติ แต่ปราศจากผลข้างเคียง นอกจากนี้ยังช่วยชะลอการย่อยแป้งให้กับระบบทางเดินอาหาร ทำให้การลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เป็นไปด้วยดี เมล็ดแห้งของอินทนิลน้ำสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน มาดูวิธีการใช้กัน

วิธีที่ 1

  1. ให้นำใบแก่อินทนิลน้ำ 100 กรัม และน้ำสะอาด 1 ลิตร แล้วนำมาต้มให้เดือด เคี้ยวด้วยไฟอ่อนประมาณ 15 นาที
  2. ปล่อยทิ้งไว้จนเย็น นำมาดื่มเป็นยาครั้งละ 1 ถ้วย โดยให้ดื่มวันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น เมื่อดื่มติดต่อกัน 3 สัปดาห์ จะพบความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด

วิธีที่ 2

  1. ให้ในใบอินทนิลแห้งจำนวน 8 – 9 ใบ นำมาคั่วให้กรอบ แล้วจึงนำมาต้มกับน้ำ ดื่มแทนชา

แนะนำให้ต้มแล้วเก็บเอาไว้ในตู้เย็น สามารถดื่มได้เรื่อย ๆ แนะนำให้ดื่มติดต่อกัน 12 หม้อ หลีกเลี่ยงการใช้กับสตรีมีครรภ์ หรือมารดาในช่วงให้นมบุตร และคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานควรใช้วิธีนี้ควบคู่ไปกับการปรับการใช้ยาเป็นการรักษาควบคู่กัน

7. ว่านหางจระเข้

นอกจากจะมีสรรพคุณในด้านการดูแลผิวพรรณให้ชุ่มชื้นแล้ว ว่านหางจระเข้ยังช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยสมานแผล แถมยังเป็นสมุนไพรที่ช่วยรักษาโรคเบาหวานได้อีกด้วย จากการศึกษาพบว่า น้ำของว่านหางจระเข้สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

ใช้ได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังสามารถรักษาแผลให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี

โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง ที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ผิด แต่เราสามารถบรรเทา อาการโรคเบาหวาน ให้ดีขึ้นได้ ด้วยการใช้สมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน จะช่วยทำให้อาการเบาหวานดีขึ้นได้ในระยะยาว และนี่ก็คือ สมุนไพรไทยแก้เบาหวาน นับว่าหาได้ง่ายๆ จากรอบตัวเรา

สำหรับใครที่เป็นโรคเบาหวานอยู่ก็อย่าลืมรักษาอาการเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือดด้วยสมุนไพรเหล่านี้กันนะคะ

อ้างอิงจาก mahosot

รู้แล้วแชร์เลย!! วิธีทำ “พริกเกลือ 6 สูตร” แบบฉบับร้านผลไม้รถเข็น ทำเองอย่างง่าย จิ้มผลไม้อะไรก็อร่อย

รู้แล้วแชร์เลย!! วิธีทำ “พริกเกลือ 6 สูตร” แบบฉบับร้านผลไม้รถเข็น ทำเองอย่างง่าย จิ้มผลไม้อะไรก็อร่อย

เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมพริกเกลือตามร้านผลไม้รถเข็นนั้น ถึงมีสีสวย หน้าตาน่าทาน แถมยังอร่อยกว่าเราทำเองอีกด้วย อันที่จริงแล้วมันเป็นเพราะว่าพริกเกลือตามร้านผลไม้รถเข็นนั้นมีสูตรเฉพาะตัวของมันอยู่นั่นเองครับ

วันนี้มี 6 สูตรพริกเกลือ มาฝากเพื่อนๆ เป็นสูตรที่นิยมทำขายกันตามรถเข็นผลไม้ ลองปรุงแล้วชิมรสกันตามชอบ รับรองได้เลยว่าเอาผลไม้อะไรจิ้มก็อร่อยถึงใจครับ

1.พริกเกลือ

มาเริ่มกันที่เบสิคอย่าง พริกเกลือ ที่แม้ว่าจะชื่อว่าพริกเกลือ แต่ส่วนผสมหลักเป็นน้ำตาลนะคะ จิ้มมากเพลินมาก หวานมาก ต้องระวังด้วย

วัตถุดิบ

1. พริกขี้หนูสวน สีแดง 3 เม็ด ถ้าชอบเผ็ดมากก็เพิ่มได้
2. น้ำตาลทรายขาว 4 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. จะใช้การปั่นหรือโขลกทุกอย่างรวมกันก็ได้ ถ้าโขลกในครก ก็ใช้สากกดๆ บดๆ ให้พริก น้ำตาลทราย และเกลือเข้ากันดี ไม่ต้องตำแบบตำน้ำพริกนะคะ

2.พริกเกลือชูรส

วัตถุดิบ

1. พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบเผ็ดมากก็เพิ่มได้
2. เกลือสมุทร 2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำตาลทรายขาวชนิดเม็ดละเอียด 5 ช้อนโต๊ะ
4. ผงชูรส 1/2 ช้อนชา บางคนใช้ผงปรุงอาหารรสไก่
5. น้ำเปล่า 1/2 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบพริกเกลือร่วนๆ ก็ไม่ต้องใส่

วิธีทำ

  1. เริ่มจากผสมพริกกับเกลือเข้าด้วยกัน
  2. จากนั้นใส่น้ำตาลทรายและผงชูรสลงไปผสม
  3. ค่อยๆ เติมน้ำลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันพอดี ไม่แฉะเกินไป

 

3.กะปิหวานแบบแห้ง

วัตถุดิบ

1. กะปิ 5 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำตาลทรายขาวชนิดเม็ดละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ
3. พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบเผ็ดมากก็เพิ่มได้
4. ผงชูรส 1/2 ช้อนชา บางคนใช้ผงปรุงอาหารรสไก่

วิธีทำ

  1. นำกะปิมาห่อใบตอง แล้วย่างไฟอ่อนๆ (ย่างเตาแก๊สก็ได้) เพื่อความหอม ขั้นตอนแรกนี้สามารถข้ามไปได้สำหรับใครที่ไม่สะดวก
  2. จากนั้นผสมน้ำตาลทรายลงไปคนให้เข้ากันค่อยๆ
  3. เติมพริกป่น กะรสเผ็ดตามชอบ ส่วนผงชูรสนั้นจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ตามชอบ

4.น้ำปลาหวาน

วัตถุดิบ

1. น้ำตาลปึก 1/2 กิโลกรัม
2. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
3. พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบเผ็ดมากก็เพิ่มได้
4. กุ้งแห้งป่น 1/2 ขีด
5. หอมแดงซอย 1-2 หัว
6. พริกขี้หนูซอย 3 เม็ด
7. น้ำสะอาด

วิธีทำ

  1. ขูดนำตาลปึกเป็นชิ้นเล็กๆ จะได้ละลายง่ายๆ
  2. เทน้ำตาลปึกใส่หม้อ พร้อมตั้งไฟอ่อน ใส่น้ำปลา พริกป่น เติมน้ำแล้วคนให้เข้ากัน
  3. เคี่ยวจนเดือด เเล้วใส่พริกขี้หนู กุ้งเเห้ง และหอมแดงซอย

5.กะปิหวาน

วัตถุดิบ

1. กะปิ 5 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
3. พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบเผ็ดมากก็เพิ่มได้
4. น้ำสะอาด

วิธีทำ

  1. ขูดนำตาลปึกเป็นชิ้นเล็กๆ จะได้ละลายง่ายๆ
  2. เทน้ำตาลปึกใส่หม้อ พร้อมตั้งไฟอ่อน ใส่กะปิ พริกป่น เติมน้ำแล้วคนให้เข้ากัน เคี่ยวจนเดือด

6. พริกเกลือบ๊วย

ปกติสูตรนี้จะใช้ผงบ๊วยสำเร็จรูป แต่ก็สามารถทำได้เองค่ะ

วัตถุดิบ

1. บ๊วยแห้งแกะเอาแต่เนื้อ 15 ลูก
2. น้ำตาลทรายขาว 4 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
ปั่นวัตถุดิบทุกอย่างรวมกันจนเป็นผง ง่ายๆ แค่นี้เอง

เครื่องจิ้มต่าง ๆ ช่วยให้รสชาติแซ่บถูกใจก็จริง แต่ก็พ่วงมาด้วยโทษ เพราะมีทั้งน้ำตาล ผงชูรส และพริก ซึ่งหากทานมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้น ถ้าทานผลไม้สดโดยไม่ต้องเสริมรสอะไรก็จะดีที่สุด อย่างไรก็ตามถ้าติดใจในรสชาติความแซ่บความนัว ก็อาจจะทานนาน ๆ ครั้ง หรือลองลดประมาณดู เพื่อสุขภาพค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก openrice

วิธีไล่แมลงวันสารพัดสูตร ให้หมดไปจากบ้าน

วิธีไล่แมลงวันสารพัดสูตร ให้หมดไปจากบ้าน

วิธีไล่แมลงวัน สำหรับคนที่กำลังถูกรบกวนจากแมลงหัวเขียว และอยากกำจัดแมลงวันให้ออกไปพ้น ๆ จากบ้านสักที วันนี้เรามีวิธีไล่แมลงวันมาบอก

เคยเป็นไหมคะ ถึงแม้จะทำความสะอาดบ้านจนเอี่ยมอ่องเท่าไร แต่ก็ยังเผลอมีแมลงวันตัวจ้อยบินวนเวียนเข้ามาส่งเสียงคำรามเบา ๆ ให้รำคาญใจทุกที แถมยังไล่แล้วไล่อีกก็ไม่ยอมบินออกจากบ้านไปง่าย ๆ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอรวบรวม วิธีไล่แมลงวัน มาช่วยแก้ปัญหาให้คนที่กำลังหนักใจกับฝูงแมลงวันในบ้านอยู่ ลองไปดูวิธีกันเลยจ้า

วิธีไล่แมลงวัน

1. น้ำยาล้างจานผสมน้ำ

เป็นวิธีบ้าน ๆ ที่ไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์จากไหน เพียงแค่นำน้ำยาล้างจานมาผสมกับน้ำเปล่าในปริมาณเท่า ๆ กัน อัตราส่วน 1 : 1 จากนั้นก็นำส่วนผสมที่ได้ไปใส่ลงในกระบอกฉีดน้ำ แล้วนำไปพ่นใส่แมลงวัน จะทำให้แมลงวันหายใจไม่ออก หากไม่อยากให้ถึงตายก็พ่นแค่ละอองเบา ๆ โดยเว้นระยะห่างให้เยอะหน่อย แมลงวันก็คงเข็ดจนหนีหัวซุกหัวซุนแล้วล่ะ

2. พริกไทยป่นผสมน้ำตาลปี๊บ

อีกหนึ่งอุปกรณ์ไล่แมลงวันที่มีอยู่ในครัว คือพริกไทยป่นและน้ำตาลปี๊บ โดยให้นำมาผสมกันให้เป็นเนื้อเหนียว ๆ แล้วนำไปป้ายลงบนกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าเพื่อวางล่อแมลงวัน จากนั้นเมื่อแมลงวันบินมาตอมพิษเผ็ดร้อนของพริกไทยก็จะทำให้แมลงวันสิ้นใจทันที

3. น้ำเชื่อมผสมพริกไทย

วิธีที่ยากขึ้นมาอีกหน่อย คือการมองหาน้ำเชื่อมเข้มข้นที่มีความเหนียวหนืด นำมาผสมกับพริกไทย จากนั้นใส่ภาชนะแล้วนำไปตั้งไว้ในบริเวณที่แมลงวันชุม เมื่อแมลงวันบินเข้ามาตอมก็จะติดกับดักน้ำเชื่อมเหนียวหนืด และบินหนีไปไหนไม่ได้อีก

4. ยางพาราสดผสมน้ำมันพืช

ทำกาวดักแมลงวันแบบง่าย ๆ ด้วยการใช้ยางพาราสดมาผสมเข้ากับน้ำมันพืช ให้มีความลื่นและเหนียว จากนั้นใส่ภาชนะหรือป้ายลงบนกระดาษ อาจจะวางเหยื่อล่อนิดหน่อย เช่น อาหารบูด เมื่อแมลงวันมาตอมก็จะติดกับดัก

5. น้ำส้มสายชูผสมน้ำ

ใช้ประโยชน์จากน้ำส้มสายชูที่มีอยู่ในบ้านด้วยการนำมาผสมเข้ากับน้ำ โดยเน้นความเข้มข้นของน้ำส้มสายชูมากกว่า จากนั้นนำใส่กระบอกฉีดหรือชุบผ้า แล้วนำไปพ่นหรือทาบริเวณมุ้งลวด และจุดที่มีแมลงวันชุม กลิ่นฉุน ๆ ของน้ำส้มสายชูจะทำให้แมลงวันหลีกเลี่ยงและบินหนีไปที่อื่น

6. กระเทียมต้มน้ำเดือด

ปอกกระเทียมแล้วนำไปใส่หม้อต้มน้ำให้เดือด จากนั้นนำกิ่งไม้เล็ก ๆ มาแช่ลงไปในน้ำกระเทียมที่ต้มเดือดแล้ว แช่ทิ้งไว้จนแน่ใจว่ากลิ่นจะติดกิ่งไม้ได้นาน แล้วก็นำขึ้นไปปักไล่แมลงวันในจุดที่ชุกชุม กลิ่นฉุนของกระเทียมจะทำให้แมลงวันไม่อยากเข้าใกล้

7. รวมมิตรผักกลิ่นฉุน

ระดมนำเอาผักสดกลิ่นฉุน เช่น ต้นหอม กระเทียม หอมแดง หอมใหญ่ หั่นให้กลิ่นออกแล้วนำไปวางไว้ตามหน้าต่าง หรือโซนที่คิดว่าแมลงวันชอบมาป้วนเปี้ยน กลิ่นฉุนตามธรรมชาติที่ถูกผนึกกำลังกันของผักสด จะทำให้แมลงวันเหม็นจนไม่อยากผ่านเลย

8. เผาเปลือกส้มตากแห้ง

เปลือกส้มแห้งสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ไล่แมลงวันได้ เพียงแค่นำมาเผาให้เกิดควัน เพื่อให้แมลงวันบินหนีไป และนอกจากจะช่วยไล่แมลงวันได้แล้ว กลิ่นไม่พึงประสงค์ในบ้านยังถูกกำจัดออกไปได้ด้วย

9. ตะไคร้หอม

เรามักจะคุ้นเคยกับสรรพคุณไล่ยุงของตะไคร้หอม แต่จริง ๆ แล้วตะไคร้หอมก็สามารถนำมาไล่แมลงวันได้ไม่ต่างกัน เพียงแค่จุดเตาดินเผาเหมือนที่ใช้ในสปา จากนั้นก็นำตะไคร้หอมใส่ลงไปเผาให้เกิดควัน กลิ่นหอมปนฉุนของตะไคร้หอม จะช่วยไล่แมลงวันและกำจัดยุงได้ในคราวเดียวกันเลย

10. น้ำหมักเหล้าขาว

สูตรนี้เป็นสูตรจัดหนักที่จะใช้ปราบแมลงวันให้สิ้นซาก ด้วยการนำเหล้าขาว 40 ดีกรี 1 ขวด, น้ำส้มสายชู 2 ขวด, กากน้ำตาล 1 ลิตร, น้ำเปล่า 6 ลิตร และ EM สูตรขยาย 1 ลิตร นำมาผสมให้เข้ากันแล้วหมักไว้ 21 วัน

เมื่อถึงเวลาให้นำมาใช้ครั้งละ 15 ซี.ซี. ผสมกับน้ำอีก 1 ลิตร หรือลองปรับให้น้อยลงในกรณีที่ใช้น้อย จากนั้นให้นำไปฉีดพ่นแหล่งกำเนิดแมลงวัน จะทำให้ไข่ฝ่อจนหมด นอกจากนี้น้ำหมักที่เหลือ ยังสามารถนำไปฉีดพ่นต้นไม้ในสวนให้งามไม่มีแมลงรบกวนได้อีกด้วย

11. ไม่ให้แสงเข้า ปิดผ้าม่าน

ความมืดจะทำให้คุณสามารถควบคุมการบินของแมลงวันได้ง่ายขึ้น โดยคุณใช้ผ้าม่านปิดบางส่วนของหน้าต่าง ให้เหลือช่องแสงสว่างเพื่อให้แมลงวันบินออก เพราะแมลงวันจะบินออกไปตามแสงสว่างที่มันเห็น

12.น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์

วิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง โดยใส่น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ลงไปที่ก้นขวด เจาะรูที่ฝาขวดให้มีขนาดใหญ่พอที่แมลงวันจะสามารถบินลงไปได้ เมื่อแมลงวันบินลงไปแล้วมันจะไม่สามารถบินกลับขึ้นมาได้

 

 

13.กระดาษไล่แมลงวันทำเอง

หากคุณไม่ต้องการที่จะใช้จ่ายเงินให้สิ้นเปลือง ลองทำกระดาษสำหรับไล่แมลงวันโดยใช้กระดาษจากถุงกระดาษ ทาน้ำผึ้ง หรือน้ำตาลเล็กน้อย เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ที่ไล่แมลงวันชั้นดี

14.น้ำมันลาเวนเดอร์

ทุกคนชอบน้ำมันลาเวนเดอร์ แต่แมลงวันไม่ชอบ วิธีกำจัดแมลงวันด้วยน้ำมันลาเวนเดอร์คือใช้ผ้าเนื้อบางชุบน้ำมันลาเวนเดอร์แล้วทาบริเวณที่แมลงวันมักบินมารบกวน เมื่อมันได้กลิ่นมันก็จะไม่มารบกวน แต่คุณอาจจะต้องทำแบบนี้บ่อยๆ

15.น้ำหอมแดง

นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่อาจจะได้ผลน้อยกว่าการใช้น้ำมันลาเวนเดอร์ แต่น้ำหอมแดงจะช่วยขับไล่แมลงให้บินหนีไปได้เป็นอย่างดี

16. มินท์ หรือ สะระแหน่

นี่เป็นวิธีที่ดีสำหรับขับไล่แมลงวันให้ออกไปจากบ้านอันสวยงามของคุณ วิธีการก็คือการปลูกต้นสะระแหน่ใส่ไว้ในกระถางและตั้งไว้รอบๆ ประตูและหน้าต่างบ้าน มันจะช่วยขับไล่แมลงวันให้หมดไป และยังถือเป็นวิธีการที่ง่ายอีกด้วย

17.บุหงา

ถ้าคุณชื่นชอบงานฝีมือ การจัดดอกไม้ นี่เป็นวิธีที่ดีสำหรับคุณ ผสมยูคาลิปตัส กลีบดอกไม้ ใบไม้ กลีบใบแพคใส่ถุง จากนั้นแขวนไว้บริเวณที่มักมีแมลงวันบินมารบกวน ซึ่งมันจะเวิร์คมาก

18.กับดักจากสบู่ล้างมือ

นี่เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ง่ายและสามารถใช้ของที่มีอยู่ในบ้านของคุณได้เลย วิธีการคือผสมสบู่ล้างมือและน้ำลงในจาน โดยเลือกสบู่ล้างมือกลิ่นผลไม้ที่กลิ่นของมันจะดึงดูดแมลงวันได้มากที่สุด

19.ไวน์

แมลงวันชอบไวน์มากพอๆ กับที่บางคนชอบ ดังนั้นลองเทไวน์ใส่ชามแล้วตั้งไว้ในบริเวณที่มักมีแมลงวันบินรบกวน ไม่นานแมลงวันก็จะลงไปเกาะและติดอยู่ในชามที่มีไวน์

20.พริกป่น

 

วิธีการคือผสมพริกป่นและน้ำใส่ลงในขวดสเปรย์ จากนั้นฉีดไปรอบๆ บริเวณทางเข้าบ้านของคุณ ส่วนผสมเหล่านี้จะช่วยขับไล่แมลงวันและทำให้บ้านของคุณดูสะอาดมากยิ่งขึ้น

แทบไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะว่าของใช้ก้นครัวหลายๆ ชิ้นจะช่วยกำจัดแมลงวัน แมลงกวนใจได้เป็นอย่างดี ได้รู้จักกับวิธีไล่แมลงวันพร้อมสูตรต่าง ๆ เหล่านี้ หวังว่าจะช่วยให้แมลงวันที่คอยกวนใจหมดไปจากบ้านของคุณสักทีนะคะ

เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจาก http://blessmyweeds.com,kapook

เตือน! อันตรายกว่าที่คิด…‘ยาดม’ ภัยเงียบใกล้ตัว

ใช้ผิดชีวิตเปลี่ยน! ‘ยาดม’ ภัยเงียบใกล้ตัว

รักษาอาการวิงเวียนหน้ามืดตาลาย หวัด คัดจมูก กระทั่งใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการเคล็ดขัดยอก แมลงกัดต่อย ฯลฯ เหล่านี้คือสรรพคุณล้นเหลือที่ช่วยจัดการกับปัญหาสุขภาพได้ง่ายในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ จึงพบผู้ติดการใช้ยาดมเป็นจำนวนมากและถี่ขึ้นเรื่อยๆ และนั้นทำให้ยาดมเปลี่ยนจากสรรพคุณไปสู่สรรพโทษก่อโรคให้แก่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว เพราะ ‘การบูร’ เป็นสารกระตุ้นในระบบประสาทที่ทำให้เกิดการเสพติด

ยาดมเป็นหนึ่งในผลิตภัณท์ที่ผลิตขึ้นมาจากการบูร พิมเสน เมนทอลและน้ำมันหอมระเหยต่าง ๆ อาทิ สะระแหน่ น้ำมันเขียว น้ำมันกานพลู หรือน้ำมันยูคาลิปตัส นอกจากนี้ก็ยังอาจจะมีส่วนผสมจากสมุนไพร และน้ำมันบางชนิดที่ช่วยในการละลายอย่างน้ำมันงา และน้ำมันแร่อีกด้วย โดยสารเหล่านี้มีถูกผสมรวมกันแล้วจะกลายเป็นน้ำมันที่เมื่อได้สูดดมแล้วก็จะทำให้รู้สึกเย็นในโพรงจมูก กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและสดชื่นขึ้นได้บ้าง นอกจากนี้ยังอาจจะช่วยลดอาการปวดได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะสรรพคุณของสารแต่ละชนิดที่อยู่ในยาดมที่มีดังนี้ค่ะ

ติดยาดม อันตรายไหม?

1. เมนทอล

เมนทอลหรือเกล็ดสะระแหน่ เป็นสารที่มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นหอมเย็น สกัดมาจากใบมินต์ มีสรรพคุณในการขับลม ลดอาการปวด บวม และมีฤทธิ์เป็นยาชาอ่อน ๆ แต่ถ้าหากใช้ในปริมาณที่สูงมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ บางรายอาจร้ายแรงถึงขั้นปอดอักเสบเลยก็มี

2. การบูร

เดิมทีแล้วการบูรเป็นสารที่สกัดมาจากต้นการบูร แต่เนื่องจากมีราคาสูงจึงทำให้มีการผลิตสารการบูรแบบสังเคราะห์ขึ้น ซึ่งก็มีสรรพคุณเหมือนกัน สามารถดูดซึมทางผิวหนังได้ดี และมีสัมผัสที่เย็นเช่นเดียวกับเมนทอล โดยสรรพคุณของการบูรที่โดดเด่นก็คือมีฤทธิ์เป็นยาชาและยาต้านจุลินทรีย์อย่างอ่อน ๆ ช่วยแก้เคล็ดขัดยอก และอาการบวม แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้หากใช้มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ ปอด และตับได้ จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง

3. พิมเสน

ต้องบอกก่อนว่าพิมเสนที่ใช้กันในปัจจุบันนั้นเป็นพิมเสนชนิดสังเคราะห์ ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากพิมเสนแท้ ๆ โดยสามารถสังเกตได้ว่าพิมเสนแท้จะมีรสเผ็ดแต่ไม่กัดลิ้นและช่วยให้เย็นชุ่มคอ แต่ถ้าเป็นพิมเสนที่สังเคราะห์ขึ้นมา เวลารับประทานแล้วจะรู้สึกเผ็ดกัดลิ้น ทั้งนี้สรรพคุณทางยาของพิมเสนก็ไม่ค่อยแตกต่างจากการบูรและเมนทอลนัก คือใช้แก้อาการวิงเวียนศีรษะ หรือใช้ทาเพื่อแก้อาการเคล็ดขัดยอก อีกทั้งยังมีฤทธิ์กระตุ้นและช่วยผ่อนคลายระบบประสาทส่วนกลางด้วยล่ะ แต่ถ้าหากใช้มากไปก็ทำให้ระคายเคืองได้เช่นกันค่ะ

ยาดม อันตรายไหม ถ้าใช้จนติดจะอันตรายหรือเปล่า ?

แม้ว่ายาดมจะช่วงให้รู้สึกโล่งจมูก ทำให้สดชื่น และตื่นตัว หรือรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ หรือคัดจมูกได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นประโยชน์เสมอไป เพราะหากใช้มากเกินไปอาจจะทำให้เกิดการเสพติดได้ อีกทั้งยังอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ และหากอาการรุนแรงก็ถึงขั้นปอดอักเสบได้เลยทีเดียว นอกจากนี้หากยาดมที่ใช้มีการบูร และพิมเสนผสมอยู่ด้วย การใช้ติดต่อกันนาน ๆ หรือมีอาการติดยาดม ก็จะส่งผลกระทบต่อตับได้อีกด้วย

ใช้ผิดชีวิตเปลี่ยน! ‘ยาดม’ ภัยเงียบใกล้ตัว

  • ก่อให้เกิดเยื่อเมือกบุทางเดินจมูกและระบบหายใจระคายเคืองอักเสบ
    เนื่องจากการสัมผัสกับกลิ่นที่เข้มข้นบ่อยๆ สารเมนทอล พิมเสน น้ำมันหอมระเหย (น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันเขียว น้ำมันกานพลู หรือน้ำมันยูคาลิปตัส) รวมไปถึงน้ำมันระเหยช่วยในการละลาย เช่น น้ำมันงา น้ำมันแร่ หรือสารสกัดจากสมุนไพร ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักทำให้เกิดความรู้สึกเย็น ซ่า ในโพรงจมูก รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว หากมีโรคของโพรงจมูกอยู่เช่น โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ ติดเชื้อในโพรงจมูกหรือไซนัสอักเสบควร เนื่องจากอาจมีเยื่อบุโพรงจมูกเสียหายการสูดยาดมที่มีเข้มข้นมากๆ จะก่อให้เกิดการระคายเคืองเพิ่มมากขึ้น บางรายอาจร้ายแรงถึงขั้นปอดอักเสบจากการสูดดมสารเมนทอลที่มากเกิน

  • เกิดโรคผิวหนังติดเชื้อ เกิดอาการคันผื่นแดงบริเวณผิวหนังที่สัมผัส หากมีอาการแพ้สารเมนทอลหรือการบูร โดยสรรพคุณของเมนทอลและการบูรที่โดดเด่นก็คือมีฤทธิ์เป็นยาชาและยาต้านจุลินทรีย์อย่างอ่อน ๆ ช่วยแก้เคล็ดขัดยอก และอาการบวม แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งช่วยกระตุ้นระบบและสงบระบบประสาทส่วนกลาง ในกรณีผู้แพ้จึงก่อเกิดอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังอาจอันตรายถึงชีวิตโดยอาจทำให้เด็กหายใจไม่ออกหรืออาจทำให้ช็อคได้หากเด็กทารกที่มีอาการหวัดที่แพ้สูดดมยาดม

  • ทำให้ระบบการทำงานของตับเสียหาย

เพราะการบูรสามารถซึมซับผ่านผิวหนังได้ดี ยิ่งการบูรเป็นสารที่ระเหิดได้เมื่อใส่ในรถยนต์ที่เราเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา การบูรจะระเหิดไปเกาะที่ช่องแอร์ และหากจอดรถยนต์ทิ้งไว้ในที่อากาศร้อน อัตราการระเหิดก็จะยิ่งเร็วขึ้น ทำให้รู้สึกว่าการบูรลดจำนวนลง หากมีการใส่การบูรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้เปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้ให้ระเหิดออกมาด้านนอก ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรจะเพิ่มขึ้น

ดังนั้น การใช้ยาสูดดมควรเพิ่มความระมัดระวังให้เป็นพิเศษ ไม่ควรสูดดมต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ควรสูดดมในระยะใกล้จนเกินไป อย่างเช่น

  • ใส่หลอดยาเข้าไปค้างไว้ในจมูกเพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาดมร่วมกับผู้อื่นเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่เกิดขึ้นได้ง่าย
  • กรณีที่ใช้น้ำยาดมทาถูควรหยดใส่สำลีหรือผ้าเช็ดหน้าแล้วสูดไอระเหยห่าง ๆ ไม่ควรนำมาป้ายที่จมูกโดยตรง ให้ทาบริเวณกลางอกเพื่อสูดไอระเหยแทน ท้ายที่สุดหากเกิดอาการผิดปกติควรเลิกใช้ทันทีและรีบปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง
  • หากเป็นยาดมที่มีลักษณะเป็นขี้ผึ้ง ไม่ควรนำมาป้ายโดยตรงที่จมูกแต่ให้ทาบาง ๆ ที่กลางอกและสูดไอระเหยแทน

ข้อควรระวังในการใช้ยาดม

เพราะยาดมมีสารเคมีที่ความเข้มข้นสูง จึงอาจจะทำให้เป็นอันตรายกับเด็กได้ ดังนั้นจึงควรเก็บไว้ให้ห่างจากมือเด็ก และไม่ควรนำมาใช้กับเด็กทารกเพราะอาจจะทำให้เด็กหายใจไม่ออก และถ้าหากเป็นผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับโพรงจมูก เช่น โรคไซนัส หรืออาการติดเชื้อในโพรงจมูก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ เพราะอาจจะทำให้ยิ่งเกิดความเสียหายกับเนื้อเยื่อในโพรงจมูกมากขึ้นค่ะ

ยาดม คนท้องใช้ได้หรือไม่ ?

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่าคนท้องห้ามใช้ยาดม แต่ขอบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดค่ะ เพราะว่าจริง ๆ แล้วคนท้องสามารถใช้ยาดมได้ และไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อทารกในครรภ์ แต่ก็ควรใช้เท่าที่จำเป็นน่าจะดีที่สุดค่ะ

ทราบกันแบบนี้แล้ว ใครที่กำลังชอบดมยาดมหรือว่าเป็นคนที่ติดยาดมก็ควรจะเพลา ๆ บ้างล่ะเนอะ แม้ว่ายาดมจะมีกลิ่นหอมช่วยให้โล่งจมูกก็จริง แต่ถ้าใช้มากไปก็ระวังอาจจะได้ผลเสียมากกว่าผลดี ใช้เท่าที่จำเป็นดีกว่านะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
หมอชาวบ้าน
momypedia.com

ระวัง!!! ท้องร้องโครกคราก ไม่ได้แปลว่า “หิว”

ระวัง!!! ท้องร้องโครกคราก คือสัญญาณบอกโรค ไม่ได้แปลว่า “หิว”

เคยเป็นมั๊ยได้ยินเสียง ท้องร้องโครกคราก ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้หิว แต่เราก็ดันไปมโนว่าท้องร้องคือเรากำลัง “หิว” แต่ความจริงแล้วเสียง ท้องร้องโครกคราก เป็นสัญญาณจากร่างกายกำลังฟ้องว่ากำลังแน่แค่ไหน

ความจริงแล้วเสียง ท้องร้องโครกคราก เป็นสัญญาณจากภายในร่างกายว่า คุณกำลังเป็น “โรคกระเพาะอาหารอักเสบ” หรือ “แผลในกระเพาะอาหาร”

ซึ่งโรคนี้เกิดจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ความเครียด หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ นั่นเอง

อาการของ โรคกระเพาะ
อาการนี้จะเริ่มจากการที่ ท้องร้องโครกคราก เหมือนกรดในกระเพาะหลั่งตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลานอนราบ จะร้องดังมาก คล้ายคนหิวข้าวทั้งๆ ที่เพิ่งทานข้าวเข้าไปและไม่มีความรู้สึกหิวเลย ซึ่งอาการแบบนี้จะเป็นบ่อยในช่วงก่อนเข้านอน บางครั้งมีอาการแน่นท้องจนรู้สึกลำคานกันเลยทีเดียว

วิธีรักษา โรคกระเพาะ

1. รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์ รวมทั้งให้ยากำจัดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ในกรณีที่ตรวจพบเชื้อจากการตรวจส่องกล้องทางเดินอาหาร หรือตรวจโดยการเป่าลมหายใจ

2. รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เมื่อมีอาการของโรคกระเพาะกำเริบ

3. รับประทานอาหารจำนวนน้อย ๆ แต่ให้บ่อยมื้อ ไม่ควรรับประทานจนอิ่มมากในแต่ละมื้อ

4. หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของดอง น้ำอัดลม กาแฟ ของทอด ของมัน และของขบเคี้ยว

5. งดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด

6. งดการใช้ยาแก้ปวดแอสไพริน และยารักษาโรคข้อกระดูกอักเสบทุกชนิด ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา กลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์

7. ผ่อนคลายความเครียด และความวิตกกังวล พักผ่อนให้เพียงพอ

8. ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น ปวดท้องรุนแรง หรือ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก ถ่ายเป็นเลือดสด หรือสีดำเหลว ควรรีบไปพบแพทย์

9. ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยที่ได้ผลดีหลายวิธี นอกเหนือจากการซักประวัติและตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว การตรวจ X-RAY กลืนสารทึบรังสี และการส่องกล้องตรวจในกระเพาะอาหารสามารถตรวจพบแผล เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อในกระเพาะอาหารเพื่อนำไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง และตรวจหาเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหารได้

อ้างอิงจาก thairats.com/เกร็ดความรู้/ระวัง-ท้องร้องโครกคราก

เกษตรกรเมืองเพชรปลูกหญ้าเนเปียร์ขายให้ผู้เลี้ยงโค ทำกำไรปีละ 3 ล้านบาท

เกษตรกรเมืองเพชรปลูกหญ้าเนเปียร์ขายให้ผู้เลี้ยงโค ทำกำไรปีละ 3 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. นางผ่องศรี เปี่ยมทอง อายุ 56 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กล่าวว่า กลุ่มวิสาห กิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ก่อตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ.2558 ตอนนี้มีสมาชิก 34 คน โดยกลุ่มตั้งขึ้นเพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์ขายให้ผู้เลี้ยงโค

โดยตอนเริ่มต้นมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 13 ไร่ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 130 ไร่ เดิมทีสมาชิกทั้งหมดประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่เห็นว่าการปลูกหญ้าเนเปียร์มีรายได้ดี จึงรวมตัวกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชม

โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกนำพันธ์มาจากศูนย์วิจัยพืชอาหารสัตว์เพชรบุรี วิธีปลูกไม่ยากเริ่มจากนำรถไถ ปรับพื้นที่ ไถแปร และยกร่อง แล้วต้นหญ้าเนเปียร์ลงปลูก ใช้เวลานานประมาณ 2 เดือนก็ตัดขายได้

“การปลูกหญ้าเนเปียร์สร้างรายได้ดีมาก พื้นที่ 130 ไร่ใน 1 ปี กลุ่มสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้เงินประมาณ 4,500,000 บาท หักต้นทุนแล้วกลุ่มจะเหลือกำไรปีละประมาณ 3,000,000 บาท โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกจะขายให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคนเนื้อ” นางผ่องศรี เปี่ยมทอง กล่าว

ด้าน นายบรรเทิง นวนภักดี ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์เพชรบุรี และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพุสวรรค์โคเนื้อ เผยว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนพุสวรรค์โคเนื้อเพชรบุรี เดิมทีเลี้ยงแม่วัว และปลูกหญ้าเนเปียร์เอง แต่ปัจจุบันได้ซื้อหญ้าเนเปียร์จาก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรีมาเลี้ยงโคเพราะสะดวกกว่า

อ้างอิง ข่าวสด

สุดยอดรางวัล IG Nobel ประจำปี 2017 : แมวเป็นของแข็งหรือของเหลว

อิก โนเบล (Ig Nobel)
ย่อมาจาก ignoble Nobel เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผลงานทางวิทยาศาสตร์หรืองานวิจัยที่ไม่น่าจะเป็นไปได้!!

ก่อตั้งโดย มาร์ก อับราฮัมส์ (Marc Abrahams) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991
เกณฑ์การคัดเลือกมีเพียงอย่างเดียวคือ งานวิจัยของคุณต้องทำให้คนขำและฉุกคิดให้ได้ (First makes people laugh and then makes them think.)
สิ่งที่จะได้หากได้รางวัลอิกโนเบล คือ
กรอบรูปรางวัลอิกโนเบลที่ทำจากวัสดุราคาถูก
ต้องจ่ายค่าการเดินทางมารับรางวัลที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเอง
จะได้รับรางวัลอิกโนเบลจากผู้ที่ชนะรางวัลโนเบล
“ความบ้าบอสำคัญต่อการส่งเสริมให้สาธารณชนสนใจในวิทยาศาสตร์” – มาร์ก

สุดยอดรางวัล IG Nobel ประจำปี 2017 : แมวเป็นของแข็งหรือของเหลว

ของแข็งหรือของเหลว ? เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ชอบตั้งคำถาม อย่างเช่นแก้ว หรืออะไรต่างๆ  ตอนนี้เป็นแมวที่เป็นหัวข้อวิจัยใหม่

นาย Marc-Antoine Fardin จากมหาวิทยาลัย Lyon ได้ชนะเลิศรางวัลอิกโนเบลสาขาฟิสิกซ์ จากการใช้วิชา fluid dynamics เพื่ออธิบายสถานะทางวัตถุของบรรดาเจ้าเหมียว ในรายงานวิจัยในเดือนกรกฎาคม 2014 ของ Rheology Bulletin

ฟาร์ดินได้สรุปว่า การอธิบายสถานะของแมวว่าเป็นอะไรกันแน่ โดยคำนวณจาก “Deborah number” ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะที่ไว้อธิบายความเป็นของเหลว โดยเฝ้าสังเกตว่าแมวจะปฏิบัติตนอย่างไรหากอยู่ภายใต้การทดสอบในโถเอียง

ถ้าคุณให้เวลามากพอ เป็นเวลาหลายปีธารน้ำแข็งจะไหลลงสู่หุบเขา สำหรับแมวก็เป็นเช่นเดียวกัน ถ้าคุณสังเกตแมว เมื่อเวลาพักผ่อนเนิ่นนานไป ตัวของแมวจะอ่อนนุ่มและปรับรูปทรงให้เข้ากับภาชนะ เหมือนกับของเหลว

ขอปรบมือให้กับสุดยอดรางวัล Ig Nobel ประจำปี 2017 ถูกใจบรรดาทาสแมวเป็นอย่างยิ่ง

หลักฐานมีเพียบ

มีอะไรรึเจ้ามนุษย์

ไวน์สักแก้วไหมล่ะ

แว๊กกก แมวดอง

พายแมวสักชิ้นไหมครับ

กระดูกไปไหนลูก

ทำไมมันฟูแบบนี้

ไม่มีใครเห็นแน่

ขออยู่ด้วยนะ

กาแฟสักแก้วไหมคะ

ทำไมมันช่างพอดีอะไรอย่างนี้นะ เหมียววววว

ขอบคุณที่มา : พันทิป สมาชิกหมายเลข 931850